posttoday
ชาติเอเชียปรับทัพ รับทรัมป์ล่มทีพีพี

ชาติเอเชียปรับทัพ รับทรัมป์ล่มทีพีพี

31 มกราคม 2560

บรรดาประเทศผู้ส่งออกเอเชียยังคงปวดหัวกันอย่างต่อเนื่อง หลังประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ

โดย...นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

บรรดาประเทศผู้ส่งออกเอเชียยังคงปวดหัวกันอย่างต่อเนื่อง หลังประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ประกาศถอนตัวออกจากความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (ทีพีพี) ซึ่งการถอนตัวของประเทศเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐได้สั่นคลอนอนาคตของข้อตกลงการค้าดังกล่าว ที่คิดเป็นราว 40% ของสัดส่วนการค้าโลกทั้งหมด

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวนับเป็นปัจจัยกดดันกลุ่มประเทศส่งออกยิ่งขึ้นในขณะนี้ ท่ามกลางทิศทางการค้าโลกที่ชะลอตัวลงในช่วงที่ผ่านมา จนทำให้องค์การการค้าโลก (ดับเบิ้ลยูทีโอ) ประกาศปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของการค้าโลกเมื่อปลายปีที่แล้ว ลงมาอยู่ที่ 1.8-3.1% สำหรับปี 2017 จากคาดการณ์เดิมที่ 3.6% จากความเสี่ยงของกระแสการปกป้องการค้า โดยเฉพาะจากสหรัฐ

“ญี่ปุ่น” ถือเป็นประเทศเอเชียที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักที่สุด จากการล่มข้อตกลงทีพีพีของสหรัฐ เนื่องจากทีพีพีช่วยขยายการส่งสินค้าไปจำหน่ายยังสหรัฐซึ่งเป็นตลาดส่งออกขนาดใหญ่ที่สุด โดยภาคอุตสาหกรรมรถยนต์ที่ครองสัดส่วนการส่งออกไปยังสหรัฐถึง 40% และจะได้รับประโยชน์อย่างมากจากข้อตกลงดังกล่าว จากการที่สหรัฐจะค่อยๆ ลดภาษีการนำเข้ารถยนต์จากญี่ปุ่นที่ 2.5% ในอีก 25 ปี แลกเปลี่ยนกับการยอมลดภาษีนำเข้าเนื้อหมูและเนื้อวัวจากสหรัฐ

ทั้งนี้ บรูกกิ้ง อินสติติวท์ สถาบันวิจัยในสหรัฐ คาดการณ์ว่า หากทีพีพีมีผลบังคับใช้ ข้อตกลงดังกล่าวจะสร้างรายได้เข้าประเทศญี่ปุ่นมากขึ้นถึง 1.05 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.7 ล้านล้านบาท) ต่อปี

ด้านวอลสตรีท เจอร์นัล รายงานว่า แม้ญี่ปุ่นยังไม่ละทิ้งความหวังในการโน้มน้าวสหรัฐให้กลับมาเปลี่ยนการตัดสินใจถอนตัวจากทีพีพี แต่ญี่ปุ่นเองก็อาจผลักดันการเจรจาการค้า 2 ทาง (Two-Way Trade) ทั้งในด้านสินค้าและบริการกับสหรัฐระหว่างนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ จะพบปะกับทรัมป์ในวันที่ 10 ก.พ.นี้

หากการเจรจาการค้า 2 ทางระหว่างสหรัฐเกิดขึ้นจริง ญี่ปุ่นคาดว่าจะย้ำจุดยืนปกป้องภาคอุตสาหกรรมรถยนต์ หลังทรัมป์เปิดฉากโจมตีบริษัทรถญี่ปุ่นเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านี้ โดยวิจารณ์ว่าญี่ปุ่นใช้มาตรการกีดกันการค้ากับบริษัทรถอเมริกัน ขณะที่ตักตวงผลประโยชน์จากการส่งออกรถมายังสหรัฐ แม้ก่อนหน้านี้ โตโยต้า ผู้ผลิตรถยักษ์ใหญ่ เปิดเผยว่า จะลงทุน 600 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.1 หมื่นล้านบาท) เพื่อสร้างงาน 400 อัตรา ที่โรงงานในรัฐอินเดียนา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการลงทุนระยะเวลา 5 ปี มูลค่า 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.52 แสนล้านบาท) ในสหรัฐ

แม้ญี่ปุ่นได้ฝากความหวังกับทีพีพีไว้มาก แต่ท่าทีมุ่งทำข้อตกลงการค้าทวิภาคีเพื่อผลประโยชน์ของสหรัฐเป็นหลัก ทำให้ญี่ปุ่นเริ่มหาทางหนีทีไล่อื่นๆ ในการเปิดตลาดการค้าเช่นกัน โดยรัฐบาลญี่ปุ่นกำลังวางแผนตั้งหน่วยงานข้ามกระทรวง เพื่อรุกเจรจาการค้าเสรีกับประเทศและภูมิภาคต่างๆ โดยเฉพาะ

ขณะเดียวกัน เกียวโด รายงานว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา อาเบะ เปิดเผยว่า รัฐบาลจะพยายามผลักดันทีพีพีไปพร้อมๆ กับการสรุปความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาค (อาร์เซ็ป) ที่มีจีนเป็นแกนนำ รวมถึงรุกเจรจาการค้าเสรีกับประเทศอียู ซึ่งยังไม่สามารถตกลงกันได้ เนื่องจากติดขัดเรื่องอัตราภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรบางรายการ

