
เอสเอ็มอีหวังงบรัฐ ดันยอดขายปีนี้โต
ทหารไทยเผยสัญญาณเศรษฐกิจที่ดี ไม่ช่วยหนุนธุรกิจเอสเอ็มอี ดัชนีเชื่อมั่นยังต่ำกว่า 50 หนี้เสียยังเพิ่มได้อีก
ทหารไทยเผยสัญญาณเศรษฐกิจที่ดี ไม่ช่วยหนุนธุรกิจเอสเอ็มอี ดัชนีเชื่อมั่นยังต่ำกว่า 50 หนี้เสียยังเพิ่มได้อีก
นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี หัวหน้านักวิเคราะห์ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย หรือ ทีเอ็มบี เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการขนาดย่อม-ทีเอ็มบี (TMB-SME Sentiment Index) ในไตรมาส 4/2559 ที่สำรวจจากความเห็นของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 1,318 รายทั่วประเทศ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการยังสะท้อนความไม่เชื่อมั่น เพราะอยู่ที่ 40.0 ต่ำกว่าระดับ 41.9 ในไตรมาสก่อนหน้า และต่ำกว่าระดับความมั่นใจที่ 50
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นใน 3 เดือนข้างหน้าบ่งชี้ว่า เอสเอ็มอีมีความหวังมากขึ้น ดัชนีอยู่เหนือระดับ 50 โดยอยู่ที่ 50.9 แต่ลดลงจากไตรมาสก่อนที่ 54.1 โดยมีปัจจัยสนับสนุนด้านบวกจากเศรษฐกิจภาพรวมที่เริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น ทั้งจากธุรกิจอี-คอมเมิร์ซที่มีโอกาสโตได้ดีขึ้น เพราะขายสินค้าชำระผ่านระบบออนไลน์หนุนให้เอสเอ็มอีแข่งขันได้ดีขึ้น บวกกับราคาสินค้าเกษตรที่ดีขึ้นน่าจะช่วยให้การบริโภคหนุนยอดขายได้ และการลงทุนภาครัฐที่กระจายงบลงสู่กลุ่มจังหวัดน่าจะมีส่วนช่วยสร้างความมั่นใจในการขายสินค้าได้เพิ่มขึ้น แต่เฉพาะผู้ประกอบการในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลาง ยังกังวลกับราคาข้าวที่ตกต่ำสุดในรอบ 10 ปี ที่อาจกระทบกับยอดขายสินค้าได้
นอกจากนี้ เอสเอ็มอียังต้องระวังความเสี่ยงด้านลบจากความกังวลด้านต้นทุนที่อาจจะปรับขึ้นตามราคาน้ำมันและปัญหาภัยแล้ง ส่วนมุมมองต่อปัญหาสภาพคล่องดีขึ้น
“ถึงภาพรวมเศรษฐกิจจะดีขึ้น แต่สัญญาณของเอสเอ็มอีในพื้นที่แต่ละภาคยังแตกต่างกัน และได้อานิสงส์จากเศรษฐกิจต่างกัน โดยการจัดสรรงบลงสู่กลุ่มจังหวัด ถ้าเบิกจ่ายได้ดี 65-70% ตามเป้า บวกกับภาระหนี้ผ่อนรถคันแรกที่ปลดล็อกกำลังซื้อของครัวเรือนได้บางส่วน น่าจะช่วยทำให้การบริโภคดีขึ้น และทำให้เอสเอ็มอีมียอดขายเพิ่มขึ้นได้ เพราะความเชื่อมั่นเอสเอ็มอีผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว เพียงแต่ปีนี้ยังรอปัจจัยใหม่มาหนุนให้เอสเอ็มอีขยายตัวได้ดีขึ้น” นายเบญจรงค์ กล่าว
ขณะเดียวกัน การขยายตัวของสินเชื่อเอสเอ็มอี คาดว่าจะโตในอัตราที่น้อยกว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ปีนี้คาดไว้ 3.5% เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ยังระมัดระวังการปล่อยกู้เอสเอ็มอีอยู่ เพราะหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ยังเพิ่มไม่ถึงจุดสูงสุด (พีก) ซึ่งน่าจะพีกที่ 3% ของสินเชื่อรวมในกลางปีนี้ โดยอัตราการเพิ่มของเอ็นพีแอลจะชะลอลงเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา







