
ปฏิรูปสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ฤาจะมีระเบียบวาระซ่อนเร้น?
แม้จะมีข่าวว่า “คลังแตะเบรกดึงบริษัทประกันเอกชนคุมค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ”
โดย...นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน
แม้จะมีข่าวว่า “คลังแตะเบรกดึงบริษัทประกันเอกชนคุมค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ” โดยมีเหตุผลหลักว่า เพราะ “ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งข้าราชการและบุคลากรทางการแพทย์ไม่เห็นด้วย” (ไทยโพสต์ 23 ม.ค. 2560 หน้า 7) แต่ความคิดเรื่องจะให้บริษัทประกันเอกชนเข้ามาดูแลเรื่องนี้น่าจะยังคงอยู่ ดังปรากฏข่าวว่า พรวิลัย เดชอมรชัย ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาระบบการเงินการคลัง กรมบัญชีกลาง ยังกล่าวว่า “ยังไม่ได้มีการโอนสิทธิทุกอย่างให้บริษัทประกันมาดูแลเรื่องสวัสดิการข้าราชการ แต่คาดว่าน่าจะนำมาบริหารเท่านั้น สำหรับขั้นตอนขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษา เมื่อเสร็จแล้วจะส่งให้ รมว.คลัง เห็นชอบ”
และ วราวรรณ เวชชสัสถ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ก็ออกมา “เชียร์” ให้บริษัทประกันเอกชนเข้ามาดูแลเรื่องนี้ว่า “ธุรกิจประกันภัยมีความพร้อมที่จะเข้ามาดูแลค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการ ถ้าได้รับความเห็นชอบก็จะไม่มีเงื่อนไขเรื่องความคุ้มครอง ทุกอย่างจะเป็นไปตามสิทธิที่ข้าราชการเคยได้ ทั้งนี้หลายประเทศหน่วยงานรัฐให้บริษัทประกันเข้ามาดูแล” (โพสต์ทูเดย์ 26 ม.ค. 2560 น. B5)
ฤาเรื่องนี้จะมีระเบียบวาระซ่อนเร้น?
เพราะความจริงแล้ว เรื่องนี้ควรตอกฝาโลงให้สนิทไปเลย เพราะเป็นหนทางสู่หายนะอย่างชัดแจ้ง หายนะทั้งระบบสวัสดิการการรักษาพยาบาลข้าราชการ และระบบบริการสาธารณสุขภาครัฐทั้งประเทศ
ผลงานของบริษัทประกันเอกชน ตาม พ.ร.บ.ผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ที่บริษัทประกันถือเป็นผลงานชิ้นโบแดง เพราะต่อมาสามารถลดเบี้ยประกันลงได้ โดยเพิ่มวงเงินค่ารักษาพยาบาลขึ้นได้ด้วยนั้น แท้จริงแล้ว เป็นผลงาน “โบดำ” เพราะสัดส่วน “ค่าบริหารจัดการ” ซึ่งรวมค่าบริหารงานและกำไรยังสูงลิ่ว และประชาชนผู้ประสบภัยจากรถยังได้ประโยชน์จากระบบนี้น้อยกว่าที่ควรมาก ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลผู้บาดเจ็บจำนวนมาก ถูกผลักเป็นค่าใช้จ่ายของอีก 3 กองทุน คือ สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ประกันสังคม และบัตรทอง
ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลผู้ประสบภัยจากรถ เป็นเงินก้อนเล็ก เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายในอีก 3 กองทุน จึงสามารถผลักภาระออกไปได้ เพราะอีก 3 กองทุน ยังพอจะแบกรับไหว โดยทั้งผู้ประสบภัยจากรถและสถานพยาบาลต่างมีแรงผลักดันให้ต้องไปใช้ค่าใช้จ่ายจากอีก 3 กองทุน เพราะต่างก็เบื่อหน่ายกับความ “เขี้ยว” ของบริษัทประกัน และไม่ต้องการ “เสียเวลา” กับการไปเรียกร้องจากบริษัทประกัน เพราะต่างก็มีภาระยุ่งกับงานอื่นอยู่มากพอแล้ว
แต่กับสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการซึ่งมีวงเงินในปี 2559 สูงถึง 7.1 หมื่นล้าน คิดเป็นราว 1 ใน 3 ของทั้งสามระบบ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะผลักภาระไปให้อีก 2 กองทุน คือ ประกันสังคม และบัตรทอง เพราะทั้งประกันสังคมและบัตรทองต่างใช้ระบบเหมาจ่าย ซึ่งการควบคุมค่าใช้จ่ายทั้งระบบมีประสิทธิภาพกว่าระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการมาก กล่าวคือ ค่าใช้จ่ายต่อหัวต่ำกว่าสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการราว 4-5 เท่าตัวอยู่แล้ว
ที่มีข่าวว่า บริษัทประกันเอกชนรับที่จะเข้ามาดูแลสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการโดยจะจำกัดวงเงินไว้ที่ 6 หมื่นล้านบาทเท่านั้น จากค่าใช้จ่ายจริงในปี 2559 ที่พุ่งสูงขึ้นไปถึง 7.1 หมื่นล้านบาท โดยบริษัทประกันจะเป็นผู้ลงทุนด้านบริหารจัดการ และยืนยันว่าจะให้สิทธิข้าราชการเหมือนเดิมทุกประการ จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
