posttoday
สิงคโปร์มองไกล ปฏิรูปศก.ใหม่แห่งอนาคต

สิงคโปร์มองไกล ปฏิรูปศก.ใหม่แห่งอนาคต

03 กุมภาพันธ์ 2560

ภาวะเศรษฐกิจแบบ “นิวนอร์มอล” (New Normal) หรือการขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพเมื่อเทียบกับอดีตในทศวรรษที่แล้ว

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

ภาวะเศรษฐกิจแบบ “นิวนอร์มอล” (New Normal) หรือการขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพเมื่อเทียบกับอดีตในทศวรรษที่แล้ว ซึ่งเกิดขึ้นหลังวิกฤตการณ์ทางการเงินปี 2008 นั้น กำลังกลายเป็นรูปแบบการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ “ปกติ” ในปัจจุบัน และกำลังเกิดขึ้นในหลายประเทศตั้งแต่เขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่าง จีน จนถึงมาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย ที่ทำให้หลายชาติกำลังพูดถึงการ “ปฏิรูป” เพื่อก้าวข้ามนิวนอร์มอลนี้ไปให้ได้

หากมองในแง่ดี เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นท่ามกลางแนวโน้มราคาน้ำมันขาขึ้น ก็น่าจะช่วยสร้างอานิสงส์ให้ประเทศผู้ผลิตและผู้ส่งออกในเอเชียได้กลับมาขยายตัวอีกครั้งเหมือนในอดีตที่ผ่านมา ทว่าในภาวะปัจจุบันที่โลกกำลังเผชิญกับกระแสการเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคน หรือ “Disruptive Change” ภายใต้เทคโนโลยีที่พัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง การยืมจมูกคนอื่นหายใจเพียงอย่างเดียว จึงอาจไม่เพียงพอต่อประเทศผู้ส่งออกในเอเชียเหมือนที่ผ่านมาอีกต่อไป

“จีน” เริ่มการปฏิรูปโมเดลเศรษฐกิจไปแล้วขนานใหญ่ ด้วยการลดสัดส่วนพึ่งพิงการส่งออกและหันมามุ่งสู่การบริโภคภายในมากขึ้น พร้อมทั้งเดินหน้าขยายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโลจิสติกส์ทั่วโลกภายใต้ยุทธศาสตร์แถบและถนน (Belt and Road) และล่าสุดสิงคโปร์กำลังเร่งเดินหน้าปฏิรูปอนาคตทางเศรษฐกิจตามมาติดๆ เช่นกัน

ในกลางเดือน ก.พ.นี้ มีการคาดว่าสิงคโปร์จะประกาศแผน “ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจแห่งอนาคต” ซึ่งเป็นการวางยุทธศาสตร์ของคณะกรรมการเพื่อเศรษฐกิจแห่งอนาคต (CFE) จำนวน 30 คน นำทีมโดยรัฐมนตรีคลัง เฮงสวีเกียต และรัฐมนตรีพาณิชย์และอุตสาหกรรม เอส อิสวารัน ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปลายปี 2015

คณะกรรมการซีเอฟอีจะเป็นผู้วางรูปแบบเศรษฐกิจในอนาคตของประเทศระยะ 10-15 ปีข้างหน้า หรือเป็นผู้ที่แนะนำว่าสิงคโปร์ควรจะมุ่งไปที่ภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจใดที่เป็นอนาคตในวันข้างหน้า ให้ภาครัฐและเอกชนปรับตัวไปด้วยกัน เพื่อให้ประเทศยังสามารถแข่งขันได้บนเวทีโลก และเพื่อให้คนรุ่นลูกรุ่นหลานมีงานทำและมีอนาคตที่ดีในวันข้างหน้า

โก๊ะโพคุน รัฐมนตรีกระทรวงการพัฒนาแห่งชาติ เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า สิ่งที่คณะกรรมการซีเอฟอีจะเปิดเผยออกมาก็คือ แผนโรดแมปการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรม โดยโรดแมปแต่ละเส้นทางจะต้องมีการบูรณาการยุทธศาสตร์เพื่อนำไปสู่การเพิ่มผลิตผล การสร้างตำแหน่งงานที่ดี และการเสริมสร้างทักษะฝีมือในเชิงลึก ซึ่งทั้งหมดนี้อาจนับได้ว่าเป็นการวางเป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้มากที่สุด สำหรับอุตสาหกรรมที่จะเปลี่ยนไปในอนาคตอันใกล้นี้

การวางยุทธศาสตร์เศรษฐกิจในอนาคตของสิงคโปร์อาจฟังดูเป็นเรื่องที่บางคนมองข้าม เนื่องจากปัจจุบันสิงคโปร์ถือเป็นประเทศชั้นนำในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วเพียงรายเดียวในอาเซียน และเพียงไม่กี่รายในเอเชียอยู่แล้ว โดยในบรรดาการจัดอันดับบนเวทีโลกทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การศึกษา กระทั่งดัชนีคอร์รัปชั่น สิงคโปร์ล้วนติดอยู่ในกลุ่มท็อปที่ดีที่สุดไปแล้ว เช่น ดัชนีศักยภาพการแข่งขันของเวิลด์อีโคโนมิกฟอรั่ม ที่อยู่ในอันดับ 2 หรือดัชนีคอร์รัปชั่นขององค์การเพื่อความโปร่งใสระหว่างประเทศ ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 7

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคนที่กำลังเกิดขึ้นในโลกของเทคโนโลยี อาทิ เทคโนโลยีการเงิน (ฟินเทค) ที่กำลังเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมธนาคาร และเทคโนโลยีการผลิตแบบใหม่ที่หันมาใช้หุ่นยนต์ ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) การวิเคราะห์ข้อมูลบิ๊กดาต้า และเครื่องพิมพ์ 3 มิติ กำลังทำให้รูปแบบทางเศรษฐกิจโลกในอนาคตอันใกล้นี้มีแนวโน้มต้องเปลี่ยนโฉมไปอย่างมากจากทศวรรษปัจจุบัน และอาจทำให้หลายประเทศถึงกับตามไม่ทันหากไม่เริ่มลงมือปฏิรูปตั้งแต่วันนี้

ปัจจุบันสิงคโปร์เองก็มีการวางยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเหมือนในแต่ละประเทศ โดยมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์เศรษฐกิจที่เปิดเผยแผนออกมาตั้งแต่ปี 2010 และมีการดำเนินการหลายอย่างไปตามที่วางไว้ เช่น การควบคุมแรงงานต่างชาติด้วยการขึ้นค่าธรรมเนียม สำหรับบริษัทที่จ้างคนต่างชาติ หรือการตั้งกองทุนผลิตผลแห่งชาติ เพื่อเป็นแหล่งทุนสำหรับการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิผลในประเทศ ทว่ายุทธศาสตร์เหล่านี้ยังเป็นเรื่องเก่าและไม่เพียงพอที่จะรับมือการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีโลกที่ไปไกลถึงขั้นยานยนต์ไร้คนขับในอนาคตอันใกล้นี้

สิงคโปร์เคยประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านประเทศมุ่งสู่นวัตกรรมมาแล้ว โดยในยุค’90 ได้เน้นไปยังอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ อิเล็กทรอนิกส์ วิศวกรรม และวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ จนในปี 2015 อุตสาหกรรมไบโอเมดิคัลของสิงคโปร์ทำรายได้ถึง 1.86 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.5 แสนล้านบาท) หรือคิดเป็น 10% ของภาคการผลิตทั้งหมดในประเทศ

ไบรอัน ตัน นักเศรษฐศาสตร์จากโนมูระ โฮลดิงส์ ให้มุมมองกับบลูมเบิร์กว่า ที่ผ่านมาสิงคโปร์เคยมีการตั้งคณะกรรมการเช่นนี้มาก่อนและพิสูจน์ให้เห็นมาแล้วว่าไม่ได้ทำเล่นๆ การวางยุทธศาสตร์เศรษฐกิจแห่งอนาคตครั้งนี้ จึงเป็นการวางนโยบายขั้นต่อไปอย่างแท้จริง ขณะที่ซ่งเซงวุน นักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารซีไอเอ็มบี ไพรเวท แบงก์ เชื่อว่าสิงคโปร์น่าจะมุ่งไปที่ภาคฟินเทค และอุตสาหกรรมนาโนเทคโนโลยีเป็นหลัก รวมถึงมุ่งหาวิธีเพิ่มผลิตผลรองรับอนาคตที่จำนวนประชากรจะลดลงอย่างต่อเนื่อง

“สิงคโปร์ต้องหายุทธศาสตร์ใหม่ๆ เพื่อให้มั่นใจว่าจะยังคงมีที่ยืนอย่างแข็งแกร่งในอนาคต ซึ่งในโลกปัจจุบันที่โซเชียลมีเดียและช่องทางการพัฒนาอื่นๆ ทำให้ธุรกิจแทบจะไม่มีพรมแดนอีกต่อไปแล้ว สิงคโปร์ก็จะไม่ถูกจำกัดเพียงแค่ขนาดพื้นที่ว่าเป็นเพียงประเทศเล็กๆ อีกต่อไปเช่นกัน” ซ่งเซงวุน กล่าว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท