
จะไป SAGA 21
จิบน้ำชาและชิมใบชาเรียบร้อยก็ได้เวลาอาหารกลางวันพอดี เที่ยงนี้เรากินข้าวเที่ยงกันที่ Romanza
จิบน้ำชาและชิมใบชาเรียบร้อยก็ได้เวลาอาหารกลางวันพอดี เที่ยงนี้เรากินข้าวเที่ยงกันที่ Romanza อาคารเก่าของธนาคารซากะที่ถูกปรับปรุงเพื่อใช้เป็นอาคารอเนกประสงค์ มีคาเฟ่ที่ให้บริการอาหาร ขนม เครื่องดื่ม และจัดแสดงดนตรีหรือคอนเสิร์ตในวันเสาร์อาทิตย์หรือวันหยุด ด้านในอาคารยังคงความเป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิมไว้ได้เป็นอย่างดี
โต๊ะเก้าอี้ของคาเฟ่ที่รองรับลูกค้าได้ราวๆ 30 กว่าท่าน ยังดูเป็นของดั้งเดิม ให้บรรยากาศของความโหยหาอาวรณ์ (Nostalgia) ข้างๆ มีเปียโนหลังใหญ่วางอยู่ เข้าใจว่าใช้เล่นดนตรีในวันหยุด อาหารเที่ยงมีให้เลือกไม่กี่เมนู ประกอบด้วย Lunch Set Omelet Rice และ Sicilian Rice นั่งคิดอยู่นานว่าจะเลือกอะไรกัน สรุปกับเพื่อนร่วมทางว่างั้นเรามาสั่งกันคนละอย่างแล้วแชร์กันน่าจะดี
ระหว่างรออาหาร ทางร้านเสิร์ฟขนมปังให้ทานรองท้องก่อนด้วย ชุดแรกที่มาเป็น Omelet Rice สีสันหน้าตาดูน่ากิน แปลกตาตรงที่ไข่ไม่ได้ห่อข้าวแต่เหมือนข้าวผัดแล้วมีไข่เจียววางโปะอยู่ด้านบน ราดด้วยซอสหน้าตาคล้ายซอสมะเขือเทศมาจนชุ่มจาน สอบถามทางร้านได้ความว่าเป็นสไตล์ซิซิเลียน ถึงว่ามีเมนูข้าวซิซิเลียนด้วย ข้าวผัดโปะไข่รสชาติกลางๆ ครับ ไม่เด่นแต่ไม่แย่ อาจเป็นเพราะน้ำซอสมะเขือเทศที่มันเยอะเกินไป ผมไม่ค่อยปลื้มเท่าไหร่ ทั้งๆ ที่ไข่กับข้าวผัดรสชาติจะพอใช้ได้ก็ตาม
จานถัดมา Lunch Set เป็นปลาชิ้นกำลังพอดี รองด้วยผักสดราดซอสรสกลมกล่อม จานนี้โอเคเลยครับ จานสุดท้ายเป็น Sicilian Rice มีเนื้ออบหั่นหยาบๆ 2-3 ชิ้น วางมาบนข้าว มีสลัดผักที่เล็กโปะด้านบนแล้วราดด้วยซอสรสเข้มข้น อร่อยสุดใน 3 จานที่สั่งมาครับ
ปิดท้ายด้วยกาแฟและของหวานเป็นชีสเค้กชิ้นพอเหมาะพอดี แต่ถ้าอยากได้เค้กชนิดอื่นก็ต้องสั่งเพิ่มเอา มีหลายอย่างให้เลือก อาทิ นิวยอร์กชีสเค้ก เค้กช็อกโกแลตสด เค้กคุกกี้แอนด์ครีม เค้กแอปเปิ้ล เค้กเกาลัด ดูน่ากินทุกชิ้นเลย ตอนชำระเงินเห็นบิลแล้วตกใจว่า ทำไมถูกจัง ชุดอาหารเที่ยงเพียง 1,080 เยน ข้าวผัดห่อไข่กับข้าวซิซิเลียนที่ละ 870 เยนเท่านั้น ราคานี้รวมขนมปัง ซุป และกาแฟแล้วด้วย ถูกเหลือเชื่อจริงๆ
