posttoday
ทรัมป์กีดกันต่างชาติ กดดันการผลิต-นวัตกรรม

ทรัมป์กีดกันต่างชาติ กดดันการผลิต-นวัตกรรม

01 กุมภาพันธ์ 2560

โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

หลังภาคส่วนเทคโนโลยีต้องออกมาปกป้องลูกจ้างจากคำสั่งพิเศษห้ามผู้ถือสัญชาติจากประเทศมุสลิม 7 ประเทศและปิดรับผู้ลี้ภัยเป็นการชั่วคราว ภาคส่วนดังกล่าวซึ่งเป็นส่วนหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของสหรัฐ ก็กลับมาตั้งไม่ติด เมื่อ ฌอน สไปเซอร์ โฆษกทำเนียบขาว ก็ออกมาเปิดเผยว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังถกเถียงเพื่อหาทางปฏิรูปโครงสร้างวีซ่าสำหรับแรงงานมีทักษะ H-1B ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากจากภาคส่วนเทคโนโลยี

การขาดแรงงานต่างชาติมีทักษะจะกดดันศักยภาพการผลิตและการสร้างสรรค์ในนามของสหรัฐในอนาคต หลังจากพึ่งพาแรงงานต่างชาติเป็นปัจจัยผลักดันมาโดยตลอด

ในปัจจุบันการปฏิรูปวีซ่าดังกล่าวมีการเสนอในสภาคองเกรสของสหรัฐอย่างน้อย 2 รูปแบบ คือเปลี่ยนจากระบบสุ่มหลังจำกัดให้แค่ 8.5 หมื่นคน/ปี ซึ่งจำนวนผู้ขอวีซ่าดังกล่าวมีมากกว่านั้นมาก มาเป็นการเลือกให้ ซึ่งนักเรียนต่างชาติที่ศึกษาอยู่ในสหรัฐมีสิทธิได้รับวีซ่าก่อน ขณะที่อีกรูปแบบคือการเลือกให้ตามเงินเดือนที่จะได้รับ เช่น หากได้รับค่าจ้างมากกว่าอัตราทั่วไปถึง 200% จะได้รับการพิจารณาก่อน

การเปลี่ยนแปลงระบบสุ่มนับเป็นเรื่องดีที่ภาคเอกชนยอมรับ แต่ยังคงไม่แน่นอนว่าข้อเสนอจะผ่านสภาหรือไม่ และประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐจะดำเนินไปในทิศทางใด โดยกรณีที่เลวร้ายที่สุด คือการ “ปราบปราม” วีซ่าดังกล่าวตามที่ทรัมป์เคยกล่าวไว้ โดยแม้ไม่ได้เผยรายละเอียด แต่ทรัมป์มองว่าวีซ่าดังกล่าวเป็นใบเบิกทางให้ต่างชาติเข้ามาแย่งงานชาวอเมริกัน

ประเด็นการแย่งงานดังกล่าวเป็นที่ถกเถียงมาอย่างยาวนาน และมีงานวิจัยมากมายที่โต้แย้งประเด็นนั้น เช่น การศึกษาของ กิโอวานนี เปอรี นักเศรษฐศาสตร์แรงงานจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เดวิส และเควิน ชิห์ จากมหาวิทยาลัยดีกัน และแชด สปาร์เบอร์ จากมหาวิทยาลัยคอลเกต ในปี 2013 ที่เห็นผลในทางตรงกันข้ามจากการศึกษาแรงงานต่างชาติและชาวอเมริกันระหว่างปี 1990-2010

การศึกษาดังกล่าว พบว่าหากจำนวนการจ้างงานแรงงานต่างชาติในภาคส่วน “สเตม” (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์) ปรับขึ้น 1% จะช่วยให้ค่าจ้างแรงงานสำหรับผู้จบการศึกษาระดับปริญญาในสหรัฐปรับขึ้น 4-6% และกระทบเพียงเล็กน้อยต่อการจ้างงาน เนื่องจากนักศึกษาชาวอเมริกันมีการปรับตัวและเพิ่มทักษะเช่น ความคิดสร้างสรรค์ ขึ้นมาแทนที่

เปอรี อธิบายว่า แรงงานต่างชาติที่เข้ามาทำงานนั้นเป็นคนละภาคส่วนกับชาวอเมริกัน อาทิ ภาคส่วนคอมพิวเตอร์ แรงงานต่างชาติมักเป็นนักพัฒนาซอฟต์แวร์ ขณะที่ชาวอเมริกันมักเป็นนักวิเคราะห์