ขณะที่ “เวียดนาม” เป็นอีกประเทศที่ได้รับประโยชน์จากทีพีพีมากที่สุดไม่แพ้ญี่ปุ่น เนื่องจากสหรัฐเป็นตลาดส่งออกขนาดใหญ่สุด ซึ่งขยายตัว 15% อยู่ที่ 3.85 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.35 ล้านล้านบาท) เมื่อปี 2016 อีกทั้งตลาดสหรัฐยังครองสัดส่วน 22% ของการส่งออกเมื่อปีที่แล้ว

อย่างไรก็ดี ความล้มเหลวของทีพีพีผลักดันให้เวียดนามหันมาให้ความสำคัญกับตลาดเอเชียและยุโรปมากยิ่งขึ้น โดยเหวียนดึ๊กเกียน รองประธานคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจแห่งชาติของเวียดนาม เปิดเผยว่า เวียดนามสามารถดำเนินการขยายตลาดการส่งออกได้ จากอานิสงส์ข้อตกลงการค้าทวิภาคีกับประเทศอาเซียนและประเทศเอเชียหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้

“เวียดนามเดินหน้าทำข้อตกลงการค้ามากกว่าหลายประเทศ ทำให้สามารถกระจายความเสี่ยงได้หลังทีพีพีล่ม” ยูจีเนีย วิคตอริโน นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารเอเอ็นแซด กล่าวพร้อมเสริมว่า เวียดนามบรรลุข้อตกลงการค้าเสรีไปแล้ว 16 ฉบับ ซึ่ง 9 ฉบับมีผลเรียบร้อย ซึ่งคาดว่าจะหนุนให้การส่งออกเวียดนามพุ่งทำสถิติใหม่ หลังปรับขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.77 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.25 ล้านล้านบาท) เมื่อปี 2016

นอกเหนือจากการขยายตลาดการส่งออกแล้ว เวียดนามยังเตรียมเดินหน้าปฏิรูปภาคอุตสาหกรรมเพื่อหวังเพิ่มศักยภาพให้ภาคการผลิต โดยเฉพาะธุรกิจสิ่งทอที่เป็นอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ คิดเป็น 19% ของการส่งออก ซึ่งอัตราค่าแรงต่ำยังคงเป็นปัจจัยดึงดูดให้บริษัทในอุตสาหกรรมดังกล่าวเข้ามาตั้งโรงงานในเวียดนาม

“เวียดนามจะยังคงดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากเอกชนต่างชาติได้ เนื่องจากค่าแรงที่ไม่สูงมาก อีกทั้งเวียดนามยังเป็นประเทศน่าสนใจในสายตาบริษัทที่อยากจับตลาดชนชั้นกลางรุ่นใหม่ภายในประเทศซึ่งกำลังขยายตัวต่อเนื่อง” จีงเหวียน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส จากสถาบันการเงินนัททิซิสในฮ่องกง กล่าว

ด้าน “สิงคโปร์” ซึ่งเป็นประเทศสมาชิกทีพีพีอีกประเทศ ยังมีท่าทีแบ่งรับแบ่งสู้ว่ายังอยากเจรจากับประเทศหุ้นส่วนทีพีพีเกี่ยวกับจุดยืนผลประโยชน์ใหม่ร่วมกันก่อนเสียก่อน แม้กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมของสิงคโปร์ ระบุว่า ข้อตกลงทีพีพีคงไม่มีผลบังคับเมื่อไร้สหรัฐ และสิงคโปร์จะหันมาเดินหน้าข้อตกลงอาร์เซ็ปแทน รวมถึงผลักดันการจัดตั้งเขตการค้าเสรีเอเชียแปซิฟิก (เอฟทีเอเอพี)

สำหรับ “มาเลเซีย” นั้น เว็บไซต์หนังสือพิมพ์เดอะสตาร์ รายงานว่า แม้ว่าการล้มของทีพีพีจะส่งผลกระทบต่อเป้าหมายการส่งออกน้ำมันปาล์มและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี ที่เป็นสินค้าหลักของประเทศ มูลค่า 2 หมื่นล้าน
ริงกิต (ราว 1.59 แสนล้านบาท) ไปยังตลาดสหรัฐและประเทศสมาชิกทีพีพี ภายในปี 2021 แต่มาเลเซียเปิดเผยว่ากำลังเบนเข็มมุ่งเจรจาอาร์เซ็ป เพื่อเปิดทางการส่งออกสินค้าดังกล่าวไปยังตลาดจีนและอินเดียแทน ที่มีประชากรรวมกันกว่า 2,500 ล้านคน และเป็นตลาดใหญ่กว่าทีพีพีที่มีประชากรราว 800 ล้านคน

แม้การประกาศถอนตัวจากทีพีพีของสหรัฐได้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วภูมิภาคเอเชีย ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก และมีสหรัฐเป็นตลาดส่งออกขนาดใหญ่ แต่ความเคลื่อนไหวดังกล่าวก็ผลักดันให้ประเทศเอเชียต้องหาทางดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอดโดยหันมาพัฒนาตัวเองและพึ่งพากันเอง ซึ่งอาจเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้สายสัมพันธ์ในภูมิภาคแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นก็เป็นได้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท