
จะไป SAGA 22
เป่าแก้วเสร็จแล้ว เรารีบบึ่งไปยัง Saga Balloon Museum ให้ทันก่อน 4 โมงครึ่ง เพราะพิพิธภัณฑ์จะปิดเวลา 5 โมงเย็น
เป่าแก้วเสร็จแล้ว เรารีบบึ่งไปยัง Saga Balloon Museum ให้ทันก่อน 4 โมงครึ่ง เพราะพิพิธภัณฑ์จะปิดเวลา 5 โมงเย็น ตัวพิพิธภัณฑ์อยู่ริมถนนใหญ่กลางเมืองซากะ ไปมาสะดวก มีที่จอดรถเสร็จสรรพ เสียค่าเข้าชมท่านละ 500 เยน นักเรียนเสียแค่ 200 เยน และถ้ามาเป็นหมู่คณะก็ถูกลงไปอีก ด้านในมีลูกบอลลูนขนาดใหญ่สูงทะลุขึ้นไปถึงชั้น 2 เป็นแลนด์มาร์คอยู่กลางลานชั้นล่าง ด้านข้างมีร้านขายของที่ระลึก แต่ควรอดใจเก็บไว้ดูตอนหลังจะเหมาะกว่า ซื้อบัตรจากเครื่องจำหน่ายเสร็จก็ผ่านเข้าไปด้านใน ห้องแรกที่ต้องแวะชมคือ Super HD Theater โรงภาพยนตร์ขนาดเล็กที่ฉายวิดีโอความยิ่งใหญ่ของงาน Saga International Balloon Fiesta ให้เราได้ชม เพื่อให้เห็นภาพของงานเทศกาลบอลลูนนานาชาติตั้งแต่การเตรียมบอลลูนไปจนช่วงจัดงานที่มีบอลลูนลอยอยู่เต็มฟากฟ้าเหนือเมืองซากะ ดูจบแล้วอยากมาให้ได้เลย เทศกาลนี้ถูกจัดขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1978 ที่เมือง Amagi จังหวัดฟุกุโอกะ เป็นงานเล็กๆ ใช้ชื่อว่า The Balloon Fiesta in Kyushu แต่เนื่องจากพื้นที่เล็กเกินไปจึงได้ย้ายมาจัดที่ Saga ในปี 1980 และขยายเป็นงานระดับนานาชาติในปี 1984 จนมาถึงทุกวันนี้มีบอลลูนเข้าร่วมงานกว่า 600 ลูก ในแต่ละปี เป็นงานยิ่งใหญ่ที่มีนักท่องเที่ยวอยากมาร่วมชมกันมากมาย
ดูหนังเสร็จขึ้นไปชั้น 2 อย่างแรกที่เจอคือ Balloon Hall ซึ่งมีตะกร้าโดยสารที่แขวนอยู่กับบอลลูนขนาดเท่าของจริงให้ชม สำหรับคนที่ไม่เคยขึ้นบอลลูนบอกเลยว่าน่าดูมาก ในตะกร้ามีทั้งถังแก๊ส วาล์วควบคุมแรงดัน ท่อส่งความร้อน และสิ่งจำเป็นอื่นๆ ด้านข้างของห้องโถงแบ่งเป็นโซนต่างๆ คือ Exhibits โซนแนะนำประวัติของงานบอลลูนนานาชาติ Learn & Play โซนให้ความรู้เกี่ยวกับบอลลูน อาทิ ทำไมบอลลูนถึงลอยได้ จะควบคุมบอลลูนอย่างไร และมี Simulator การควบคุมบังคับบอลลูนให้ทดลองเล่นอีกด้วย สำหรับคนชอบพิพิธภัณฑ์ผมกล้ายืนยันเลยว่าญี่ปุ่นเป็นชาติที่ให้ความสำคัญกับพิพิธภัณฑ์มากที่สุดชาติหนึ่งของโลก