
ของฝากจากมุมไบ (2)
มาติดตามประวัติการแสวงหาของสวามีวิเวกานันทะ ซึ่งเดิมชื่อนเรนทรากันต่อไป
โดย...นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน
มาติดตามประวัติการแสวงหาของสวามีวิเวกานันทะ ซึ่งเดิมชื่อนเรนทรากันต่อไป
ควบคู่ไปกับการศึกษาในมหาวิทยาลัย นเรนทรามุ่งแสวงหาทางจิตวิญญาณอย่างจริงจัง
ตั้งแต่อายุได้ 17 ปี นเรนทราเข้าร่วมในสถาบัน “นววิธาน” ของ เกศับ จันทรา เสน ซึ่งก่อตั้งหลังจากเสนเปลี่ยนศาสนาจากคริสต์กลับเป็นฮินดู หลังจากได้พบและศรัทธาอย่างสูงต่อสวามีรามากฤษณะ นเรนทรายังร่วมใน “คณะแห่งความหวัง” (Board of Hope) ของเสน เพื่อรณรงค์ให้เยาวชนละเลิกบุหรี่และเหล้าด้วย
บุคคลสำคัญที่เป็นผู้นำในแนวทางนี้อีกผู้หนึ่งคือเทเพนทรนาถ ฐากูร ซึ่งปฏิเสธลัทธิฮินดูดั้งเดิมที่ยึดมั่นในขนบและคำสอนตามคัมภีร์พระเวทอย่างเคร่งครัด เปลี่ยนเป็น “ฮินดูใหม่” (New-Hinduism) ตีความศาสนาฮินดูให้เข้ากับแนวทางสากล ทำให้คำสอนฮินดูไปกันได้กับแนวคิดรหัสยนัยของตะวันตก (Western esotericism) ซึ่งเชื่อในการปฏิบัติสมาธิภาวนา (Transcendentalism) ไม่ยึดติดกับคำสอนทางเทววิทยาเท่านั้น
แม้จะศึกษาปรัชญามากมาย แต่นเรนทราไม่พอใจกับคำตอบที่ตำราและครูอาจารย์ให้ เขาพยายามแสวงหา “พระเจ้า” โดยการถามจากผู้คนมากมายในกัลกัตตา ว่าใครเคยพบพระเจ้าด้วยตนเองบ้าง ไม่ปรากฏว่ามีใครให้คำตอบที่เขาพอใจได้ นเรนทราถามเทเพนทรนาถ ผู้นำในขบวนการพราหโมสมาชโดยตรง ว่าท่านเคยพบพระเจ้าหรือไม่ เทเพนทรนาถไม่ตอบคำถามนี้ แต่ย้อนว่า “เด็กน้อย เธอมีดวงตาของโยคีมิใช่หรือ”
ผู้ที่ตอบคำถามนี้กับนเรนทราตรงๆ คือ รามากฤษณะ โดยบอกว่า “ใช่ ฉันเห็นพระองค์เหมือน เห็นเธอ เฉพาะเมื่อมีผัสสะอันแรงกล้าอย่างสุดประมาณ”
นเรนทราได้พบรามากฤษณะครั้งแรก ตั้งแต่เมื่ออายุได้ 18 ปี โดยเริ่มจากในชั้นเรียนที่วิลเลียม ฮาสตีสอนบทกวีของวิลเลียม เวิดสเวิร์ธ ชื่อ “การเดินทางท่องเที่ยว” (The Excursion) เมื่ออธิบายคำว่า “ปีติ” (Trance) ในบทกวีนั้น ฮาสตีแนะนำนักเรียนให้ไปพบรามากฤษณะที่สำนัก “ทักษิเณศวร” เพื่อให้เข้าใจคำคำนี้อย่างลึกซึ้ง
