posttoday
เงินลงทุนข้ามชาติต่ำ ฉุดเศรษฐกิจไทยโตจำกัด

เงินลงทุนข้ามชาติต่ำ ฉุดเศรษฐกิจไทยโตจำกัด

07 กุมภาพันธ์ 2560

ภาวะเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในไทย(เอฟดีไอ) หรือเรียกง่ายๆ ว่า เงินทุนข้ามชาติ

โดย...พรสวรรค์ นันทะ

ภาวะเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในไทย(เอฟดีไอ) หรือเรียกง่ายๆ ว่า เงินทุนข้ามชาติ ถือเป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญไม่น้อยต่อเศรษฐกิจไทย แต่ในปี 2559 ที่ผ่านมา เอฟดีไอกลับตกต่ำลงอย่างหนัก โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานว่ามีมูลค่าเพียง 3,286 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1.15 แสนล้านบาท) ลดลงมาต่อเนื่องและลดลงมากกว่าครึ่งจากปี 2558 ที่มีมูลค่า 9,004 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 3.16 แสนล้านบาท) และปีนี้ยังมีแนวโน้มลดลงอีก กลายเป็นปัจจัยเหนี่ยวรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไทยให้ขยายตัวจำกัดมากขึ้น

ทั้งนี้ เอฟดีไอที่ลดต่ำลงเป็นผลมาจากภาวะตลาดโลกส่วนหนึ่ง เพราะความต้องการซื้อสินค้าหรืออุปสงค์ในตลาดโลกยังไม่ฟื้นตัว ขณะที่ไทยมีปัญหาที่บั่นทอนความเชื่อมั่นในการลงทุน เช่น คะแนนการรับรู้เรื่องคอร์รัปชั่นต่ำลง เป็นต้น

เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า เอฟดีไอลดลงเป็นผลมาจากตลาดควบรวมกิจการ (เอ็มแอนด์เอ) ด้วย และลดลงจากเศรษฐกิจโลกเป็นหลัก ทำให้การลงทุนของนักลงทุนต่างชาติชะลอ ขณะที่เศรษฐกิจไทยปีนี้น่าจะโต 3% กว่า เพราะยังไม่มีการจุดประกายให้นักลงทุนหันมาลงทุนคึกคักมากนักที่สำคัญเอฟดีไอปีนี้ยังมีความเสี่ยงจากหลายปัจจัย คือ 1.นโยบายการกีดกันทางการค้าของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ที่นักลงทุนรอความชัดเจนอยู่ และต้องระวังการลงทุนใหม่ หันมาทบทวนการลงทุนที่อาจไปเกี่ยวข้องในห่วงโซ่การผลิต (ซัพพลายเชน) ทั้งหมด ว่ามีปลายน้ำไปเกี่ยวข้องกับสหรัฐหรือไม่

เช่น ถ้าใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปสหรัฐ หรือไทยเป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนบางอย่างส่งไปญี่ปุ่นหรือจีน แต่ปลายน้ำส่งไปสหรัฐ ก็ต้องมาทบทวนว่า ถ้าสหรัฐกีดกันการค้าจริงๆ ขึ้นภาษีจริง ควรลงทุนขยายการผลิตหรือไม่ ต้องหันกลับมาพิจารณาให้รอบคอบ ว่าจะเพิ่มเงินมาลงทุนในไทยหรือไม่ เพราะสหรัฐเป็นตลาดนำเข้ารายใหญ่ของโลก

“นักลงทุนคงรอดูท่าทีนโยบายทรัมป์ก่อน อย่างรอบครอบ ระมัดระวัง ก่อนจะพิจารณาว่าควรขยายการลงทุนไปในประเทศใด อย่างไรหรือไม่ บวกกับในยุโรปเองก็มีความไม่แน่นอนว่าจะมีการแยกตัวออกจากยุโรปเหมือนอังกฤษ (เบร็กซิต)” เชาว์ กล่าว

2.ความต้องการสินค้าในตลาดโลกยังไม่ฟื้นตัว และ 3.เศรษฐกิจจีนยังชะลอ โดยปี 2559 โต 6.7% ส่วนปีนี้อาจโตได้ที่ 6.4-6.5% และเมื่อสัปดาห์ก่อน จีนได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยไปแล้วการขยายการลงทุนใหม่คงไม่สูงนัก ทำให้มองว่าเอฟดีไอจากประเทศต่างๆ ที่จะมาลงทุนในไทยคงมีไม่มากโดยเฉพาะนักลงทุนจากสหรัฐและยุโรป ส่วนการลงทุนภายในกลุ่มประเทศในอาเซียนและกลุ่มประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมาและเวียดนาม(ซีแอลเอ็มวี) คงไม่น่ามีปัญหามากนัก หากเป็นการลงทุนต่อเนื่องตามแผนเดิม แต่ถ้าเป็นการลงทุนใหม่อาจมีการทบทวน

“ภาวะเช่นนี้การลงทุนต่างๆ น่าจะอยู่ในโหมดที่ระมัดระวัง คาดว่าเอฟดีไอที่มาไทยคงไม่มากนัก ดังนั้นผลบวกต่อเศรษฐกิจก็น่าจะลดลงด้วย แต่เชื่อว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจ หรือการลงทุนใดๆ ที่อาศัยการบริโภคภายในกลุ่มซีแอลเอ็มวีคงพอไปได้” เชาว์ กล่าวสรุป

สถานการณ์เอฟดีไอที่น่าจะลดต่ำต่อไปอีกปี เชื่อว่าจะมีผลต่อการลงทุน การจ้างงาน การบริโภค ไม่มากก็น้อย จึงหลีกเลี่ยงที่จะไม่กระทบต่อจีดีพีไทยได้ยาก เพราะปัจจัยดีที่จะมาช่วยหนุนการเติบโตหายไป เศรษฐกิจโตได้จำกัด และอาจต่ำกว่าศักยภาพที่ 4-5% อย่างที่รัฐบาลหวังไว้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท