
แก้ภาพลักษณ์ทุจริต ต้องเปิดพื้นที่ทางสังคมให้กว้างขวาง
โดย...พลเดช ปิ่นประทีป เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ
โดย...พลเดช ปิ่นประทีป เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ
แม้รัฐบาลและ คสช.จะมีความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างเต็มที่ที่จะแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น ดังที่ได้เห็นการทำงานอย่างหนักของคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.) และศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ที่ คสช.ตั้งขึ้นอย่างเฉพาะเจาะจง ซึ่งมีการผลักดันกฎหมายและมาตรการที่เป็นรูปธรรมต่างๆ ออกมาอย่างมากมาย
แต่ปัญหาคอร์รัปชั่นในสังคมไทยนั้นมีรากที่ลึกมากและสลับซับซ้อน จะอาศัยแต่เพียงอำนาจที่เด็ดขาดและความปรารถนาดีเท่านั้นยังไม่เพียงพอ ต้องใช้พลังทางสังคมทั้งทางบวก (Social Promotion) และทางลบ (Social Sanction) เข้ามาเสริมอย่างพอเหมาะพอสม ซึ่งเรื่องเช่นนี้มักเป็นที่เข้าใจและยอมรับกันยากอยู่สักหน่อย สำหรับข้าราชการระดับสูงและผู้ที่คุ้นเคยกับการทำงานแบบรวมศูนย์
ยิ่งภาพลักษณ์การทุจริตของประเทศ ที่ถูกประเมินและมองเข้ามาจากชาวต่างชาติหรือองค์กรระหว่างประเทศ ก็ยิ่งไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ง่ายๆ ด้วยการออกกฎกติกาและทำอะไรกันอยู่ในเฉพาะโครงสร้างอำนาจรัฐส่วนบน หรือทำอะไรแบบผิวเผิน โดยที่ปล่อยให้สังคมส่วนใหญ่ยังมีจิตสำนึก วิธีคิด ทัศนคติและพฤติกรรมทุกอย่างเหมือนเดิม
ในปี 2014 และ 2015 ดูเหมือนคะแนนดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชั่น (CPI) ของประเทศไทยจะทำท่าทรงตัวในทางดีขึ้น ซึ่งสอดรับกับผลการประเมินสถานการณ์คอร์รัปชั่น (CSI) ที่ดำเนินการติดตามแนวโน้มมาอย่างต่อเนื่องโดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
อย่างไรก็ตาม เมื่อได้ศึกษาติดตามสถานการณ์คอร์รัปชันทั่วโลกโดยเปรียบเทียบประเทศต่างๆ จากคะแนนดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชั่นที่องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) ได้จัดทำและเผยแพร่ออกมาอย่างสม่ำเสมอ ผมกลับมีกำลังใจที่พบว่ามีหลายประเทศทีเดียวที่สามารถแก้ไขปรับปรุงตนเองจนมุมมองจากองค์กรสากลเปลี่ยนไปในทางที่ดี ซึ่งเรื่องเช่นนี้ประเทศไทยก็น่าจะทำได้เช่นกัน
อย่างเช่นประเทศรวันดา ซึ่งเพิ่งผ่านสงครามกลางเมืองกันมาอย่างสดๆ ร้อนๆ โดยเผ่าฮูตูกับเผ่าทุสซี่ยกพวกฆ่าแกงกันแบบล้างเผ่าพันธุ์ ผู้คนสองฝ่ายตายกันเป็นเบือนับล้านคนจากประชากรทั้งสิ้นเพียง 8 ล้านคนเท่านั้น แต่หลังจากนั้นเพียงไม่กี่ปี ท่ามกลางการฟื้นฟูประเทศด้วยความยากลำบาก ค่า CPI ของรวันดาที่เคยย่ำแย่กว่าไทยก็สามารถฟื้นขึ้นมาแซงหน้าไปได้ ตั้งแต่ปี 2010 และทิ้งห่างออกไปเรื่อยๆ ซึ่งก็เป็นเช่นเดียวกับประเทศโปแลนด์และจอร์เจีย