กินข้าวเสร็จขับรถต่อมาอีกแค่ 5 นาทีก็ถึงยังบริษัท Soejima Glassware พอเดินมาถึงหน้าร้านแล้วแอบงงๆ นิดๆ คิดว่าเป็นร้านขายของ ฝั่งนึงเหมือนเป็นออฟฟิศมีโต๊ะเก้าอี้ไม่กี่ตัวและอีกฝั่งเป็นโชว์รูมธรรมดา มีชั้นวางเป็นเรื่องเป็นราวแค่สองชั้นกับอีกหนึ่งแถว
สักครู่เจ้าหน้าที่ของบริษัทมาต้อนรับและอธิบายประวัติความเป็นมาคร่าวๆ ให้ฟังว่า Soejima เป็นกิจการเป่าแก้วที่มีอายุกว่า 100 ปี และชื่อเสียงมากที่สุดของจังหวัดซากะ เครื่องแก้วของเขามีชื่อเรียกจำเพาะว่า Hizen Vidro หรือแก้วเป่าแห่งเมืองฮิเซน เพราะกรรมวิธีในการผลิตแก้วของที่นี่คือการเป่าลมผ่านท่อเหล็กกลวงและใช้มือตกแต่งรูปทรงด้วยอุปกรณ์ โดยไม่ได้ใช้แม่พิมพ์และเครื่องจักรใดๆ จนได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของจังหวัดซากะ (Intangible Culture Proporty of Saga)
เจ้าหน้าที่หยิบแก้วมาให้ดูใบนึง พอส่องลึกลงไปในรายละเอียดจึงพบว่า แก้วแต่ละใบมีรูปทรงและสีสันใกล้เคียงกันแต่ไม่เหมือนกัน เป๊ะเลยสักใบ โดยเฉพาะสีสันเลื่อมพรายที่ฝังอยู่ในตัวแก้วนี้ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน ไหนจะยังแก้วรูปร่างมังกรที่ดูยังไงก็ไม่อยากเชื่อว่า ใช้มือทำ เพราะถ้าเป็นการปั้นดินแกะหินนี่มีเวลาค่อยๆ พิถีพิถันทำได้ แต่ตัดแต่งเนื้อแก้วร้อนๆ นี่ทำกันยังไงนึกไม่ออกเลย ถ้าท่านเคยเห็นน้ำตาลปั้นก็พอจะเข้าใจได้ การจะปั้นน้ำตาลต้องเคี่ยวให้ร้อนจนเกาะตัวเหนียวหนืด แล้วใช้กรรไกรตัดแต่งเป็นรูปลิงบ้างอะไรบ้าง แต่แก้วนี่ร้อนกว่าน้ำตาลหลายสิบเท่า การจัดแต่งดึงยืดให้เป็นรูปร่างต้องทำในขณะที่แก้วร้อนจัดเท่านั้น จากที่งงๆ ในตอนแรกแอบเปลี่ยนเป็นทึ่งในความสามารถเลยครับ
ต่อจากนั้นเจ้าหน้าที่ก็พาเราเดินไปยังหลังร้าน ผ่านโกดังเก็บของจนถึงอาคารอีกหลังที่เป็นโรงงานขนาดเล็กแต่ดูไม่เหมือนโรงงานสักเท่าไหร่ มีเจ้าหน้าที่อีกชุดมาสาธิตวิธีการผลิตแก้วแบบดั้งเดิมให้เราชม กรรมวิธีนี้ตกทอดมาตั้งแต่ยุคปลายเอโดะ
