
รัฐงัดไม้แข็ง ล้างทุจริตจัดซื้อจัดจ้าง
ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นการจัดซื้อ จัดจ้างในช่วงที่ผ่านมาเป็นปัญหารุมเร้าการทำงานของรัฐบาล
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นการจัดซื้อ จัดจ้างในช่วงที่ผ่านมาเป็นปัญหารุมเร้าการทำงานของรัฐบาล ส่งผลกระทบต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและนักลงทุนต่างประเทศไม่เชื่อมั่น เพราะไม่มีความโปร่งใสและธรรมาภิบาลที่ดีพอ
สำหรับปัญหาทุจริตที่สะเทือนรัฐบาลอย่างมาก คือ กรณีของการจัดซื้อจัดจ้างรถเมล์เอ็นจีวีจำนวน 489 คัน วงเงิน 3,389 ล้านบาท ซึ่งมีปัญหาผู้นำเข้าสำแดงนำเข้าเป็นเท็จจนถูกกรมศุลกากรจับกุมยึดรถเมล์ไว้ขณะนี้ 99 คัน ส่วนรถที่นำออกไปต้องมีการวางประกันภาษีและจะดำเนินคดีสำแดงเท็จเพื่อเรียกค่าปรับอีก 2 เท่าตามมาภายหลังอีกด้วย
ล่าสุด ขสมก.เตรียมยกเลิกสัญญาหลังอัยการให้ความเห็นว่าไม่ควรรับรถจนกว่าคดีภาษีจะเสร็จสิ้น และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ออกมายอมรับว่าไม่ควรรับของร้อน เพราะจะทำให้สะเทือนธรรมาภิบาลของรัฐบาลให้พังไปด้วย
นอกจากนี้ ยังมีคดีสินบนบริษัท โรลส์-รอยซ์ ที่จ่ายให้กับผู้บริหารบริษัท การบินไทย และบริษัท ปตท. ในช่วงปี 2534-2548 แม้ว่าไม่ใช่สมัยรัฐบาลชุดนี้ แต่รัฐบาลก็หนีไม่พ้นต้องรับผิดชอบ อย่างน้อยก็ต้องสอบสวนหาคนที่เกี่ยวข้องมารับผิด ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีการดำเนินการเรื่องนี้ล่าช้า ทำให้มีคำถามว่ารัฐบาลมีความจริงใจในการแก้ปัญหาการทุจริตอย่างจริงจังหรือไม่
ทั้งสองกรณีดังกล่าวแสดงให้เห็นชัดว่า การจัดซื้อจัดจ้างของไทยยังมีปัญหาใหญ่หลวงเรื่องความโปร่งใส และการทุจริตคอร์รัปชั่นเงินภาษีของประเทศ จนนายกรัฐมนตรีต้องออกโรงนั่งหัวโต๊ะประชุมปราบปรามการทุจริตและมอบหมายให้กระทรวงการคลังหาทางอุดรูรั่วเป็นวาระเร่งด่วน
หลังจากนั้นไม่กี่วันกระทรวงการคลังก็รับลูกออกมาตรการเร่งด่วนทันที อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง นั่งหัวโต๊ะประชุมร่วมกับตัวแทนของรัฐบาล ผู้บริหารกรมบัญชีกลางที่ดูแลการจัดซื้อจัดจ้างของประเทศทั้งหมด รวมถึงผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ที่กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจที่มีการจัดซื้อจัดจ้างโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของประเทศ โดยสาระสำคัญจะเสนอให้
นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจมาตรา 44 แก้ปัญหาทุจริตเป็นการเร่งด่วน
ที่ประชุมได้สรุปปัญหาการทุจริตจากการจัดซื้อจัดจ้างมีอยู่ 3 ปัญหาที่สำคัญ ได้แก่ 1.การกำหนดข้อตกลงโครงการ หรือทีโออาร์ และการกำหนดราคากลางไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง 2.มีการฮั้วประมูล และ 3.มีการซื้อผ่านคนกลาง ทำให้เกิดการจ่ายค่าคอมมิชชั่น
ปัญหาทั้งหมดสามารถแก้ไขได้หลังจาก พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างใหม่ ที่จะมีผลบังคับใช้ประมาณกลางเดือน ส.ค.ปีนี้ แต่ในช่วงที่กฎหมายยังไม่บังคับใช้ก็ไม่ควรรอให้เกิดปัญหาขึ้นมา และทำให้รัฐบาลมีปัญหาเพิ่มขึ้นไปอีก จึงเสนอให้ใช้ไม้แข็งด้วยการใช้อำนาจตามมาตรา 44 รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว แก้ปัญหาไปล่วงหน้าเสียก่อนเลย
สำหรับการแก้ปัญหามีหลายวิธี อันดับแรก เรื่องของการฮั้วประมูล เนื่องจากขณะนี้โครงการขนาดเล็กและกลางมีการประมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรืออี-บิดดิ้ง มาตั้งแต่ต้นปี 2559 ที่ผ่านมา สามารถประหยัดงบประมาณได้ 5.6 หมื่นล้านบาท แต่การประมูลแบบอี-บิดดิ้งไม่ได้นำมาใช้กับโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ดังนั้นจะเสนอให้มีการเปิดประมูลแบบนานาชาติผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรืออินเตอร์บิดดิ้ง เพื่อเปิดกว้างให้นักลงทุนต่างชาติที่สนใจโครงการลงทุนของรัฐสามารถเข้ามาประมูลแข่งได้ ซึ่งจะทำให้คู่แข่งมีมากขึ้นและการฮั้วประมูลทำได้ยาก
