
เร่งเก็บภาษีใหม่ ดันรายได้กระตุ้นศก.
แม้ว่าการเก็บรายได้ของรัฐบาลในปีงบประมาณ 2560 ที่ดำเนินการอยู่นี้ คาดว่าจะได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 2.34 ล้านล้านบาท
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
แม้ว่าการเก็บรายได้ของรัฐบาลในปีงบประมาณ 2560 ที่ดำเนินการอยู่นี้ คาดว่าจะได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 2.34 ล้านล้านบาท หลังจากที่การเก็บรายได้รัฐบาลในช่วง 3 เดือนแรกเกินเป้าไปแล้ว 2.7 หมื่นล้านบาทอย่างไรก็ตาม การเก็บรายได้ของประเทศก็ยังไม่เพียงพอกับการใช้จ่ายของประเทศ เพราะรัฐบาลยังต้องทำงบประมาณแบบขาดดุลมาต่อเนื่อง ล่าสุดงบประมาณปี 2560 ต้องกู้ขาดดุล 3.9 แสนล้านบาท และยังมีการทำงบประมาณกลางปีเพิ่มอีก 1.9 แสนล้านบาท ซึ่งมีการกู้ขาดดุลเพิ่มอีก 1.6 แสนล้านบาท ทำให้งบประมาณปี 2560 ขาดดุล 5.5 แสนล้านบาท ซึ่งงบขาดดุลที่เพิ่มขึ้นทั้งหมดนำไปใช้เพื่อการลงทุนของประเทศ
หากมองย้อนกลับไปจะพบว่าฐานะการเงินของประเทศในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปีงบประมาณ 2540-2560 มีการทำงบประมาณขาดดุล 18 ปี มีเพียง 2 ปีเท่านั้นที่ทำงบประมาณแบบสมดุล คือในปีงบประมาณ 2548 และ 2549 โดยใน 10 ปีหลังเป็นการทำงบแบบขาดดุลติดกันต่อเนื่องและมีแนวโน้มที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
หากคิดเป็นเม็ดเงินขาดดุลงบประมาณในรอบ 20 ปี ที่ผ่านมาสูงถึง 6.3 ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นขาดดุลงบประมาณ 10 ปีที่ผ่านมาสูงถึง 5 ล้านล้านบาท แสดงให้เห็นว่ายิ่งนับวันยิ่งมีการทำงบประมาณขาดดุลมากขึ้น เป็นตัวสะท้อนให้เห็นชัดว่าการเก็บรายได้ของประเทศ ยังวิ่งไม่ทันกับการใช้จ่ายของประเทศ โดยเฉพาะการใช้จ่ายเพื่อการลงทุนพัฒนาประเทศ
สำหรับในกรอบงบประมาณ 2561 เบื้องต้นวงเงิน 2.9 ล้านล้านบาท ก็ยังเป็นงบประมาณแบบขาดดุล 4.5 แสนล้านบาท แม้ว่าจะลดลงจากปีงบประมาณก่อนหน้า แต่ก็ยังถือว่าเป็นการขาดดุลงบประมาณในระดับสูงเพราะรัฐบาลต้องการตั้งงบประมาณลงทุนสูงถึง 23% หรือ 6 แสนล้านบาท เพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่ยังต้องการเม็ดเงินลงทุนอีกหลายล้านล้านบาท
ดังนั้น รัฐบาลนี้จึงต้องให้ความสำคัญกับการเก็บรายได้ของประเทศ อันดับแรก การเก็บรายได้ต้องได้ตามเป้าหมายและอันดับต่อมาคือการเก็บภาษีใหม่ๆ เพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มรายได้ของประเทศให้เพียงพอ โดยที่ผ่านมา สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้เดินสายติดตามงานของกระทรวงการคลัง และได้กำชับผู้บริหารเรื่องการเก็บรายได้ให้ได้ตามเป้าหมาย และการเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บภาษี โดยศึกษาการเก็บภาษีใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น
เมื่อพิจารณาการเก็บภาษีปัจจุบัน 3 กรมภาษี คือ กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร จะเห็นว่า การเก็บภาษีของกรมศุลกากรเป็นไปได้ยาก เพราะเก็บภาษีจากสินค้านำเข้าที่มีแนวโน้มอัตราภาษีลดลงต่อเนื่องจากการเปิดการค้าเสรี ขณะที่การเก็บภาษีของกรมสรรพากรที่ผ่านมาได้มีการปรับโครงสร้างภาษีทำให้ภาระเสียภาษีของผู้ประกอบการและบุคคลธรรมดาลดลงต่อเนื่อง การเพิ่มเม็ดเงินภาษีก็ทำได้โดยการเพิ่มประสิทธิภาพและการขยายฐานภาษีให้มากขึ้น
ดังนั้นจึงเหลือแต่กรมสรรพสามิตเท่านั้นที่ยังมีช่องเก็บภาษีสินค้าใหม่ๆ หรือเก็บภาษีสินค้าตัวเดิมที่ได้รับการลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีในปัจจุบันเพิ่มมากขึ้น