อีกกรณีที่ทำให้นเรนทราไปพบรามากฤษณะ เกิดจากเขาได้ไปงานที่บ้านของสุเรนทรานาถ มิตรา ซึ่งนิมนต์รามากฤษณะไปแสดงธรรม ในงานนั้นรามากฤษณะได้ขอให้นเรนทราร้องเพลง รามากฤษณะประทับใจความสามารถในการขับร้องของนเรนทรามาก จึงเชื้อเชิญให้ไปเยี่ยมที่สำนักทักษิเณศวร
นเรนทราไปพบรามากฤษณะหลายครั้ง แรกๆ เขาไม่ยอมรับและปฏิเสธคำสอนของรามากฤษณะ ไม่เชื่อทั้งทัศนะเรื่องพหุเทวนิยมและการบูชาเจ้าแม่กาลี ไม่เชื่อแม้แต่ลักษณะความปีติของรามากฤษณะที่แสดงออก โดยเห็นว่าเป็นเพียงความนึกฝัน หรือจินตนาการ ถึงขั้นเห็นว่าเป็นเพียงอาการประสาทหลอน เขาไม่เชื่อในแนวคิดอทไวตะเวทานตะ คือ แนวคิดอทวินิยม เขาทดสอบรามากฤษณะด้วยการตั้งคำถามท้าทายและโต้แย้งอย่างรุนแรง แต่รามากฤษณะโต้ตอบด้วยความสงบระงับ ให้เขา “พยายามมองความจริงจากทุกๆ มุม” ถึงแม้ไม่ศรัทธาในคติความเชื่อ แต่เขาก็ศรัทธาในบุคลิกภาพของรามากฤษณะ และกลับไปที่ทักษิเณศวรบ่อยครั้ง
จุดหักเหในชีวิตของนเรนทรา เกิดขึ้นเมื่อบิดาของเขาเสียชีวิตอย่างกะทันหันเมื่อเขาอายุได้ 21 ปี เขาตกอยู่ในสภาพไร้ที่พึ่ง เจ้าหนี้เรียกคืนหนี้ ญาติขอให้ออกจากบ้านที่พักอาศัย จากลูกคนมีเงินเขากลับกลายเป็นนักศึกษาที่ยากจนที่สุด เขาพยายามหางานทำแต่หาไม่ได้ ทำให้เขายิ่งหมดศรัทธาในพระเจ้า ที่ที่เขาจะหาความสงบได้เหลือเพียงแห่งเดียวคือที่ทักษิเณศวรของ
รามากฤษณะ
นเรนทราขอให้รามากฤษณะสวดอ้อนวอนเจ้าแม่กาลีให้ครอบครัวของเขา รามากฤษณะแนะให้เขาไปสวดอ้อนวอนด้วยตนเอง เขายอมไป แต่แทนที่จะสวดอ้อนวอนเพื่อเงินทอง เขากลับสวดอ้อนวอนเพื่อให้บรรลุถึงสัจธรรม ให้เขาสามารถสละละวางและอุทิศตนได้
ในที่สุด เขาก็ค่อยๆ ศรัทธาในพระเจ้า พร้อมที่จะสละละวางและยอมรับรามากฤษณะเป็นครู
เมื่อนเรนทราอายุได้ 22 ปี รามากฤษณะป่วยเป็นมะเร็งในลำคอ นเรนทราและศิษย์คนอื่นๆ ช่วยดูแลครูจนวาระสุดท้าย ระหว่างนั้นเขาบรรลุสมาธิชั้นสูง (นิรวิกัลปสมาธิ) ซึ่งสมาธิคือเป้าหมายสูงสุดแห่งโยคศาสตร์ เสมอนิพพานในพุทธศาสนา นเรนทราและศิษย์คนอื่นรับจีวรจากรามากฤษณะ และบวชเป็นนักบวชฮินดูรามากฤษณะสอนว่าการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์คือการบูชาสูงสุดต่อพระเจ้า และได้มอบหมายให้นเรนทราเป็นเจ้าสำนัก ให้