สำหรับการแก้ปัญการกำหนดราคากลาง และการร่างทีโออาร์ไม่เป็นธรรม ก็จะให้กระบวนการทำสัญญาคุณธรรมเข้ามาช่วยดูตั้งแต่ร่างทีโออาร์ ส่วนการกำหนดราคากลาง ก็จะให้มีการตั้งอนุกรรมการสัญญาคุณธรรมหาผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคเข้ามาช่วยดูว่าราคากลางที่กำหนดมีความสอดคล้องกับความเป็นจริงหรือไม่
ขณะที่เรื่องปัญหาการจัดซื้อผ่านคนกลาง จะมีการแก้ไขระเบียบบังคับให้มีการจัดซื้อจัดจ้างโดยตรงก่อน หากไม่สามารถทำได้ถึงจะซื้อผ่านคนกลางได้
นอกจากนี้ ยังจะเสนอให้แก้กฎหมายอาญา กรณีที่คนให้สินบนจากการจัดซื้อจัดจ้างและมาให้ข้อมูลไม่ต้องมีโทษอาญาจำคุกให้เหลือแต่โทษทางแพ่งปรับค่าเสียหายเท่านั้น เพื่อที่รัฐบาลจะได้ดำเนินการเอาผิดกับผู้ทุจริตคอร์รัปชั่นรับสินบนหรือเงินใต้โต๊ะได้โดยตรง
การดำเนินการทั้งหมดจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบภายใน 1 เดือน โดยการเสนอให้นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจมาตรา 44 เพื่อที่จะทำให้การดำเนินการรวดเร็ว เพราะหากต้องมาแก้กฎหมายจะใช้เวลานาน ดำเนินการไม่ทันท่วงที
การออกมาตรการเร่งด่วนแก้ปัญหาถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะน่าจะทำให้การทุจริตคอร์รัปชั่นในช่วงระยะสั้นลดลง หรือทำได้ยากกว่าในอดีตที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวก็อาจจะส่งผลกระทบทำให้การจัดซื้อจัดจ้างล่าช้า เป็นปัญหากระทบกระตุ้นเศรษฐกิจที่ยังต้องพึ่งการลงทุนภาคเอกชนเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ เพราะการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนยังขยายตัวได้น้อย และการส่งออกก็ยังขยายตัวหลังจากที่ติดลบมาหลายปี
รวมถึงมาตรการที่ออกมามีปัญหาทางปฏิบัติอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดราคากลาง ที่ให้จ้างผู้เชี่ยวชาญมากำหนดราคานั้นจะมีความสามารถเพียงพอที่จะคำนวณต้นทุนโครงการขนาดใหญ่ได้หรือไม่ และยังไม่มีหลักประกันว่าจะไม่มีการฮั้วราคาได้จริง
ขณะที่การแก้กฎหมาย ลดโทษผู้ให้สินบน โดยไม่ต้องถูกจำคุก เพื่อหวังจะมาเป็นสายให้ข้อมูลจัดการคนของรัฐที่รับสินบน ก็ดูยังไม่มีน้ำหนัก เพราะหากมีการให้และรับกันจริงๆ ก็คงยากที่คนให้สินบนจะมาหักหลังทุบหมอข้าวตัวเอง ถึงแม้ว่าจะไม่ได้รับโทษติดคุก แต่สุดท้ายบริษัทก็จะถูกขึ้นบัญชีดำ เสียประวัติจากการติดสินบน ไม่สามารถประมูลงานจากภาครัฐต่อไปได้
สำหรับการเปิดให้อินเตอร์บิดดิ้ง เมื่อดูแนวทางเบื้องต้นอาจจะแก้ปัญหาการฮั้วได้ระดับหนึ่ง เพราะเมื่อมีผู้ประมูลจำนวนมากขึ้น และเป็นบริษัทข้ามชาติ ทำให้โอกาสการฮั้วประมูลยากขึ้น แต่วิธีการนี้ไม่ช่วยแก้การจ่ายสินบนเพื่อให้ได้โครงการอยู่ดี เพราะบริษัทต่างชาติไม่ได้เป็นบริษัทมีธรรมาภิบาลสูงส่งและต่อต้านการจ่ายสินบนกันทุกราย ไม่เช่นนั้นคงไม่เกิดกรณีบริษัทยักษ์ใหญ่ยุโรปอย่างบริษัท โรลส์-รอยซ์ ที่ถือว่ามีมาตรฐานสูง ยังตกหลุมมรณะของการทุจริตและเป็นคดีสะเทือนไทยถึงทุกวันนี้
ดังนั้น การใช้ไม้แข็งของรัฐบาลรอบใหม่เป็นเรื่องที่ดี เพราะอย่างน้อยก็ได้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลมีความพยายามแก้ไขการทุจริตจากการจัดซื้อที่เริ่มมีมากขึ้น และเป็นฝีแตกเล่นงานรัฐบาลมากขึ้นทุกวัน แต่มาตรการที่ออกมายังอาจไม่ได้ผลมาก เพราะยังมีช่องทำให้เกิดการทุจริตต่อไป







