
จุดพลุดันเศรษฐกิจ ดูดเงินลงทุนเอกชน
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
กระทรวงการคลังเปิดประมาณการเศรษฐกิจปี 2560 ใหม่ล่าสุด มีการปรับประมาณการเพิ่มขึ้นจาก 3.4% เป็น 3.6% หากคิดเป็นช่วงคาดการณ์ก็เพิ่มขึ้นจากเดิม 2.9-3.9% เป็น 3.1-4.1% ถือเป็นการส่งนัยสำคัญหลายประการ
ประการแรก การขยับเศรษฐกิจให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นจาก 3.4% เป็น 3.6% ต้องการแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจมีการฟื้นตัวได้เร็วมากขึ้น เมื่อเทียบกับปี 2558 เศรษฐกิจขยายตัวได้ 2.8% ปี 2559 คาดว่าจะขยายตัวได้ 3.2% และปีนี้คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจดีกว่าที่คาดเดิมมากจะขยายตัวได้ถึง 3.6%
ประการต่อมา การปรับช่วงคาดการณ์จากเดิม 2.9-3.9% เป็น 3.1-4.1% ก็ต้องการให้นักลงทุนและผู้บริโภคมั่นใจได้มากขึ้น จากช่วงคาดการณ์เดิมเศรษฐกิจไทยอาจจะโตได้ต่ำกว่า 3% ซึ่งเป็นระดับจิตวิทยาที่จะทำให้นักลงทุนไม่มั่นใจเศรษฐกิจ เพราะถือเป็นการขยายตัวที่น้อยเกินไป แต่ช่วงคาดการณ์ใหม่จะเห็นว่าเศรษฐกิจปีนี้ขั้นต่ำโตได้ไม่น้อยกว่า 3% ซึ่งถือเป็นระดับการขยายตัวเฉลี่ยของเศรษฐกิจไทยในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา
ที่สำคัญการปรับประมาณการสูงไปถึงระดับ 4.1% ก็เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่า รัฐบาลต้องการผลักดันเศรษฐกิจปีนี้ให้ขยายตัวได้เต็มศักยภาพ 4-5% สมชัย สัจจพงษ์ปลัดกระทรวงการคลัง ยืนยันมาตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาว่า ไม่ว่าหน่วยงานไหนจะประมาณการเศรษฐกิจขยายตัวได้เท่าไร แต่รัฐบาลมีเป้าหมายชัดเจนว่าต้องการทำให้เศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวได้ไม่น้อยกว่า 4% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดของการขยายตัวได้เต็มศักยภาพ
สำหรับการประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้เพิ่มขึ้นของกระทรวงการคลัง เพราะมีแรงหนุนเข้ามาเพิ่ม ทั้งเรื่องการทำงบประมาณกลางปี 2560 วงเงิน 1.9 แสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้เพิ่ม 0.4-0.5% ซึ่งการใช้จ่ายภาครัฐยังเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยกระทรวงการคลังคาดว่าปีนี้รัฐบาลจะใช้จ่ายเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเป็นวงเงินสูงถึง 2.5 ล้านล้านบาท ขยายตัวได้ 5.1% และการลงทุนภาครัฐ 1.02 ล้านล้านบาท ขยายตัว 10.1% โดยการขยายตัวของเม็ดเงินลงทุนนี้เป็นกำลังขับเคลื่อนสำคัญทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวได้ในระดับสูง
นอกจากนี้ การส่งออกของไทยก็กลับมาขยายตัวได้ 2.5% การบริโภคภาคเอกชนก็ยังขยายตัวได้ 3.0% และการท่องเที่ยวที่เป็นตัวช่วยเศรษฐกิจที่สำคัญคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศถึง 35 ล้านคน คิดเป็นรายได้จากการท่องเที่ยว 1.84 ล้านล้านบาท หรือขยายตัวได้ 12%
ด้านการลงทุนภาคเอกชนที่รัฐบาลหวังจะเป็นตัวขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจขยายตัวได้เต็มศักยภาพตั้งแต่ปีที่ผ่านมา แต่ปรากฏว่ายังลงทุนน้อยมากทั้งที่มีมาตรการลดหย่อนภาษี 2 เท่า แต่ปีนี้คาดว่าการลงทุนเอกชนจะมากกว่า
ปีที่ผ่านมา เพราะรัฐบาลมีการออกมาตรการลดหย่อนภาษีให้ 1.5 เท่า เป็นการดึงดูดเพิ่มเติม
กฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยว่า คลังมั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้อยู่ระดับบนของมาตรการล่าสุด เพราะการประมาณการล่าสุดถือว่าระมัดระวังอย่างมาก เช่น การ
ทำงบกลางปี 1.9 แสนล้านบาท ซึ่งจะมีเงินลงทุนเพิ่ม 1.6 แสนล้านบาท ก็ได้มีการประมาณการว่าจะมีการเบิกจ่ายได้ 65-70% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้มาก
