
อียูเจอบททดสอบใหญ่ ท้าทายความเป็นสหภาพ
การเลือกตั้งทั่วยุโรปในปีนี้ ทั้งในเนเธอร์แลนด์ เยอรมนี และฝรั่งเศส ต่างเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับความเป็นสหภาพของสหภาพยุโรป (อียู)
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
การเลือกตั้งทั่วยุโรปในปีนี้ ทั้งในเนเธอร์แลนด์ เยอรมนี และฝรั่งเศส ต่างเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับความเป็นสหภาพของสหภาพยุโรป (อียู) โดยอียูเติบโตจากสมาชิกดั้งเดิม 6 ชาติ เป็น 28 ชาติในปัจจุบันโดยใช้เวลาราวครึ่งศตวรรษ ทว่าจะเหลือเพียง 27 ชาติ จากการถอนตัวของสหราชอาณาจักรที่นำโดยอังกฤษ ภายใน 1-2 ปีข้างหน้า หรืออาจลดลงไปน้อยกว่านั้น ท่ามกลางกระแสชาตินิยมที่ถาโถมไม่หยุดยั้งทั่วยุโรป
“หลังจากเบร็กซิตเมื่อปีที่แล้ว ถ้าหากศัตรูของยุโรปสามารถคว้าชัยในเนเธอร์แลนด์ หรือฝรั่งเศสได้ เมื่อนั้นพวกเราจะเผชิญกับภัยคุกคามต่อโครงการศิวิไลซ์ที่สุดแห่งศตวรรษที่ 20 ซึ่งมีชื่อว่า สหภาพยุโรป จำต้องแตกสลาย” ซิกมาร์ เกเบรียล รัฐมนตรีเศรษฐกิจเยอรมนี กล่าว
ไม่ใช่เพียงกระแสจากชัยชนะของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐเท่านั้นที่ปกคลุมการเลือกตั้งของหลายประเทศในอียูสำหรับปีนี้ แต่ความโกรธเคืองต่อสหภาพก็เป็นหนึ่งในปัจจัยที่
ผลักดันให้เกิดกระแสชาตินิยมเช่นกัน เห็นได้ชัดจากการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญใน “อิตาลี” ที่นำไปสู่การลาออกของนายกรัฐมนตรี มัตเตโอ เรนซี และเปิดทางให้พรรคการเมืองฝ่ายขวาที่ต่อต้านอียูได้ขึ้นมามีอำนาจแทน
อิตาลีประสบกับปัญหาทางเศรษฐกิจมานานก่อนหน้านี้ โดยขนาดเศรษฐกิจหดตัวไปแล้ว 10% นับตั้งแต่ปี 2007 และเผชิญกับเศรษฐกิจถดถอยราว 3 ครั้งนับตั้งแต่ปีดังกล่าว รวมถึงยังเผชิญกับอัตราว่างงานสูงถึงราว 12-13% และอัตราว่างงานของคนหนุ่มสาวสูงถึง 40% จนกดดันการบริโภคภายในประเทศ ขณะที่รัฐบาล
ไม่สามารถใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้ เพราะอียูซึ่งหวั่นเกรงวิกฤตหนี้สาธารณะปี 2009 จะย้อนรอย จำกัดงบประมาณขาดดุลของสมาชิกไว้ที่ 3% ต่อขนาดเศรษฐกิจ
จึงไม่แปลกที่ไฟว์สตาร์มูฟเมนต์ ซึ่งเป็นองค์กรเคลื่อนไหวเพื่อปลดแอกอิตาลีจากสหภาพ และพยายามเรียกตัวเองว่า ไม่ใช่พรรคการเมือง จะได้รับชัยชนะในการประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญเมื่อปีที่แล้ว จากการเคลื่อนไหวโดยใช้ประเด็นการจำกัดงบและไม่สามารถกระตุ้นทางการคลังมาเป็นตัวชูโรงเพื่อผลักดันให้มีการออกจากอียู
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ทางการเมืองในอิตาลีอาจยังไม่เกิดการปะทุของกลุ่มขวาจัดที่ผงาดขึ้นมาเป็นรัฐบาลให้เห็นภายในปีนี้ เนื่องจากผลสำรวจความนิยมทางการเมือง พบว่า พรรครัฐบาลเอียงซ้ายยังเสมอกับไฟว์สตาร์มูฟเมนต์ จากการประเมินด้วยผลโพลของหนังสือพิมพ์ใหญ่ในอิตาลี 3 ฉบับ พบว่า สูสีกันจนไม่มีพรรคใดสามารถจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากได้เลย ดังนั้นประธานาธิบดี แซร์จิโอ แมตตาเรลลา ของอิตาลี ซึ่งมีอำนาจประกาศยุบสภา จึงต้องการแก้ไขระบบเลือกตั้งก่อน และทำให้อิตาลีต้องเลื่อนการเลือกตั้งไปเป็นปี 2018
เช่นเดียวกับใน “เยอรมนี” ซึ่งนายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เกิล ลงชิงตำแหน่งเป็นสมัยที่ 4 โดยแม้แมร์เกิลถูกโจมตีอย่างหนักในด้านนโยบายการเปิดรับผู้อพยพ และทำให้ความนิยมเริ่ม
ลดลง สังเกตได้จากความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อปีก่อน ขณะที่ผลสำรวจยังพบว่าความนิยมของพรรคซีดียูของแมร์เกิล นำพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตย (เอสพีดี) ในระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือน ก.ย. 2013 อยู่ที่ 33% ต่อ 29% เท่านั้น
แต่พรรคเอสพีดียังคงเป็นพรรคร่วมรัฐบาลของแมร์เกิลและมีแนวคิดเอียงซ้าย ส่วนด้านพรรคทางเลือกเยอรมนี (เอเอฟดี) ที่มีแนวคิดชาตินิยมขวาจัดและต่อต้านผู้อพยพ มีคะแนนความนิยมอยู่เพียง 11% เท่านั้น
เศรษฐกิจของเยอรมนีนับเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของยูโรโซนคิดเป็น 29% ของทั้งหมด และเศรษฐกิจเยอรมนีก็ไม่ได้ประสบปัญหาหนักเหมือนกับชาติอื่นๆ โดยจากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติเยอรมนี พบว่า เศรษฐกิจอาจขยายตัวได้ 1.9% ในปี 2016 ที่ผ่านมา มากกว่าที่นักวิเคราะห์ของบลูมเบิร์กคาดเอาไว้ที่ 1.8% และมากที่สุดในรอบ 5 ปี ทั้งนี้ เยอรมนีจะเผยตัวเลขอย่างเป็นทางการในวันที่ 14 ก.พ.นี้
สถานการณ์น่าห่วงที่สุดสำหรับปีนี้จึงตกอยู่ที่ “ฝรั่งเศส” ซึ่งได้รับความสนใจจากสื่อเป็นพิเศษ
มารีน เลอ เปน หัวหน้าพรรคเนชั่นแนลฟรอนต์ (เอฟเอ็น) ซึ่งมีแนวคิดขวาจัดในลักษณะ “ทรัมป์สไตล์” หรือแบบเดียวกับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ โดยมีความต้องการใช้การคลังกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการปรับลดภาษีเงินได้และนิติบุคคล เพิ่มสวัสดิการให้กับประชาชน รวมถึงต่อต้านโลกาภิวัตน์ด้วยนโยบายขึ้นภาษีสินค้านำเข้าและเตรียมปฏิรูปกฎระเบียบการจ้างแรงงานต่างชาติ
“สิ่งเดิมพันในการเลือกตั้งครั้งนี้ คือ ฝรั่งเศสจะสามารถเป็นชาติเสรีได้หรือไม่ แนวคิดที่แตกต่างกันไม่ได้อยู่ระหว่างซ้ายและขวาอีกต่อไป แต่อยู่ระหว่างความรักชาติและรักษ์โลกาภิวัตน์”
เลอ เปน กล่าว ระหว่างหาเสียง
หาก เลอ เปน สามารถคว้าชัยชนะ ผู้นำพรรคเอฟเอ็นให้สัญญาจะทำประชามติออกจากอียูและเปลี่ยนกลับมาใช้สกุลเงินฟรังก์ดั้งเดิมของฝรั่งเศส โดยหากประสบความสำเร็จถึงระดับดังกล่าว จะทำให้ยูโรโซนต้องเสียสมาชิกที่เป็นเขตเศรษฐกิจใหญ่คิดเป็น 21% ของทั้งหมด และยังส่งผลกระทบในเชิงการเมืองมากกว่าการถอนตัวของอังกฤษอีกด้วย เนื่องจากฝรั่งเศสเป็นชาติที่มีบทบาททางการเมืองและการทหารอย่างมากในยุโรป ต่างกับอังกฤษที่เป็นสมาชิกเพียงครึ่งตัวตั้งแต่แรก
นอกจาก เลอ เปน แล้ว ฝรั่งเศสมีผู้ท้าชิงแนวคิดเอียงขวาอีกหนึ่งคน คือ ฟรองซัวส์ ฟิยง จากพรรคฝ่ายอนุรักษนิยม แต่ฟิยงกำลังโดนโจมตีอย่างหนักจากเรื่องอื้อฉาวที่ภรรยาได้รับเงินเดือนจากตำแหน่งงานในรัฐสภาที่ไม่มีอยู่จริง ส่งผลให้ในการเลือกตั้งรอบตัดเชือกของฝรั่งเศสในวันที่ 24 เม.ย.นี้ และทำให้ เลอ เปน เข้าไปชิงกับ เอ็มมานูเอล มาครอง ผู้สมัครอิสระที่มีนโยบายสายกลาง ในรอบชิงตำแหน่งประธานาธิบดีวันที่ 7 พ.ค.
ผลสำรวจในปัจจุบันพบว่า เลอ เปน จะพ่ายในนัดชิงวันที่ 7 พ.ค. หากพบกับมาครองอยู่ที่ 64% ต่อ 36% แต่หลังจากเบร็กซิตและทรัมป์ ซึ่งต่างพลิกโพลทั้งคู่นั้น ทำให้ตัวเลขดังกล่าวไม่อาจทำให้สามารถนิ่งนอนใจได้เลย