ซึ่งที่เกาะคิวชูนั้นขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งรวมสรรพความรู้จากฝรั่งตั้งแต่เรื่องยากๆ อย่างการหล่อโลหะ หล่อปืนใหญ่ การแพทย์ ลงไปจนถึงเรื่องในครัวอย่างการทำน้ำตาลทราย รวมทั้งการเป่าแก้วแบบนี้ก็ได้รับอิทธิพลมาจากดัตช์และโปรตุเกส ผสมประสานจนกลายเป็นเทคนิคเฉพาะตนเรียกว่า Hizen Vidro หรือ Japanese Blowing เจ้าหน้าที่พาไปชมเตาหลอมแก้วที่มีอุณหภูมิสูงถึง 1,300 องศาเซลเซียส จากนั้นก็นำท่อเหล็กกลวงคล้ายไม้ซางยาวร่วม 2 เมตร จุ่มไปในเตาหลอมเพื่อดึงแก้วหลอมให้ติดปลายท่อเหล็กออกมา เอาไปแตะกับเม็ดสีที่ตั้งใจจะให้เกิดลวดลายสีสัน แล้วก็เป่าให้แก้วหลอมให้พองตัว
จากนั้นนำท่อเหล็กอีกแท่งไปจุ่มแก้วหลอมมาหน่อยนึง แตะไปที่ส่วนปลายของแก้วที่เป่าแล้วเพื่อให้ติดกัน นำเครื่องมือลักษณะคล้ายคีมมาบากชิ้นงาน เคาะเนื้อแก้วให้หลุดออกจากท่อเหล็กท่อนแรก ก็จะเหลือชิ้นงานที่ปากเปิดหน่อยนึงติดอยู่ที่ท่อเหล็กท่อนที่สอง จากนั้นเอาชิ้นงานที่เริ่มเย็นตัวไปเพิ่มอุณหภูมิในเตาหลอม แล้วนำมาพาดกับเท้าแขนของเก้าอี้ ใช้คีมเหล็กขยายปากแก้วให้บานออกพร้อมแต่งชิ้นงานให้เป็นรูปร่างด้วยคีมเหล็ก ในขณะเดียวกันก็ต้องกลิ้งท่อเหล็กไปด้วยเพื่อให้อยู่ทรง ขั้นตอนสุดท้ายใช้ผ้าชุบน้ำและแผ่นไม้แต่งผิวแก้วให้เรียบร้อยและสมมาตร เคาะออกจากแท่งเหล็กก่อนนำไปใส่ในเตาลดอุณหภูมิเพื่อให้เนื้อแก้วไม่เปราะ
ทีนี้ถึงตาผมลองทำบ้าง ก่อนอื่นต้องใส่เสื้อคลุมกันเปื้อนพร้อมสวมถุงมือป้องกันความร้อนจากท่อเหล็กและแก้ว ผมทำตามขั้นตอนทุกอย่างภายใต้การควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะถ้าผิดพลาดอาจมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุจากแก้วหลอมได้ บอกเลยว่าไม่ง่าย แค่ขั้นตอนการเป่านี่ก็ต้องใช้พลังมากโข เป่าไม่ดีเนื้อแก้วก็ไม่พองออก หรือปากแก้วแคบไปเอาคีมเข้าไปขยายลำบาก และตอนขยายปากแก้วถ้าบังคับจังหวะไม่ดีปากแก้วก็เบี้ยวหรือบานเกินไป
แต่ผมฝีมือดีเกินคาด เป่าทีเดียวพองตัวได้รูป ตัดออกมาขยายปากแก้วรอบเดียวได้รูป ตบด้วยไม้อีกหน่อยเป็นอันเสร็จเรียบร้อย ออกมาสวยพอใช้เมื่อเทียบกับมือใหม่ท่านอื่น
กลับออกมาที่โชว์รูม ความรู้สึกเปลี่ยนไปทันที เครื่องแก้วที่วางอยู่ทั้งหมดเหมือนเปล่งประกายทรงค่าขึ้นมาโดยพลัน เรื่องราวเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยเปิดเผยคุณค่าที่แท้จริงของสินค้า เหมือนอย่างเครื่องแก้วของ Soejima นี่แหละครับ