จากการศึกษาของทั้งสามคนยังพบว่า ในส่วนของศักยภาพการผลิตรวม (Total Factor Productivity หรือทีเอฟพี) เช่น การพัฒนาเทคโนโลยีและคุณภาพแรงงาน ปรับตัวเพิ่มขึ้นระหว่าง 1 ใน 3-ครึ่งหนึ่ง โดยเปอรี ระบุว่า การเพิ่มขึ้นของศักยภาพการผลิตจะช่วยให้เอกชนขยายตัวและเพิ่มการจ้างงานชาวอเมริกัน

นอกจากนี้ วีซ่า H-1B มีส่วนช่วยให้นวัตกรรมภายในสหรัฐขยายตัว โดยสำนักงานสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าสหรัฐ พบว่าสัดส่วนการออกสิทธิบัตรเทคโนโลยีในสหรัฐด้วยบุคคลที่ไม่ได้เกิดในสหรัฐเพิ่มขึ้นจากปี 1977 ที่ 36% เป็น 52%

แม้จะมีข้อโต้แย้งว่าผลทางบวกจากแรงงานต่างชาติจะกลายเป็นลบได้ หากการออกสิทธิบัตรของต่างชาติ มากกว่าชาวอเมริกันมาก อย่างไรก็ตามในการศึกษาของ เจนนิเฟอร์ ฮันท์ และมาร์จอเลอีน เกอธิเออร์-โลยเซลล์ นักเศรษฐศาสตร์จากสำนักงานวิจัยเศรษฐกิจแห่งชาติสหรัฐ องค์กรไม่แสวงผลกำไร พบว่าหากแรงงานต่างชาติซึ่งจบการศึกษาระดับปริญญาปรับขึ้น 1% จะช่วยให้การออกสิทธิบัตรต่อหัวประชากรสหรัฐเพิ่มขึ้นราว 12-15%

สำหรับต่างชาติที่ได้รับผลกระทบหนักหากมีการ “ปราบปราม” จริงคงหนีไม่พ้นชาวอินเดียที่ใช้วีซ่า H-1B ทำงานในสหรัฐคิดเป็นราว 70% รองลงมาเป็นสัญชาติจีนที่ 10% และอื่นๆ อีก 20% ขณะที่ทาทา คอนซัลแทนซี เซอร์วิสเซส บริษัทให้บริการเทคโนโลยีและที่ปรึกษา ที่มีบริษัทแม่อยู่ที่อินเดียมีการจ้างงานด้วยวีซ่าดังกล่าวสำหรับกิจการสหรัฐมากถึง 8,333 อัตรา

หลังการลงนามคำสั่งพิเศษของทรัมป์สร้างความไม่พอใจให้กับภาคเอกชนบางที่ส่วนที่ออกมาเคลื่อนไหว เช่น กูเกิล ดำเนินการเรียกพนักงานที่ได้รับผลกระทบและกำลังเดินทางออกนอกสหรัฐกลับมายังสหรัฐทันที พร้อมรวบรวมเงินจากผู้บริหารและพนักงานรวม 4 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 140 ล้านบาท) เพื่อบริจาคให้แก่ 4 องค์กรนอกรัฐที่ได้ให้การช่วยเหลือผู้อพยพและผู้ลี้ภัย ซึ่งรวมถึงสหภาพเพื่อสิทธิพื้นฐานประชาชนอเมริกัน (เอซีแอลยู)

นอกจากนี้ ยังมียอดบริจาคให้เอซีแอลยูจากบริษัทอื่นๆ เช่น ลิฟต์ (Lyft) เจ้าของแอพพลิเคชั่นแท็กซี่ บริจาคเงิน 1 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 35 ล้านบาท) และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ยอดบริจาคของเอซีแอลยูสูงทำสถิติเพียงในช่วงสุดสัปดาห์หลังทรัมป์มีคำสั่งพิเศษ โดยสูงถึง 24 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 844 ล้านบาท) มากกว่ายอดบริจาคทั้งปีเฉลี่ยที่ 4 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 140 ล้านบาท) ถึง 6 เท่า

บริษัทเทคโนโลยีสหรัฐรวมตัวกันเพื่อพูดคุยหาทิศทางการรับมือกับนโยบายของทรัมป์ นำโดยกิตฮับผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ โดยผู้เข้าร่วมเต็มไปด้วยบริษัทใหญ่ๆ เช่น อัลฟาเบธ อิงค์ (บริษัทแม่กูเกิล) แอร์บีเอ็นบี และเน็ตฟลิกซ์ ขณะที่อเมซอนและเอ็กซ์พีเดีย ส่งเอกสารไปยังศาลเพื่อสนับสนุนการฟ้องร้องของรัฐวอชิงตันต่อคำสั่งพิเศษ

ความเคลื่อนไหวของภาคส่วนเทคโนโลยีแสดงให้เห็นความกังวลที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน และคงนั่งไม่ติดหากมีการ “ปราบปราม” วีซ่า H-1B จริงอย่างที่ทรัมป์ประกาศไว้

ข่าวล่าสุด

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69