นเรนทราดูแลศิษย์คนอื่นๆ และให้ศิษย์คนอื่นๆ เชื่อฟังนเรนทรา รามากฤษณะละสังขาร เมื่อ 16 ส.ค. 2429 ขณะนเรนทราอายุได้เพียง 23 ปี
หลังรามากฤษณะมรณภาพ บรรดาผู้ศรัทธาพากันยุติการให้เงินบริจาค สำนักต้องปิดตัวลง ศิษย์หลายคนสึกไปใช้ชีวิตฆราวาส นเรนทราต้องย้ายไปเช่าบ้านเก่าๆ สร้างเป็นวัดแห่งใหม่ ตั้งชื่อว่าวัดรามากฤษณะ มุ่งบำเพ็ญเพียรภาวนาต่อไป ค่าใช้จ่ายในวัดได้จากภิกขาจาร
ปลายปีนั้นมีคหปตานี นิมนต์นเรนทราและศิษย์คนอื่นไปที่หมู่บ้านอันตปุระ ที่นั่นเองนเรนทราและศิษย์แปดคน ได้ปฏิญาณตนที่จะใช้ชีวิตอย่างพระเช่นเดียวกับครู นเรนทราได้เปลี่ยนชื่อเป็นสวามีวิเวกานันทะ นับแต่บัดนั้น
ชื่อ วิเวกานันทะ ได้รับการแนะนำจากอชิตสิงห์ แห่งเขตรี หมายความว่า ความพึงพอใจในปัญญาที่ประจักษ์แจ้ง
เมื่ออายุได้ 25 ปี วิเวกานันทะ ใช้ชีวิตอย่างปริพาชก เป็นอนาคาริกผู้ละบ้านเรือน สัญจรไปทั่วอินเดียเป็นเวลาถึง 5 ปี มีสมบัติเพียงหม้อน้ำ และหนังสือ 2 เล่ม คือ ภควัตคีตา และ “ตามรอยบาทพระเยซู” (The Imitation of Christ) ยังชีพด้วยการภิกขาจาร เข้าไปคลุกคลีกับผู้ยากไร้ มุ่งช่วยเหลือผู้คน และยกฐานะของชาติ เดินทางด้วยเท้า บางครั้งด้วยรถไฟโดยตั๋วที่มีผู้ศรัทธาซื้อให้ ระหว่างทางได้พบผู้คนทุกศาสนา ทั้งคนยากไร้ นักปราชญ์ ราชา ศูทร จัณฑาล ข้าราชการ
หลายปีในชั้นเรียน หลายปีในการแสวงหาดวงตาที่เห็นธรรม และห้าปีที่จาริกไปในอินเดียในฐานะอนาคาริก ยังชีพด้วยภิกขาจาร พร้อมการบำเพ็ญเพียรภาวนา บัดนี้ สวามีวิเวกานันทะพร้อมแล้วที่จะประกาศสัจธรรมต่อชาวโลก
ช่วงเดือน ก.ย. 2436 มีการประชุมสภาผู้แทนศาสนาโลก ณ สถาบันศิลปะแห่งนครชิคาโก สวามีวิเวกานันทะ ได้จาริกไปบนเรือเดินสมุทรเดินทางไปร่วมประชุมโดยมุ่งไปทางทิศตะวันออก ขณะเดียวกัน ในเส้นทางตะวันตก มีอนาคาริกอีกผู้หนึ่งคือ อนาคาริกธรรมปาละจากศรีลังกาวัยใกล้เคียงกัน ได้เดินทางไปร่วมประชุมในสภาแห่งนั้นด้วย สวามีวิเวกานันทะไปในฐานะชาวฮินดู ส่วนอนาคาริกธรรมาปาละ ไปในฐานะชาวพุทธ ทั้งคู่เป็นคนหนุ่มจากตะวันออกที่โดดเด่นในที่ประชุมศาสนาโลกครั้งนั้น







