
อนาคตมุสลิมในเมียนมา
เมื่อวันที่ 29 ม.ค.ที่ผ่านมา อูโคนี ทนายความมุสลิมชาวเมียนมาวัย 65 ปี ซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายของพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ถูกยิงเสียชีวิตที่สนามบินนานาชาติย่างกุ้ง หลังเดินทางกลับจากอินโดนีเซีย โดยอูโคนีถือเป็นนักเคลื่อนไหวคนสำคัญและผลักดันการยกเครื่องรัฐธรรมนูญปี 2008 ของเมียนมา
เมื่อวันที่ 29 ม.ค.ที่ผ่านมา อูโคนี ทนายความมุสลิมชาวเมียนมาวัย 65 ปี ซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายของพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ถูกยิงเสียชีวิตที่สนามบินนานาชาติย่างกุ้ง หลังเดินทางกลับจากอินโดนีเซีย โดยอูโคนีถือเป็นนักเคลื่อนไหวคนสำคัญและผลักดันการยกเครื่องรัฐธรรมนูญปี 2008 ของเมียนมา
ผู้คนนับพันต่างมาร่วมพิธีศพไว้อาลัยอูโคนีที่เขตออกกะลาปาเหนือในเมืองย่างกุ้ง โดยหลายฝ่ายตั้งคำถามว่าสาเหตุการเสียชีวิตของอูโคนีนั้นเกี่ยวพันกับประเด็นทางการเมือง หรือเป็นประเด็นทางศาสนากันแน่
อย่างไรก็ดี ผมมองว่าการลอบสังหารดังกล่าวเกิดขึ้นขณะที่เมียนมากำลังเผชิญสถานการณ์ย่ำแย่ จากประเด็นการปราบปรามชาวมุสลิมโรฮีนจาในรัฐยะไข่อย่างรุนแรง ที่สร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วโลก และเหตุสังหารทนายความมุสลิมครั้งนี้ อาจทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างชาวพุทธ ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ กับชุมชนชาวมุสลิมขนาดเล็ก
ไม่กี่วันก่อนหน้าเหตุสังหารดังกล่าว ผมเดินทางไปยังเมืองย่างกุ้งเพื่อพูดคุยกับ อูถิ่นวิน คนขับรถบรรทุกชาวมุสลิม-เมียนมา วัย 71 ปี เพื่อทำความเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับเส้นแบ่งระหว่างชาวพุทธและชาวมุสลิมในเมียนมา
อูถิ่นวิน เล่าว่า เขาขับรถบรรทุกมานานกว่า 35 ปี และได้เดินทางไปส่งของในหลายพื้นที่ในเมียนมา ชาวมุสลิมอาศัยอยู่ในเมียนมามาเป็นเวลาหลายศตวรรษแล้ว แม้ชาวมุสลิมได้รับการยอมรับในฐานะพลเมืองของประเทศ แต่ในความเป็นจริงนั้นสถานะทางสังคมของชาวมุสลิมกับชาวพุทธเมียนมายังคงมีความแตกต่างกันอย่างมาก
แม้กระทั่งในหมู่ชาวมุสลิมเอง แต่ละกลุ่มก็มีความแตกต่างกันเช่นกัน
“ผมรู้สึกสงสารชาวโรฮีนจา แต่ก็ต้องยอมรับว่า ในชุมชนชาวมุสลิมยังมีความแตกต่างบางอย่าง โดยพวกเราที่เป็นชาวมุสลิมกลุ่มใหญ่สามารถพูดภาษาเมียนมาได้ ขณะที่บางกลุ่มพูดไม่ได้ เนื่องจากพวกเขามาจากบังกลาเทศ” อูถิ่นวิน กล่าว
ทั้งนี้ จำนวนชาวมุสลิมในเมียนมาเป็นประเด็นที่มีการถกเถียงกันอย่างร้อนแรงในช่วงที่ผ่านมา โดยแหล่งข้อมูลจากรัฐบาลระบุว่า สัดส่วนชาวมุสลิมในประเทศอยู่ที่ราว 4% แตกต่างจากข้อมูลของหน่วยงานเอ็นจีโอที่ระบุว่า ชาวมุสลิมคิดเป็นเกือบ 12% ของจำนวนประชากรทั้งหมด
ชายขับรถบรรทุกเสริมว่า ชาวมุสลิมตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากในการติดต่อสื่อสารกับหน่วยงานรัฐบาล เนื่องจากการเลือกปฏิบัติฝังรากอยู่ในระดับสถาบัน อูถิ่นวิน เล่าว่า เขามีปัญหายุ่งยากในการขอทำบัตรประชาชนให้หลานๆ ซึ่งหากไม่มีบัตรประชาชน เขาก็ไม่สามารถเปิดบัญชีธนาคารให้หลาน รวมถึงไม่อาจทำพาสปอร์ตหรือซื้ออสังหาริมทรัพย์ได้เช่นกัน
แม้อูถิ่นวินย้ำว่าการสังหารอูโคนีเป็นประเด็นทางการเมือง ไม่ใช่ประเด็นด้านศาสนา แต่ผมมองว่าการเปิดกว้างทางสังคมนั้นเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเมียนมา ซึ่งจำเป็นต้องมีการปฏิรูปทางการเมือง สร้างความหลากหลายทางวัฒนธรรม และให้ความสำคัญกับความเป็นพลเมืองมากกว่าเรื่องเชื้อชาติหรือศาสนา
หากการเลือกปฏิบัติยังคงดำเนินอยู่ในเมียนมา ชาวมุสลิมอย่างเช่นครอบครัวของอูถิ่นวินอาจตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากยิ่งขึ้นในอนาคต
ขณะเดียวกันประเทศอาเซียนเองก็ต้องตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวที่เมียนมากำลังเผชิญอยู่ โดยคำนึงถึงสถานการณ์ปัจจุบันภายในประเทศ ทั้งเรื่องความเป็นประชาธิปไตยที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้นและประชากรยากจนจำนวนมาก แม้เหตุการณ์นองเลือดที่เกิดขึ้นกับชาวโรฮีนจาจำเป็นต้องยุติลง แต่ความเคลื่อนไหวของชาติสมาชิกอาเซียนที่อยากหยุดสถานการณ์ดังกล่าว ต้องไม่ทำร้ายชุมชนชาวมุสลิมในประเทศด้วยเช่นกัน