โดยเฉพาะการสื่อสารด้วยภาพนี่ญี่ปุ่นเขาเป็นเจ้าพ่อเลย ทำเรื่องยากให้เข้าใจได้ง่ายด้วยภาพสไตล์ Manga อย่างการเปรียบเทียบเพดานบินหรือความสูงของบอลลูนกับอากาศยานประเภทต่างๆ นี่ดูปุ๊บเข้าใจปั๊บ เหมือนอ่านการ์ตูนโดราเอมอนยังไงยังงั้น เพราะเหตุนี้ด้วยกระมังเด็กญี่ปุ่นถึงมีการเรียนรู้นอกห้องเรียนกันเยอะ และได้ความรู้ไม่น้อยกว่าการเรียนในชั้นเรียน เผลอๆ ในบางเรื่องอาจจะมากกว่าในชั้นเรียนด้วยซ้ำ เพราะพิพิธภัณฑ์เขาเยอะมาก หลายปีก่อนอ่านหนังสือเจอข้อมูลว่าเฉพาะพิพิธภัณฑ์ที่เหมาะกับเด็กนี่มีกว่า 500 แห่ง ใครมีลูกหลานชอบวิทยาศาสตร์แนะนำเลยว่าควรพามาเที่ยวที่ญี่ปุ่นครับ
อีกโซนที่ไม่เคยพลาดคือคาเฟ่และของที่ระลึก ตามมิวเซียมหลายแห่งของญี่ปุ่นมักแอบมีร้านกาแฟดีๆ ราคาไม่แพงและคนไม่เยอะไว้รองรับ หลายท่านที่ชอบแบรนด์ดังอันนั้นเป็นความชอบส่วนตัวไม่ว่ากัน แต่ถ้าท่านชอบอะไรที่ชิลๆ ให้บรรยากาศผ่อนคลาย ลองมาใช้บริการร้านกาแฟของพิพิธภัณฑ์กันดูครับ ที่นี่เขาเน้นเมล็ดกาแฟคั่วสดบดตรงนั้น ให้กลิ่นหอมยั่วต่อมกระหาย จนอดแวะจิบกาแฟไม่ได้ ขนมก็อร่อยอีกต่างหาก ชิมกาแฟเสร็จเดินลงมาชั้นล่างเลือกซื้อของฝากต่างๆ ทั้งขนมและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น ที่น่าสนใจคือบรรดาของฝากรูปบอลลูนที่มีให้เลือกมากมาย ผมเตร็ดเตร่ไปดูของกิน มาจังหวัดซากะต้องไม่พลาดเนื้อซากะ ของฝากอย่างหนึ่งคือ แกงกะหรี่เนื้อซากะแบบบรรจุซองใส่กล่องดูดี๊ดีมีหลายยี่ห้อ ผมเคยซื้อทาน 2-3 แบบอร่อยหมด เหมาะซื้อเป็นของฝากคนรักการกินเนื้อเป็นอย่างยิ่ง
ค่ำนี้ผมขอให้ทางจังหวัดจองอาหารค่ำที่ร้าน Sumitora ซึ่งเป็นร้านขายไก่ย่างยากิโทริที่ผมเคยไปกินที่ฟุกุโอกะแล้วติดใจ ทราบว่าร้านต้นตำรับอยู่ที่ซากะเลยต้องหาโอกาสมาทานให้ได้ จุดเด่นของร้านนี้คือใช้ไก่พันธุ์ Mitsuse จากหมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดซากะนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้จัก เลยกลายเป็นของหากินยากที่ควรค่ามาทดลอง ปกติเวลาคนไทยเรากินไก่ก็จะสั่งทั้งตัว หรือถ้าแยกชิ้นก็มีไม่กี่ส่วน อก สะโพก ปีก น่อง คอ ตูด เท้า หลังๆ มีสันในไก่เพิ่มขึ้นมา มีแค่นี้หมดแล้ว แต่ของร้านนี้แยกเนื้อได้ละเอียดยิบ เหมือนเวลาเราดูผังของเนื้อวัวส่วนต่างๆ ผมมาได้ความรู้ว่าไก่ก็มีผังเนื้อไก่เหมือนกัน อาจจะไม่เยอะเท่าผังเนื้อวัว แต่เยอะกว่าที่คนไทยเราคุ้นเคยกันแน่นอน อย่าง Sori เนื้อชิ้นเล็กๆ ระหว่างน่องและสะโพกที่นุ่มเหลือคณา เสียบไม้สลับกับต้นหอมญี่ปุ่นย่างเกลือหนังเกรียมหอมฉุย และ Toritoro เนื้อชิ้นเล็กตรงรอยต่อของปีกกับลำตัวนี่ก็อร่อยสุดๆ เช่นกัน มีความนุ่มลื่นของเนื้อปีกบวกความแน่นของเนื้ออก รูดหมดไม้ในเวลาอันรวดเร็ว สองไม้นี้เป็นเมนูขึ้นชื่อของทางร้าน มาแล้วต้องสั่งกันทุกโต๊ะครับ ของง่ายๆ อย่างหนังไก่ย่างก็ดีงาม เป็นไม้ที่เหมือนง่ายแต่ยากเอาเรื่อง การย่างเนื้อไก่ติดหนังให้กรอบนอกนุ่มในมันไม่ลำบาก แต่หนังไก่ล้วนๆ ย่างให้กรอบแห้ง แต่นุ่มหนึบนี่ต้องใช้ทั้งเวลาและสมาธิ เพราะเผลอนิดเดียวไหม้เกรียมทั้งไม้
อีก 2-3 อย่างที่ต้องสั่งเช่นกัน คือ Tsukune หรือเนื้อไก่สับเสียบไม้ย่าง หลายท่านเรียกลูกชิ้นไก่แต่มันไม่ใช่นะครับ เพราะความอร่อยของทสึคุเนะคือความหยาบกำลังเหมาะของเนื้อไก่สับที่นำมาปั้นเป็นลูกหรือเป็นชิ้น ย่างจนสุกแล้วจุ่มซอสย่างอีกรอบ ผิวนอกต้องฉ่ำซอส ด้านในต้องฉ่ำเนื้อ ยิ่งทานกับไข่แดงสดๆ ยิ่งกลมกล่อมลงตัว อีกไม้คือ Seseri ที่ใช้เนื้อเหนียวนุ่มของคอไก่มาย่างเกลือ ปกติผมไม่ค่อยชอบคอไก่ โดยเฉพาะที่เห็นรอยเชือดด้วยแล้วยิ่งแขยง เพราะตอนเด็กๆ เห็นย่าเชือดคอไก่ช่วงตรุษจีนติดตามาจนโต แต่ร้านนี้เขาเลาะเนื้อออกมาย่างจนดูไม่ออกว่าเป็นคอ พอมาวางที่โต๊ะหน้าตาไม่ต่างจากยากิโทริทั่วไปเลยไม่รู้สึกตะขิดตะขวง เคี้ยวแล้วเค็มๆ นุ่มๆ หนึบๆ หมดไม้ไปอย่างไม่รู้ตัว เจ้าหน้าที่สั่งอีก 2 ไม้มาเพิ่ม แต่เป็นส่วนที่ผมไม่ถนัด คือตูดไก่และหัวใจเลยขอผ่าน ตบท้ายด้วยของหวานที่มีจำนวนจำกัดในแต่ละวัน คือ พุดดิ้งทำจากไข่ไก่มิทสึเสะ ไอเท็มลับของร้าน Sumitora ถ้าไม่ใช่ลูกค้าประจำมีโอกาสพลาดสูง แนะนำว่ามาถึงร้านแล้วให้จองของหวานไปพร้อมกันตอนออร์เดอร์ของคาวเลย เนื้อพุดดิ้งนุ่มๆ ท็อปปิ้งด้วยคาราเมลแล้วเผาไฟอ่อนๆ จนกรอบ ตักกินพร้อมกับเนื้อพุดดิ้งนี่อร่อยลืมอ้วนเลยครับ