จากประสบการณ์ของกรณีผู้ประสบภัยจากรถ บริษัทประกันเอกชนใช้เงินเป็นค่าบริหารจัดการสูงถึงราว 50% แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ค่าบริหารงานกับกำไร แต่หลังจากถูกคัดค้านจากแทบทุกฝ่าย บริษัทประกันยังไม่ “เลิกรา” และมีข้อเสนอที่ไม่น่าเป็นไปได้ โดย อานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่า “สมาคมฯ พร้อมจะเข้ามาทำ และไม่ได้หวังกำไร แต่อยากยกระดับธุรกิจ และตอบแทนชาติบ้านเมือง” (โพสต์ทูเดย์ ข่าวเดียวกัน)
ถ้าบริษัทประกันสามารถลดค่าบริหารจัดการลงได้เหลือเพียง 30% และบริษัทประกันยินดีรับเงินตั้งต้นเพียง 6 หมื่นล้านบาท เงินก็จะหายจากส่วนที่เคยเป็นสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการไป 1.8 หมื่นล้านบาท เหลือเป็นค่ารักษาพยาบาล ได้แก่ ค่าตรวจ ค่ายา ค่าผ่าตัด ค่าห้อง และค่าใช้จ่าย อื่นๆ เพียง 4.2 ล้านบาท จากที่เคยใช้จ่าย 7.1 หมื่นล้านบาท แปลว่าเงินจะหายไปจากระบบถึง 2.9 หมื่นล้านบาท แล้วจะเป็นไปได้อย่างไรที่ข้าราชการจะได้รับการดูแลรักษา ทั้งหยูกยา การตรวจ การผ่าตัด ฯลฯ เท่าเดิม
ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการเป็นระบบจ่ายตามการให้บริการ (Fee-For-Service) และเป็นแบบ “ปลายเปิด” (Open-ended) แทบทั้งหมด ใกล้เคียงกับระบบของสหรัฐ ซึ่งก็ “กระเป๋าฉีก” หนักกว่าใครในโลก เพราะเป็นระบบที่บริษัทประกันเอกชนเป็นผู้เข้าไป “ดูแล” เป็นส่วนใหญ่ แทนที่จะควบคุมค่าใช้จ่ายได้ ก็มีแต่บานปลายหนักขึ้นๆ
วิธีการสำคัญที่บริษัทประกันเอกชนในสหรัฐใช้ควบคุมค่าใช้จ่ายก็คือ จะเป็นผู้ตรวจสอบกรณีการตรวจรักษาที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง ว่าจะให้แพทย์หรือโรงพยาบาลตรวจ-รักษา-ผ่าตัด หรือไม่ บริษัทประกันจะเป็นผู้ตัดสินก่อนว่าจะให้ทำได้หรือไม่ ถ้าแพทย์-โรงพยาบาลตัดสินใจให้การตรวจรักษาไปก่อน “โดยพลการ” คนไข้ซึ่งแม้มีประกันก็ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง
ข้าราชการไทย แพทย์ โรงพยาบาล พร้อมและยินดีจะเข้าสู่ระบบเช่นนี้หรือ
ข้อสำคัญ เงินจากระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการราวร้อยละ 90 เข้าสู่ระบบบริการสาธารณสุขภาครัฐ เงินจำนวน 7.1 หมื่นล้านบาท เข้าสู่ระบบบริการของรัฐราวร้อยละ 90
เป็นเงินราว 6.39 หมื่นล้านบาท โรงพยาบาลของรัฐจะอยู่ได้อย่างไร เมื่อเหลือเงินเพียง 4.2 หมื่นล้านบาท โรงพยาบาลที่เคยได้เม็ดเงินจากก้อนนี้เป็นกอบเป็นกำ คือ โรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่ ได้แก่ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย โรงพยาบาลของกองทัพ ตำรวจ สภากาชาดไทย และโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลเหล่านี้จะอยู่ได้อย่างไร
ขณะนี้โรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขจำนวนหนึ่งมีปัญหาขาดทุนหรือขาดสภาพคล่อง ถ้าเงินหายไปจากระบบมากมายขนาดนี้ จะเกิดอะไรขึ้น กระทรวงการคลังซึ่งมีอำนาจในการตัดสินใจเรื่องนี้ เคยคิดถึงปัญหาเหล่านี้หรือไม่
ดูกระทรวงการคลังจะ “ฝันหวาน” กับข้อเสนอของบริษัทประกันเอกชนว่าเหมือนยิงกระสุนนัดเดียวได้นกสองตัว คือ 1) สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ และ 2) ทำให้ระบบประกันเข้มแข็งขึ้น เพราะได้เม็ดเงินไปบริหารอีกถึง 6 หมื่นล้านบาท
แต่กระสุนนัดนั้นจะทำให้นกตายหรือปีกหักไปอีก 2 ตัว คือ สวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการ และระบบบริการสาธารณสุขของรัฐที่สร้างกันมายาวนานตั้งแต่ครั้งรัชกาลที่ 5 ทรงสร้างศิริราชเป็นแห่งแรก เมื่อ พ.ศ. 2429
จึงน่าคิดว่า เรื่องนี้เป็นการกระทำโดยสุจริต หรือโดยเขลา หรือโดยมีระเบียบวาระซ่อนเร้น เพราะแม้จะเป็นหนทางสู่หายนะชัดๆ หลายคนในภาครัฐก็ยังออกมาเชียร์ และบางคนถึงขั้นออกรับแก้แทนบริษัทประกัน







