ภาพวาดผนังถ้ำก่อนประวัติศาสตร์
ศิลปะล้วนเกิดจากจินตนาการของศิลปิน หลายท่านคงเคยชมภาพวาดบนผนังถ้ำของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
ศิลปะล้วนเกิดจากจินตนาการของศิลปิน
หลายท่านคงเคยชมภาพวาดบนผนังถ้ำของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ บางท่านอาจจะมองว่าเป็นความซุกซนของคนในถ้ำยุคนั้นที่ “มือบอน” เอาสีป้ายไปเขียนให้เป็นเส้นสายและรูปร่างต่างๆ หรือบางทีอาจเป็นแค่การระบายความรู้สึกของคนที่มี “อารมณ์ศิลปิน” ยุคนั้น ที่อยู่ว่างๆ ก็เลยวาดภาพต่างๆ ลงบนผนังถ้ำนั้น หรืออาจจะเป็นการ “บันทึกประวัติศาสตร์” คือเรื่องราวที่น่าสนใจอะไรบางอย่างไว้ให้คนรุ่นหลังจดจำ
ถ้าเราเชื่อในทฤษฎีที่ว่า “มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีเหตุผล” ก็น่าจะเป็นไปได้ว่ามนุษย์โบราณอาจจะมีเหตุผลที่ไม่เหมือนพวกเราในยุคนี้ก็ได้ อย่างตัวผู้เขียนเองมองว่า ด้วยสภาพแวดล้อมทางสังคมของมนุษย์ยุคนั้นแตกต่างจากผู้คนในยุคนี้มาก ก็จะมีวิธีคิดหรือเรื่องราวที่คิดแตกต่างไปอย่างมากด้วย เช่น คนยุคนั้นอาจจะมีความอ้างว้างว้าเหว่มาก มีความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ น้อย ก็มักจะคิดแต่เรื่องใกล้ๆ ตัว คือเรื่องของสิงสาราสัตว์และภัยอันตรายต่างๆ ที่เผชิญอยู่ และคงไม่ได้มีความรู้ว่าสีที่ใช้วาดจะติดแน่นไปถึงเมื่อใด จึงคงไม่ได้คิดจะวาดให้คนรุ่นหลังๆ ดู แต่เอาไว้ดูกันเองในครอบครัว หรือคนที่อยู่ในถ้ำเดียวกันนั่นเอง
เผอิญว่ามันไม่ได้ถูกแดดถูกฝนจึงอยู่ทนมาถึงทุกวันนี้ เหมือนโฆษณาที่ว่า “สีทนได้”
ผู้เขียนนำเรื่องมนุษย์ถ้ำมากล่าวก็เพื่อเทียบเคียงสิ่งที่มนุษย์สมัยนี้ว่า บางสิ่งบางอย่างที่มนุษย์สมัยนี้กำลังทำ ดูไปก็คล้ายๆ กับ “การละเลงสี” ของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ที่คนอย่างเราๆ “ผู้อยู่วงนอก” ไม่อาจจะเข้าใจว่าเขากำลังทำอะไร และทำไปทำไม อย่างกรณีของประเทศไทยที่เรากำลังเฝ้าดูการทำงานของ คสช.ที่ท่านได้จัดตั้ง “คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง” ที่ย่อว่า “ป.ย.ป.” (ที่มีบางท่านให้อ่านว่า “ประยุทธ์ปฏิรูป” เพื่อสื่อถึงงานสำคัญของหัวหน้า คสช.) ล่าสุดในการประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกันระหว่าง คสช. รัฐบาล สนช. และ สปท. เมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้แถลงว่าจะเร่งรัดการปฏิรูปให้เป็น “รูปธรรม” และให้เกิดผล “โดยเร็ว”
ถ้าเราความจำไม่สั้นนัก เราก็คงจะเคยได้ยินคำนี้มาตั้งแต่แรกๆ ที่ คสช.ท่านยึดอำนาจเข้ามานั่นแล้ว สำหรับผู้เขียนแล้วยังจำได้ถึงสิ่งที่ คสช. เรียกว่า “Quick Win” ที่ คสช.ท่านอธิบายว่าอะไรที่แก้ไขได้โดยเร็วหรือในทันทีก็จะรีบทำ ซึ่งมาถึงวันนี้ก็ไม่มีใครจำได้ว่า คสช.ได้ทำอะไรไปบ้าง อาจจะเป็นเพราะทำไม่ต่อเนื่องทำไม่เป็นระบบ คือทำเฉพาะจุดหรือแบบขอให้ได้ผลงานไว้ก่อน หรือบางเรื่องก็ทำแบบไฟไหม้ฟาง หรือไม่ได้จริงจังอย่างต่อเนื่อง ยกตัวอย่างเรื่องรถตู้โดยสารที่ไปควบคุมเรื่องวินและจุดจอด ตอนนี้ก็ย่อหย่อนลงไป รวมถึงเรื่องอุบัติเหตุที่เกิดจากรถตู้โดยสาร ที่ท่านเคยจำกัดความเร็วและบอกว่าจะให้ติดระบบติดตาม GPS ก็เงียบหายไปในสายลม นี่เป็นเรื่องเล็กๆ ง่ายๆ ที่ยังคงสร้างความ “ไม่เชื่อมั่น” ให้แก่สังคมต่อไป
ส่วนเรื่องใหญ่ๆ คือการสร้างความปรองดองและปฏิรูปประเทศ ที่ถือเป็นเหตุผลสำคัญในการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 ก็ “มะงุมมะงาหรา” ไปไม่ถึงไหน ซึ่งเราก็จะเห็นวิธีการทำงานแบบ “ตีปี๊บ” ของ คสช.นี้เป็นระยะ จากช่วงแรกๆ ที่ คสช.ได้ให้ความสำคัญกับสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เป็นอย่างมาก ซึ่งสังคมก็คาดหวังว่า คสช.จะยึดแนวทางที่ สปช.ได้เร่งรัดจัดทำจากมันสมองและการมีส่วนร่วมจากสังคมอย่างกว้างขวางและละเอียดลึกซึ้งแล้วนั้น แต่ สปช.ก็ถูกยุบไปเสีย บัดนี้ได้มี สปท.หรือสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศขึ้นมาสืบต่อ ก็ยังคงเอาผลงานของ สปช.เดิมนั่นแหละมาต่อเติมหรือตกแต่งขึ้นใหม่ ก็ดูเหมือนว่าจะยังไม่ยุ่งยากพอ กระทั่งต้องเกิด ป.ย.ป.ขึ้นมากำกับ “กำชับกำชา” เพิ่มขึ้นอีกในครั้งนี้
ผู้เขียนทราบมาว่าเรื่องที่ คสช. “กลุ้มใจ” หรือเป็นกังวลมากที่ในตอนนี้ อันเป็นเหตุที่ คสช.จะต้องชะลอการควบคุมอำนาจออกไปเรื่อยๆ ก็คือเรื่อง “การจัดการเลือกตั้งให้เรียบร้อย” เนื่องจากหน่วยข่าวกรองของทางราชการได้รายงานมาโดยตลอดว่า ถ้าเลือกตั้งตอนนี้วันนี้ “ปีศาจกลุ่มเดิม” จะคืนชีพกลับมา ซึ่งความวุ่นวายทางการเมืองอันนำมาซึ่งวิกฤตของประเทศถึง 2 ครั้ง ในปี 2552-2553 กับในปี 2556-2557 ก็เป็นผลมาจากการกวาดล้างปีศาจกลุ่มนั้นไม่หมดซาก ดังที่เห็นผลการเลือกตั้งในปี 2550 กับ 2554 ซึ่งปีศาจกลุ่มนี้ชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย กลายเป็น “ภาพหลอน” ที่ผู้มีอำนาจในฟากฝ่ายข้าราชการประจำกับกลุ่มการเมืองที่ “สู้เขาไม่ได้” ไม่อยากให้เกิดขึ้นอีก
ผู้เขียนพยายามจะเสนอ “คาถาปราบปีศาจ” ง่ายๆ อย่างตรงไปตรงมาว่า เมื่อเรารู้ว่าเรากำลังต่อสู้อยู่กับปีศาจตนไหนกลุ่มไหน ทำไมไม่ประกาศสงครามออกไปเลยว่า คสช.จะขอปราบปีศาจตนนี้กลุ่มนี้ให้ได้ มีบางท่านบอกว่า ขณะนี้ คสช.กำลังรอผลคดีเรื่องโกงจำนำข้าว ซึ่งตาม “โรดแมป” ของกระบวนการยุติธรรมจะมีการสอบสวนเสร็จในเดือน พ.ย.ปลายปีนี้ จากนั้นถ้าศาลท่านตัดสินเร็วก็อาจจะเสร็จไม่เกินต้นปี 2561 ซึ่งก็จะสอดคล้องกับเวลาที่ คสช.จะให้มีเลือกตั้งในปีหน้าเป็นอย่างช้าตามโรดแมปของ คสช.
การต่อสู้กับปีศาจที่เห็นตัว อย่างนักการเมืองชั่วๆ เลวๆ น่าจะง่ายกว่าการต่อสู้กับปีศาจที่ไม่เห็นตัว อย่างอนาคตที่ยังไม่ชัดเจนของประเทศไทย ซึ่ง คสช.พยายามจะวาดฝันดังกล่าวไว้บนผนังถ้ำแห่งประวัติศาสตร์ทางการเมืองของไทย ที่ทำให้ คสช.อาจจะเสื่อมพลังเพราะไม่สามารถนำพาไปสู่ความฝันนั้นได้
มนุษย์ถ้ำในยุคนี้ก็ยังเข้าใจยากดังเดิม