เป็นที่ปรากฏว่าหลังจากเปิดปีใหม่ 2560 ได้ไม่นาน กรมสรรพสามิตได้เสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันเครื่องบินจากเดิมเสีย 20 สตางค์/ลิตร เป็น 4 บาท/ลิตร ทันที ส่งผลทำให้ได้เงินภาษีเพิ่มปีละ 4,000 ล้านบาท พร้อมยังเสนอให้เก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันหล่อลื่นได้เงินภาษีเพิ่มอีกปีละ 3,000-4,000 ล้านบาท ทำให้การขึ้นภาษีครั้งนี้ได้ภาษีเพิ่มขึ้นอีก 7,000-8,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ยังออกมายอมรับว่าคลังศึกษาเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำหวานเพราะส่งผลกระทบสุขภาพ ซึ่งจะทำให้คนไทยมีสุขภาพดีขึ้น สอดคล้องกับกระทรวงสาธารณสุขที่ต้องการให้ประชาชนลดการบริโภคน้ำตาล ซึ่งเป็นสาเหตุโรคภัยไข้เจ็บหลายโรค
อย่างไรก็ตาม การเก็บภาษีน้ำหวานต้องหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก ตั้งแต่ผู้ปลูกอ้อย โรงงานผลิตน้ำตาล รวมไปถึงผู้ประกอบการผลิตเครื่องดื่มที่ใช้น้ำตาลทั้งหมดว่าจะได้รับผลกระทบจากการขึ้นภาษีครั้งนี้ ซึ่งต้องมีการคุยให้ได้ข้อยุติและให้เกิดความสมดุล ล่าสุดได้หารือกับสมาคมผู้ผลิตน้ำตาล ซึ่งเห็นด้วยกับการเก็บภาษีน้ำหวาน แต่ขอเวลาปรับตัว 5 ปี โดยกระทรวงการคลังมองว่านานไป ซึ่งได้สรุปขอเวลาปรับตัว 2 ปี กระทรวงการคลังจะสรุปรายละเอียดน้ำตาลว่าจะเก็บอัตราเท่าไร เพื่อส่งให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ
ขณะที่ สมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต ก็ออกมาระบุว่า กรมศึกษาเก็บภาษีใหม่ๆ หลายตัว เพื่อเสนอให้ฝ่ายนโยบายเห็นชอบ เช่น การเก็บภาษีชาเขียวและกาแฟสำเร็จรูป ซึ่งที่ผ่านมาได้รับการยกเว้นเพราะเห็นว่าสนับสนุนผลผลิตเกษตรกร แต่ในช่วงหลังที่ผ่านมาพบว่าเครื่องดื่มประเภทนี้จำนวนมากมีส่วนผสมพืชผลทางการเกษตรน้อยแต่ขายในราคาที่สูง ทำให้ต้องมาพิจารณาว่าควรเก็บภาษีสรรพสามิตหรือไม่ หากเก็บจะเก็บในอัตราเท่าไรจึงจะเหมาะสม
นอกจากนี้ ยังศึกษาเก็บภาษีสรรพสามิตที่ส่งผลกระทบสิ่งแวดล้อม เช่น เก็บภาษีบรรจุภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่น เพราะเป็นวัสดุทำลายยากกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งน่าจะทำให้การเก็บภาษีของกรมได้เพิ่มอีกไม่น้อย
ขณะเดียวกันกฎหมายภาษีสรรพสามิตใหม่ที่จะเริ่มมีผลบังคับใช้กลางปีนี้ มีการเปลี่ยนฐานการเก็บภาษีจากราคาหน้าโรงงาน หรือราคาสำแดงนำเข้ามาเป็นราคาหน้าโรงงาน ก็จะทำให้การเก็บภาษีของกรมสรรพสามิตเพิ่มได้อีกทางหนึ่ง
ด้านกระทรวงการคลังที่ผลักดันระบบการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (อี-เพย์เมนต์) ที่ดีเดย์โอนเงินระหว่างบุคคล หรือ พร้อมเพย์ แล้วตอนนี้จะทำให้การใช้เงินของทุกคนเชื่อมกับระบบการเสียภาษีของกรมสรรพากร รวมถึงการทำระบบบัญชีเดียวของกรมสรรพากร จะทำให้การเก็บภาษีของกรมสรรพากรเพิ่มขึ้นละประมาณ 1 แสนล้านบาท เมื่อมีการเดินระบบอี-เพย์เมนต์ได้เต็มรูปแบบ
ปีนี้จึงเป็นปีแห่งการลงทุนของรัฐบาลเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจแล้ว จึงยังเป็นปีแห่งการเก็บภาษีใหม่ๆ เขย่าภาษีตัวเก่าเพื่อหารายได้เข้าประเทศ เพิ่มรายจ่ายการลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากขึ้น โดยที่การทำขาดดุลงบประมาณลดลงและเข้าสู่ภาวะสมดุลให้เร็วที่สุด เพราะหากยังปล่อยให้ขาดดุลสูงเป็นระยะยาวๆ ต่อไปอีก ปัญหาฐานะการเงินการคลังของประเทศจะมีปัญหาเสถียรภาพกระทบเศรษฐกิจให้เกิดปัญหารอบใหม่ในที่สุด







