
อุตสาหกรรมชีวภาพ ตัวเลือกที่น่าเป็นห่วง
รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ได้ชี้นำให้เราเห็นว่าประเทศไทยกำลังเดินไปสู่การเป็น Thailand 4.0 ใน 20 ปีข้างหน้า
โดย...พรายพล คุ้มทรัพย์
รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ได้ชี้นำให้เราเห็นว่าประเทศไทยกำลังเดินไปสู่การเป็น Thailand 4.0 ใน 20 ปีข้างหน้า ทำให้ไทยเป็นประเทศที่ร่ำรวยและหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง โดยจะมีรายได้ต่อหัวต่อปีไม่ต่ำกว่า 1.2 หมื่นเหรียญสหรัฐ โดยมียุทธศาสตร์หนึ่ง คือ การพัฒนาไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 ที่ประกอบด้วยอุตสาหกรรม 10 กลุ่ม ที่ต้องใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง รวมทั้งต้องพัฒนาทรัพยากรให้สามารถรองรับได้
หนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ผมจะพูดถึง อ “อุตสาหกรรมชีวภาพ”ซึ่งต้องอาศัยพืชและทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ เป็นปัจจัยพื้นฐานในการผลิต เกษตรกรไทยสามารถผลิตพืชและสัตว์เพื่อเป็นอาหารและวัตถุดิบป้อนโรงงาน ไทยยังมีความหลากหลายด้านชีวภาพเหลืออยู่พอสมควร จึงมีผู้เสนอให้เราพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพ เพื่อผลิตสินค้าที่มีพื้นฐานด้านชีวภาพ หรือ Bio-based products ในรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่พลังงาน อาหาร ยา สารเคมี ไปจนถึงวัสดุเพื่อใช้ในการก่อสร้างและใช้งานอื่นๆ
ส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมชีวภาพในไทยที่ผลิตอยู่ในขณะนี้ คือ น้ำมันชีวภาพ ซึ่งมีอยู่ 2 ประเภท คือ “เอทานอล” และ “ไบโอดีเซล” ปัจจุบันเอทานอลผลิตจากกากน้ำตาลหรือมันสำปะหลัง ส่วนไบโอดีเซลผลิตจากน้ำมันปาล์ม รัฐบาลส่งเสริมให้ใช้เอทานอลผสมกับน้ำมันเบนซินกลายเป็นแก๊สโซฮอล์ และให้ใช้ไบโอดีเซลผสมกับน้ำมันดีเซล ที่ส่งเสริมเพราะผลิตจากพืชที่เราปลูกได้เอง จึงทดแทนน้ำมันนำเข้าที่ประหยัดเงินตราต่างประเทศ และน่าจะทำให้เกษตรกรที่ปลูกพืชเหล่านี้ขายในราคาที่สูงขึ้นด้วย
รัฐบาลยังส่งเสริมในด้านการใช้ โดยกำหนดให้มีการผสมเอทานอลและไบโอดีเซลลงในเนื้อน้ำมันเบนซินและดีเซล ยกเว้นภาษีสรรพสามิต และใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนการขายแก๊สโซฮอล์ ส่วนการผลิต รัฐบาลส่งเสริมการลงทุนในโรงงานผลิตเอทานอลและไบโอดีเซลเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิง รวมทั้งกำหนดราคาอ้างอิงสำหรับน้ำมันชีวภาพทั้งสองประเภทไว้ในโครงสร้างราคาน้ำมันขายปลีก เพื่อใช้คำนวณภาษีน้ำมัน ซึ่งเอื้อประโยชน์ให้ผู้ผลิตเอทานอลและไบโอดีเซล เพราะไม่ว่าต้นทุนการผลิตจะเป็นเท่าใด ผู้ผลิตก็ขายในราคาที่มีกำไรเสมอ การแข่งขันจากต่างประเทศแทบจะไม่มีเลย เพราะรัฐกีดกันการนำเข้าสินค้าทั้งสองนี้ด้วย
ส่วนผู้ค้าน้ำมันก็สามารถซื้อเอทานอลและไบโอดีเซลจากผู้ผลิตในราคาเท่าใดก็ได้ เพราะรู้ว่าสามารถขายแก๊สโซฮอล์และไบโอดีเซลในราคาที่ไม่ต้องขาดทุน มีภาครัฐพร้อมจะอุดหนุนด้วยการยกเว้นภาษีสรรพสามิตและชดเชยจากเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
เราใช้น้ำมันชีวภาพเพื่อทดแทนน้ำมันปิโตรเลียมนำเข้า ดังนั้นถ้าจะดูว่าน้ำมันชีวภาพของเรามีราคาถูกหรือแพง ก็ต้องเปรียบเทียบราคาอ้างอิงของเอทานอลหรือไบโอดีเซลกับราคานำเข้าของน้ำมันเบนซินหรือน้ำมันดีเซล ในปัจจุบันบอกได้เลยว่า น้ำมันชีวภาพทั้งสองประเภทมีราคาอ้างอิงสูงเป็นสองเท่าของราคานำเข้าของน้ำมันที่ถูกทดแทน เช่น ในวันที่ 25 ม.ค. 2560 ราคาหน้าโรงกลั่น (ซึ่งคำนวณจากราคานำเข้า) ของน้ำมันเบนซิน 95 อยู่ที่ 16.49 บาท/ลิตร เทียบกับราคาอ้างอิงของเอทานอล (ปรับตามค่าความร้อนแล้ว) อยู่ที่ประมาณ 33 บาท/ลิตร
เท่าที่ผ่านมา ตั้งแต่มีการกำหนดราคาอ้างอิงของน้ำมันชีวภาพเริ่มในปี 2550 จนถึงปัจจุบัน ปรากฏว่าราคาอ้างอิงของเอทานอลไม่เคยต่ำกว่าราคาหน้าโรงกลั่นของเบนซิน 95 เลย ยกเว้นช่วงสั้นๆ ในปี 2551 ที่ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นถึงประมาณ 140 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
ในช่วงปี 2550-2558 ราคาอ้างอิงของเอทานอล (ปรับตามค่าความร้อนแล้ว) เฉลี่ยอยู่ที่ 31.87 บาท/ลิตร ในขณะที่ราคาหน้าโรงกลั่นของเบนซิน 95 เฉลี่ยอยู่ที่ 21.16 บาท/ลิตร
ส่วนราคาอ้างอิงของไบโอดีเซล (B100) ก็ไม่เคยต่ำกว่าราคาหน้าโรงกลั่นของน้ำมันดีเซลเร็วเลย ยกเว้นช่วงสั้นๆ ในเดือน ธ.ค. 2555 เท่านั้น
อาจพูดได้ว่า เป็นเรื่องที่ดีที่ไทยสามารถผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงจากพืชที่ปลูกได้เองเพื่อทดแทนน้ำมันนำเข้าที่แพงขึ้นมาก “ดี” สำหรับผู้ผลิตน้ำมันชีวภาพ ทั้งเจ้าของโรงงานผลิตน้ำมันชีวภาพและเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน เพราะได้รายได้สูงขึ้น โดยยอดขายน้ำมันชีวภาพปีที่แล้วตกประมาณ 8 หมื่นล้านบาท
แต่เป็นที่ชัดเจนว่า น้ำมันชีวภาพของไทยมีต้นทุนการผลิตที่สูงกว่ามูลค่าของน้ำมันที่ถูกทดแทน (และน่าจะสูงกว่าราคานำเข้าของน้ำมันชีวภาพด้วย) ทำให้ไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับเงินตราต่างประเทศที่ประหยัดได้ และผู้ที่ต้องแบกภาระของ “ความไม่คุ้มค่า” คือ ผู้ใช้น้ำมันและผู้เสียภาษี แม้จะคำนึงถึงความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมก็ตาม แต่เอทานอลและไบโอดีเซลก็ยังมีต้นทุนสูงเกินไป เมื่อเทียบกับผลดีจากการลดก๊าซเรือนกระจก
ข้อมูลทั้งหลายชี้ให้เห็นว่า อุตสาหกรรมน้ำมันชีวภาพของไทยยังไม่มีความสามารถในการแข่งขันระหว่างประเทศ แล้วในอนาคตจะมีศักยภาพในการแข่งขันหรือไม่? คงต้องฝากความหวังไว้กับความสามารถในการลดต้นทุนการผลิต ซึ่งน่าจะมาจากการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ของพืชพลังงานเป็นสำคัญ หรือมาจากการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเอทานอลจากเศษไม้ ใบหญ้า (ที่เรียกว่า Cellulosic ethanol) หรือไม่ก็ต้องหวังว่าราคาน้ำมันดิบในอนาคตจะเพิ่มสูงขึ้นเกินกว่า 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
แต่ความหวังเหล่านี้คงกลายเป็นความจริงได้ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 5-10 ปีข้างหน้านี้ ทำให้เกิดข้อสงสัยขึ้นว่า “อุตสาหกรรมชีวภาพเพื่อการพัฒนาไปสู่ Thailand 4.0 เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมแล้วหรือ?”







