
อดีตนักการเมืองดังผันตัวเป็นเกษตรกรสร้างรายได้ปีละหลายล้าน
บุรีรัมย์-"พีระพงษ์ เฮงสวัสดิ์"อดีตนักการเมืองดังวัย 66 ผันตัวมาเป็นเกษตรกรเต็มตัว ปลูกแตงโมไร้เมล็ด-มะเขือเทศในโรงเรือน ทำเงินปีละหลายล้านบาท
บุรีรัมย์-"พีระพงษ์ เฮงสวัสดิ์"อดีตนักการเมืองดังวัย 66 ผันตัวมาเป็นเกษตรกรเต็มตัว ปลูกแตงโมไร้เมล็ด-มะเขือเทศในโรงเรือน ทำเงินปีละหลายล้านบาท
เมื่อวันที่ 7ก.พ. นายพีระพงษ์ เฮงสวัสดิ์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ ที่เคยคร่ำหวอดในวงการการเมืองมาเกือบ 20 ปีได้ตัดสินใจพลิกผันตัวเองมาเป็นเกษตรกรเต็มตัว ลงทุนสร้างโรงเรือนพลาสติก ตาข่ายกันแมลง พร้อมขุดสระ เจาะบ่อบาดาล ติดตั้งระบบน้ำหยด ปลูกพืชอายุสั้นใช้น้ำน้อย ทั้งเมล่อนสายพันธุ์กาเรียเนื้อสีเขียว พันธุ์จัสมินเนื้อสีเขียว และสีส้ม รวมถึงมะเขือเทศสายพันธุ์ช็อกโกแลต เยลโรโกล และสายพันธุ์รูปหัวใจ นอกจากนั้นยังได้ปลูกแตงโมสายพันธุ์ตอปิโด แต่ที่ได้รับความนิยม ขณะนี้ คือแตงโมสายพันธุ์ไร้เมล็ดปลอดสารที่มีขนาดผลใหญ่กว่าแตงโมทั่วไป โดยมีน้ำหนักมากถึง 12 กิโลกรัม เนื้อแน่นรสชาติหวาน กรอบ อร่อย ซึ่งการสร้างโรงเรือนสำหรับปลูกเมล่อน มะเขือเทศ หรือแตงโมก็เพื่อให้สามารถปลูกได้ทุกฤดูกาลตลอดทั้งปี สามารถป้องกันการระเหยของน้ำได้ดีกว่าปลูกในที่โล่งแจ้งที่มีแสงแดดจัด ทั้งยังป้องกันแมลงหรือศัตรูพืชที่จะมาทำลายกัดกินผลผลิตได้อีกด้วย โดยพืชที่ปลูกทั้ง 3 ชนิดเป็นพืชอายุสั้นเพียง 60 – 75 วันก็สามารถเก็บผลผลิตขายได้
นายพีระพงษ์ ได้หันมาทำการเกษตรอย่างจริงจังเมื่อปี 2558 โดยเริ่มแรกปลูกในพื้นที่อ.คูเมือง และอ.พุทไธสง เฉลี่ยจุดละประมาณ 30 โรงเรือน ล่าสุด ก็ได้ขยายไปปลูกในพื้นที่ อ.คง จ.นครราชสีมา อีก 30 โรงเรือน จากผลผลิตที่มีคุณภาพ ผลสวยไม่มีตำหนิ รสหวาน กรอบอร่อย ทำให้มีห้างสรรพสินค้าชื่อดังมาติดต่อรับซื้อผลผลิตถึงสวนจนผลิตไม่ทันต่อความต้องการของตลาด สามารถสร้างรายได้ปีละหลายล้านบาท
ทั้งนี้ นายพีระพงษ์ ยังได้เปิดโอกาสให้เกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงเข้ามาเรียนรู้ฟรี โดยให้มาทดลองปลูกในโรงเรือนจริงแบบไม่ต้องลงทุนทั้งอุปกรณ์ เมล็ดพันธ์ และปุ๋ย เพียงลงแรงของตัวเองเท่านั้น และหากปลูกได้ประสบผลสำเร็จ ก็จะรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรเฉลี่ยกิโลกรัมละ 27 บาทด้วย ก็จะทำให้เกษตรกรมีรายได้ช่วงระหว่างที่มาเรียนรู้เฉลี่ยกว่า 2หมื่นบาทต่อโรงเรือนอีกด้วย หลังจากได้ความรู้วิธีการปลูกแล้วสามารถนำไปทำโรงเรือนปลูกในที่ของตัวเองได้ แต่หากใครที่ไม่ต้องการลงทุนเองและไม่ต้องการเสี่ยงเรื่องการตลาด ก็สามารถปลูกที่สวนต่อได้ซึ่งก็จะเพิ่มโรงเรือนให้ปลูกเพิ่มอีก
นายพีระพงษ์ เฮงสวัสดิ์ บอกว่า หลังจากตัดสินใจหันหลังให้วงการการเมืองก็มาทำการเกษตรเต็มตัว โดยใช้ความรู้จากที่เคยไปศึกษาดูงานจากต่างประเทศมาปรับใช้ โดยเฉพาะการปลูกพืชในโรงเรือนด้วยระบบน้ำหยดสามารถปลูกในพื้นที่แห้งแล้งได้ เพราะไม่ต้องใช้น้ำมาก ซึ่งหลังจากทำมาตั้งแต่ปี 58 ก็ประสบผลสำเร็จนอกจากจะสร้างรายได้ให้ครอบครัวตัวเองแล้ว ยังเป็นการสร้างอาชีพและรายได้เสริมให้กับเกษตรกรในพื้นที่ด้วย ซึ่งปัจจุบันมีเกษตรกรสนใจเข้ามาเรียนรู้และนำไปปลูกมากกว่า 100 คนแล้ว นอกจากนั้นยังมีหน่วยงานภาครัฐ และประชาชนจากหลายจังหวัดมาศึกษาดูงานอย่างต่อเนื่องด้วย