นอกจากนี้ ตัวเลขนักท่องเที่ยวเดิมประมาณการไว้ 37 ล้านคน แต่มีการปรับลดลงเป็น 35 ล้านคน หรือจะเป็นตัวเลขการบริโภคภาคเอกชน เดิมคาดว่าจะขยายได้ 3.2% ลดลงเหลือ 3% เพราะมีการบริโภคบางส่วนถูกดึงไปใช้ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา จากการออกมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย
“คลังเชื่อว่าการเบิกจ่ายเงินลงทุนภาครัฐ นักท่องเที่ยว การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน จะดีกว่าที่ประมาณการไว้ ทำให้เศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวได้ถึง 4% หรือมากกว่านั้น” กฤษฎา กล่าว
ความเชื่อมั่นของกระทรวงการคลังผ่านตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจล่าสุด แสดงให้เห็นว่า ต้องการเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนและประชาชนให้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วให้ประชาชนเกิดความมั่นใจบริโภค โดยที่รัฐบาลไม่ต้องออกมาตรการมากระตุ้น และให้นักลงทุนเร่งลงทุนหลังจากที่ยังกล้าๆ กลัวๆ ไม่ยอมลงทุน
อย่างไรก็ตาม การประมาณการเศรษฐกิจของกระทรวงการคลังล่าสุด ถือว่ายังมีความเสี่ยงอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะการเบ่งจีดีพีเพื่อเรียกความมั่นใจนักลงทุน ที่ยังสวนทางกับการประมาณการของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวได้ 3.2% ต่ำกว่าที่กระทรวงการคลังประมาณการอยู่มาก
ที่สำคัญ ธปท.มองว่าใน 12 เดือนข้างหน้า ยังไม่มีสัญญาณเอกชนลงทุนเพิ่ม ซึ่งถือเป็นปัญหาสาหัสของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจรัฐบาล โดย อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ได้ออกมาแสดงความเห็นว่า ข้อมูลของ ธปท.เป็นอย่างไรไม่รู้ แต่จากการพบปะหารือกับนักลงทุนมีจำนวนมากสนใจจะลงทุนในประเทศไทย
ทั้งนี้ ความมั่นใจของกระทรวงการคลังและรัฐบาลในการบริหารเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้สูง 4% มีส่วนสำคัญมากน่าจะมาจากการวางกรอบการบริหารเศรษฐกิจเริ่มลงตัว ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนภาครัฐ โดยเฉพะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่มีโครงการที่ได้อนุมัติและพร้อมที่จะลงทุนจำนวนมาก อยู่แค่ว่าจะเร่งลงทุนให้ได้มากขนาดไหนเท่านั้น
การบริโภคภาคเอกชนยังขยายตัว แม้ว่าจะตกลงไปเล็กน้อย แต่รัฐบาลก็พร้อมที่จะออกมาตรการกระตุ้นเป็นระยะเหมือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะการกระตุ้นกำลังซื้อของเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งให้มีการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยเพื่อรับสวัสดิการของรัฐรอบใหม่เดือน เม.ย.นี้ ทำให้รัฐบาลสามารถออกมาตรการช่วยผู้มีรายได้น้อยและกระตุ้นเศรษฐกิจไปพร้อมๆ กัน
ในส่วนของมาตรการการลงทุนภาคเอกชน รัฐบาลประเมินว่าเพียงพอ เพราะเชื่อว่าเอกชนไม่ลงทุนมาหลายปี มีการใช้กำลังการผลิตใกล้เต็มเพดาน และการชะลอลงทุนมาหลายปีทำให้เอกชนจำนวนมากมีขีดความสามารถเป็นรองคู่แข่ง ทำให้เอกชนต้องเร่งลงทุนในปีนี้เพื่อไม่ให้ตกขบวนทั้งจากมาตรการของรัฐและการวิ่งไล่ตามไม่ทันคู่แข่ง
ไม้เด็ดของรัฐบาลสุดท้าย หนีไม่พ้นงบประมาณปี 2561 ที่รัฐบาลเปิดเผยตัวเลขมาแล้ว 2.9 ล้านล้านบาท เป็นงบประมาณแบบขาดดุล 4.5 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นงบลงทุนกว่า 6 แสนล้านบาท ซึ่งจะเริ่มใช้ในวันที่ 1 ต.ค. 2650 หรือไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ หากเอกชนลงทุนไม่มากอย่างที่รัฐบาลคาดการณ์ ก็พร้อมที่จะเร่งงบลงทุนของรัฐบาลมาชดเชย เหมือนปลายปีที่ผ่านมา เพื่อทำให้การขยายตัวเศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวได้ไม่น้อยกว่า 4% ให้ได้







