posttoday
ภาษีสหรัฐปั่นโลกป่วน จุดชนวนสงครามการค้า

ภาษีสหรัฐปั่นโลกป่วน จุดชนวนสงครามการค้า

08 กุมภาพันธ์ 2560

ระหว่างที่ผู้คนต่างให้ความสนใจว่าประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ จะ “ตีตรา”

โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

ระหว่างที่ผู้คนต่างให้ความสนใจว่าประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ จะ “ตีตรา” ประเทศไหนเป็นประเทศปั่นค่าเงินเป็นประเทศแรก ฝั่งพรรครีพับลิกันก็เสนอแผนเก็บภาษีใหม่กับ “ภาษีชายแดนจำแนกตามถิ่นที่มา” (Border Adjustment Tax) ไปเมื่อช่วงกลางเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา โดยภาษีดังกล่าวซึ่งอาจสูงถึง 20% จะทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น และง่ายต่อการเปิดสงครามค่าเงินของทรัมป์ และสร้างความหวั่นเกรงว่าอาจนำไปสู่การตอบโต้จนกลายเป็นสงครามการค้าทั่วโลกตามมา

แม้ในช่วงแรกผู้นำใหม่ของสหรัฐจะให้สัมภาษณ์ว่า การจัดเก็บภาษีในระบบดังกล่าวมีความยุ่งยากและส่วนตัวก็ไม่ได้ชื่นชอบนัก แต่แค่เพียง 24 ชั่วโมงถัดมา ผู้นำสหรัฐก็พร้อมสนับสนุนมาตรการภาษีดังกล่าว ซึ่งมีแนวโน้มจะทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับคู่ค้า โดยประเทศที่เจ็บหนักก็คงไม่พ้นชาติคู่ค้าในเอเชีย

ระบบภาษีนิติบุคคลปัจจุบันของสหรัฐ จะเก็บจาก “รายได้ที่แท้จริง” หลังหักลบต้นทุนทั้งหมดไม่ว่าวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตจะนำมาจากไหน นำเข้าหรือไม่ แต่ภาษีในปัจจุบันของสหรัฐสูงติดอันดับต้นๆ ของโลกถึง 35% ส่งผลให้ภาคเอกชนหันไปผลิตนอกประเทศ พร้อมเสียภาษีถูกกว่าในประเทศนั้นๆ ก่อนส่งสินค้ากลับมาขายแก่ผู้บริโภคสหรัฐ ในขณะที่ระบบปัจจุบันยังเอื้อให้ภาคเอกชนนำต้นทุนสินค้าที่กลับมาขายในสหรัฐสามารถหักลบก่อนคิดภาษีได้เช่นกัน หากบริษัทดังกล่าวมีสำนักงานใหญ่ในสหรัฐ

จึงไม่แปลกที่พรรครีพับลิกันจะนำเสนอแผนภาษีดังกล่าว โดยจะจัดเก็บภาษีสินค้าหรือวัตถุดิบทั้งหมดที่เข้ามาขายในสหรัฐ เสมือนสินค้าที่เข้ามาในสหรัฐทั้งหมด ไม่ว่าจะนำมาทำอะไร แต่หากขายในผืนดินสหรัฐจะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและไม่สามารถหักลบในฐานะต้นทุนได้ ขณะที่หากผู้ผลิตสหรัฐส่งออกสินค้าออกไป รายได้ที่ได้จากการส่งออกดังกล่าวนั้น จะไม่ถูกนำมาคำนวณในรายได้ที่แท้จริง ซึ่งต้องเสียภาษี 35%

ยกตัวอย่าง หากบริษัทสหรัฐส่งรถยนต์ไปขายในแคนาดา รายได้ที่ได้จากการขายรถยนต์ดังกล่าวจะไม่ถือเป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษีในสหรัฐ แต่หากผู้ค้าหันไปผลิตรถยนต์ในแคนาดาแล้วกลับมาขายในสหรัฐ จำต้องเสียภาษีโดยไม่สามารถนำต้นทุนจากการผลิตรถยนต์ดังกล่าวมาหักในฐานะต้นทุนได้ และรายได้จากการขายรถดังกล่าวจะต้องเสียภาษี

เท่ากับว่า หากบริษัท ก. “นำเข้า” บริษัท ก.ต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่หากบริษัท ก. “ส่งออก” บริษัท ก.จะได้รับการลดหย่อนด้วยการไม่ต้องนำรายได้มาคิดภาษี ดังนั้นแผนภาษีดังกล่าวจึงเป็นการพยายามผลักดันให้เอกชนสหรัฐไม่หนีออกไปนอกประเทศ เพราะต้องเสียภาษีหากส่งสินค้าเข้าไปขาย และยังทำให้เอกชนลดการนำเข้าสินค้าจากต่างชาติลงพร้อมกับหันไปผลิตและใช้วัสดุในประเทศแทน