ส่วนจีนและอินเดีย สองประเทศยักษ์ใหญ่ มีผู้นำที่ได้ชื่อว่าเอาจริงเอาจังกับการปราบปรามคอร์รัปชั่นมากที่สุด แม้จะดูอุ้ยอ้ายแต่ก็ค่อยๆ แซงหน้าไปแล้วเช่นกัน สำหรับเกาหลีใต้และไต้หวันนั้นไม่แปลก เพราะเป็นสองประเทศเสือเศรษฐกิจเอเชียที่สอบผ่านมาได้โดยตลอด แม้จะมีคะแนนที่ไม่สูงมากก็ตาม
จากกรณีศึกษาของประเทศต่างๆ ในงานวิจัยหลายชิ้นที่สำนักงาน ป.ป.ช.และสถาบันวิชาการหลายแห่งดำเนินการไว้ ต่างชี้ตรงกันว่า ปัจจัยที่มีส่วนทำให้ประเทศเหล่านั้นสามารถแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นลงจนอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ คือความตื่นตัวและบทบาทของภาคประชาสังคมที่ลุกขึ้นมาร่วมจัดการปัญหา จนทำให้กลไกที่มีอำนาจตามกฎหมายสามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
พลังทางสังคมเหล่านี้จะเกิดขึ้นและสามารถแสดงออกได้ ก็ต่อเมื่อมีการเปิดพื้นที่สาธารณะอย่างกว้างขวางเพื่อให้เกิดการเคลื่อนไหวทางสังคมอย่างต่อเนื่อง เกิดเป็นพลังทางปัญญาที่มากเพียงพอต่อการจัดการปัญหาและก่อเป็นขบวนการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบการป้องกันและปราบปรามการทุจริตของชาติในระยะยาว
มีงานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่า จำเป็นต้องลงทุนในด้านการป้องกันทุจริตให้มากขึ้นเพราะปัจจุบันประเทศไทยใช้งบรณรงค์ป้องกันทุจริตเฉลี่ยเพียงแค่ 0.50 บาท/หัวประชากร/ปีเท่านั้น ในขณะที่ฮ่องกงใช้ประมาณ 500 บาท/หัวประชากร/ปี ส่วนที่เกาหลีใต้องค์กรภาคประชาชนที่ชื่อ PSPD ก็รณรงค์หาเงินบริจาคตั้งกองทุนกันขึ้นมาเอง จนสามารถยืนสู้กับนักการเมืองและกลุ่มธุรกิจแชโบลได้อย่างที่เห็น
อีกทั้งข้อเสนอของอนุกรรมการ ป.ป.ช.ในสมัยหนึ่งเคยเสนอว่า ควรมีระบบกองทุนสนับสนุนภาคประชาชนที่มีศักยภาพและมีเงินทุนที่มั่นคงเพียงพอที่จะขับเคลื่อนในเชิงยุทธศาสตร์ได้
อย่างไรก็ดี หลายท่านคงได้ทราบว่าในเรื่องนี้ ทั้งสำนักงาน ป.ป.ช.และผู้ทรงคุณวุฒิภาคเอกชนที่ร่วมเป็นกรรมการและอนุกรรมการของ คตช.และ ศอตช.เคยนำเสนอต่อที่ประชุมหลายครั้ง จนในที่สุดนายกรัฐมนตรีท่านเห็นความสำคัญและได้สั่งการในที่ประชุม (รวมทั้งให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน) ว่า จะให้มีการตั้งกองทุนสนับสนุนการต่อต้านคอร์รัปชั่นของภาคประชาชนเช่นนี้ขึ้น
แต่น่าเสียดายที่เวลาผ่านไปแล้วเกือบสองปี เรื่องนี้ยังไม่ไปถึงไหนเลย
จนนายกรัฐมนตรีท่านก็ลืมไปแล้ว เพราะบ้านเมืองนี้มีเรื่องเยอะเหลือกำลัง