นับเป็นแผนที่ช่วยสนับสนุนนโยบาย “อเมริกามาก่อน” ของทรัมป์ได้ดีทีเดียว

อย่างไรก็ตาม แผนการดังกล่าวมีแนวโน้มจะทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น เพราะจะทำให้สินค้าที่นำเข้ามาขายหรือมีวัตถุดิบนำเข้า จำต้องผลักภาระให้ผู้บริโภคด้วยการขึ้นราคาสินค้าเช่นกัน หลังผู้ขายจำต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น โดย เบรน ดอดจ์ ที่ปรึกษาโครงการเพื่อสินค้าที่ชาวอเมริกันสามารถซื้อได้ ซึ่งเป็นการรวมตัวของบรรดาค้าปลีกสหรัฐเพื่อต่อต้านแผนภาษีดังกล่าว คาดการณ์ว่าลูกค้าอาจต้องจ่ายค่าสินค้าแพงขึ้นถึง 20% โดยเฉพาะสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน

ราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นตามมาด้วยค่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้นด้วยเช่นกัน โดยทรัมป์แสดงจุดยืนไม่พอใจค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่า และมักจะโจมตีประเทศอื่นที่มีค่าเงินอ่อนค่ากว่าเงินเหรียญสหรัฐ รวมถึงมีการค้าเกินดุลกับสหรัฐมาก ว่ามีการปั่นค่าเงินให้อ่อนค่าลงเพื่อเสริมศักยภาพการส่งออกอีกด้วย ในขณะที่หลายชาติ อาทิ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ต่างรอวันที่กระทรวงการคลังสหรัฐจะประกาศความชัดเจนเรื่องประเทศปั่นค่าเงินในเดือน เม.ย.นี้

ไมเคิล กาเพน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์สหรัฐของธนาคารบาร์เคลย์ส ในนิวยอร์ก เปิดเผยกับหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียล ไทมส์ ว่า แม้เงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้นไปจะทำให้ประเทศที่ส่งออกไปยังสหรัฐได้เปรียบทางการค้า และทำให้ผู้ค้าในสหรัฐใจชื้นได้จากต้นทุนนำเข้าที่ลดลงแต่มาตรการดังกล่าวอาจทำให้เกิดการตอบโต้กันไปมา เช่น อาจเปลี่ยนระบบนำเข้าตามสหรัฐ หรือแม้กระทั่งฟ้องร้องต่อองค์การการค้าโลก (ดับเบิ้ลยูทีโอ) เพราะมาตรการภาษีที่รีพับลิกันเสนอนั้นถือเป็นการปกป้องการค้า (Trade protectionism) รูปแบบหนึ่ง

ไม่เพียงเท่านั้น ประเทศอื่นๆ ทั่วโลกต่างจะได้รับผลกระทบจากนโยบายดังกล่าวตามไปด้วย โดยเฉพาะกับประเทศที่มีการส่งออกสินค้า ซึ่งเพียงแค่ขึ้นราคาผู้บริโภคก็พากันส่ายหน้า จะยิ่งได้รับผลกระทบหนัก

จากการคำนวณของ โรบินวินเกลอร์ และจอร์จ ซาราเวลอสนักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารดอยช์แบงก์ คาดว่า ผลจากเรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อประเทศเพื่อนบ้านของสหรัฐอย่างเม็กซิโก ที่มีโอกาสสูญการค้าสุทธิเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) ถึง 6.5% ขณะที่เพื่อนบ้านอีกประเทศอย่างแคนาดา ก็มีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบ 4.5%

นอกจากนี้ บรรดาประเทศเอเชียอย่างเวียดนาม ยังได้รับผลกระทบในระดับเดียวกับแคนาดา เนื่องจากประเทศเหล่านี้มีการส่งออกสินค้าที่ผู้บริโภคอ่อนไหวต่อการขึ้นราคา เช่น เสื้อผ้าและสินค้าตามร้านสะดวกซื้อ ซึ่งมีสินค้าตัวแทนให้ผู้บริโภคหันไปเลือกซื้อของคู่แข่งแทนได้มากมาย

ขณะที่มาเลเซียคาดจะได้รับผลกระทบอยู่ที่มากกว่า 2.5% ส่วนไทยและไต้หวันจะได้รับผลกระทบราว 1.5% ด้านเกาหลีใต้ได้รับผลเพียงราว 1% เนื่องจากสินค้าที่ส่งออกไปยังสหรัฐส่วนใหญ่นั้นผู้บริโภคไม่อ่อนไหวต่อราคามากนัก เช่น เครื่องจักรหรือสินค้าทางการแพทย์

สองนักเศรษฐศาสตร์จากดอยช์แบงก์มีความเห็นตรงกับนักเศรษฐศาสตร์จากบาร์เคลย์ส คือ ค่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้นจะทำให้เกิดความตึงเครียดทางการค้าแบบทวิภาคีได้ ขณะเดียวกันค่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้นยังส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตอเมริกัน เนื่องจากไปกดดันแรงซื้อสินค้าอเมริกันจากทั่วโลกได้ ทั้งนี้ วินเกลอร์และซาราเวลอส ระบุว่า ยังเร็วเกินกว่าจะคาดเดาผลกระทบได้

แผนภาษีจำแนกตามถิ่นที่มาของสหรัฐจึงมีโอกาสกลายเป็นปัจจัยพลิกโฉมการค้าโลก และยังมาจากพรรครีพับลิกันที่ครองเสียงข้างมากทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา รวมถึงฝ่ายบริหารในทำเนียบขาวเองเสียด้วย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท