posttoday
อภิมหาลงทุนไฮสปีดเทรน 7 แสนล้าน

อภิมหาลงทุนไฮสปีดเทรน 7 แสนล้าน

03 กันยายน 2553

รัฐบาลกำลังเคาะแผนซูเปอร์เมกะโปรเจกต์ ในโครงการลงทุนขนาดใหญ่มูลค่าเกือบ 7 แสนล้านบาท เพื่อพัฒนากิจการรถไฟไทย

รัฐบาลกำลังเคาะแผนซูเปอร์เมกะโปรเจกต์ ในโครงการลงทุนขนาดใหญ่มูลค่าเกือบ 7 แสนล้านบาท เพื่อพัฒนากิจการรถไฟไทย

โดย...ทีมข่าวการเงิน

รัฐบาลกำลังเคาะแผนซูเปอร์เมกะโปรเจกต์ ในโครงการลงทุนขนาดใหญ่มูลค่าเกือบ 7 แสนล้านบาท เพื่อพัฒนากิจการรถไฟไทย

ถือเป็นการพัฒนาในรอบ 113 ปี หรือนับจากปี 2440 ที่ถือกำเนิดกิจการรถไฟให้อยู่คู่กับประเทศไทย ที่ไม่เคยมีการพัฒนาระบบรางมาเป็นเวลากว่า 100 ปี

อภิมหาลงทุนไฮสปีดเทรน 7 แสนล้าน

แผนพัฒนาระบบรางและกิจการรถไฟที่ว่านี้ประกอบด้วยโครงการ 2 ส่วนคือ โครงการร่วมทุนก่อสร้างโครงการพัฒนากิจการรถไฟระหว่างไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน

ล่าสุด นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษารายละเอียดการร่วมทุนก่อสร้างโครงการพัฒนากิจการรถไฟระหว่างไทยกับจีน ได้เสนอกรอบการเจรจารูปแบบร่วมลงทุนรถไฟความเร็วสูงจำนวน 4 เส้นทาง มีมูลค่าประมาณ 5 แสนล้านบาท ได้แก่ 1.เส้นทางหนองคายกรุงเทพฯ ระยะทาง 580600 กิโลเมตร มูลค่าเงินลงทุน 1.41.7 แสนล้านบาท

ขณะที่เส้นทางที่ 2 ได้แก่ กรุงเทพฯปาดังเบซาร์ ระยะทาง 1,000 กิโลเมตร มูลค่าเงินลงทุน 2 แสนล้านบาท

ส่วนเส้นทางที่ 3 ได้แก่ กรุงเทพฯระยอง ระยะทาง 220 กิโลเมตร มูลค่ารวม 5.66 หมื่นล้านบาทนั้น ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนว่าจะตกลงร่วมทุนกับรัฐบาลจีน หรือรัฐบาลไทยเดินหน้าหาผู้ร่วมลงทุน

จากในและต่างประเทศเอง ในลักษณะร่วมทุนระหว่างรัฐบาลและเอกชนในรูปแบบพีพีพี (PPP หรือ Public Private Partnership)

และเส้นทางที่ 4 ได้แก่ กรุงเทพฯเชียงใหม่ ระยะทาง 745 กิโลเมตร วงเงินลงทุน 2.09 แสนล้านบาท ซึ่งสายนี้ชัดเจนแล้วว่าน่าจะใช้วิธีการ PPP

 นอกจากนี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนหน้านี้ยังได้อนุมัติเม็ดเงินลงทุนมูลค่า 1.7 แสนล้านบาท ภายใต้แผน 5 ปี ให้กับการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. นำไปบูรณะซ่อมแซมกิจการของ รฟท.ที่ชำรุดทรุดโทรม ทั้งราง ทางคู่ระยะทาง 776 กิโลเมตร ซ่อมและจัดซื้อหัวรถจักร เปลี่ยนตู้ขบวนรถไฟใหม่115 คัน รวมถึงยกระดับความปลอดภัยการเดินรถช่วงทางตัดปรับปรุงสถานีให้มีความสะอาด สวยงาม ซึ่งมีกระแสข่าวว่าทางจีนให้ความสนใจในการเข้ามาร่วมพัฒนากิจการรถไฟในส่วนนี้ด้วยเช่นกัน

ประเด็นร้อนที่ถูกจับตาตอนนี้ได้แก่เรื่องรถไฟไฮสปีดจากจีนมาไทย และการแบ่งเค้กในโครงการลงทุนของรถไฟฟ้าความเร็วสูงทั้ง 4 สาย

ร้อนถึง นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี นำเรื่องเข้าหารือในคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ข้อสรุปว่า 2 สายแรก คือ หนองคาย–กรุงเทพฯ และกรุงเทพฯปาดังเบซาร์ ยกให้รัฐบาลจีนทำร่วมทุนกับรัฐบาลไทย

ส่วนสายกรุงเทพฯระยอง รัฐบาลกั๊กเอาไว้ทำเอง แต่ก็เผื่อทางออกไว้ว่า หากการเดินหน้าโครงการ PPP ล่าช้า ก็สามารถดึงรัฐบาลจีนเข้ามาสวมได้ทันที

ที่เหลือสายกรุงเทพฯเชียงใหม่ จัดใส่พานให้นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง จากพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ในฐานะประธานอนุกรรมการ PPP เตรียมรับฟังความคิดเห็นจากนักลงทุนต่างประเทศและในประเทศ หรือทำมาร์เก็ตซาว

โดยจะทำหนังสือเชิญผ่านสถานทูตต่างประเทศในไทย เพื่อเชิญนักลงทุนต่างชาติที่สนใจรวมทั้งนักลงทุนในประเทศที่มีศักยภาพเพื่อให้แสดงความคิดเห็นในการเข้ามาร่วมในโครงการดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐพ.ศ. 2535 ถึงความเป็นไปได้ของโครงการ

ด้านนายกอร์ปศักดิ์ ในฐานะหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการเปิดการเจรจากับรัฐบาลจีน เนื่องจากเป็นคนแรกที่สืบทราบการลงนามระหว่างรัฐบาลจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เรื่องการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงจากจีนไปลาว และมีแผนจะสร้างเส้นทางต่อยาวไปสิ้นสุดที่สิงคโปร์

จึงได้นำเรื่องไปบอกให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เปิดการเจรจาในการเดินทางไปเยือนจีนเมื่อวันที่ 1623 ก.ค. 2553 ที่ผ่านมา

ปรากฏว่าในช่วงเดือน ส.ค. ทางรัฐบาลจีน ส่งอธิบดีการรถไฟเดินทางมาประเทศไทย เพื่อสำรวจเส้นทางด้วยตัวเองในเส้นทางหนองคาย และมีการเจรจาระหว่างคณะทำงานของนายกอร์ปศักดิ์ กับคณะทำงานของจีน 3 รอบ เป็นทางการ 1 รอบ และไม่เป็นทางการ 2 รอบ ได้ข้อสรุปในเวลาอันรวดเร็วไม่ถึงเดือนว่า จีนพร้อมรับเข้ามาลงทุนทำรถไฟความเร็วสูงกับไทยใน 3 เส้นทาง

เบื้องต้นคาดว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนไม่น้อยกว่า 3.4 แสนล้านบาท เพื่อก่อสร้างทางรถไฟใน 2 เส้นทาง จากหนองคายมากรุงเทพฯ ประมาณ 1.4 แสนล้านบาท และจากกรุงเทพฯ ไปสิ้นสุดที่ปาดังเบซาร์ ประมาณ 2 แสนล้านบาท

ส่วนเส้นทางกรุงเทพฯระยอง มูลค่ากว่า 5.6 หมื่นล้านบาท ถือว่าเป็นของแถม ถ้ารัฐบาลไทยไม่สามารถเดินหน้าเรื่อง PPP ได้ตามกรอบเวลา

สำหรับรูปแบบรถไฟฟ้าความเร็วสูง หรือ ไฮสปีดเทรน จะเป็นรถไฟฟ้าแบบเดียวกับ แอร์พอร์ตลิงก์ เบื้องต้นมี 2 รูปแบบ แบบที่วิ่งด้วยความเร็ว 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใช้สำหรับขนสินค้า และแบบที่วิ่งด้วยความเร็ว 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะเป็นรถไฟโดยสาร และยังสามารถพัฒนารองรับกับรถไฟหัวจรวด หรือ บูลเล็ตเทรน แบบเดียวกับรถไฟเชินกันเซนของญี่ปุ่น

ส่วนระบบรางจะมีการก่อสร้างใหม่เรียกว่าเป็นระบบรางมาตรฐานมีขนาด 1.43 เมตร วิ่งตีคู่กับรางปัจจุบัน เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวรางรถไฟที่วิ่งมาจากจีน เข้ามาลาว ผ่านไทยไปมาเลเซีย และสิ้นสุดที่สิงคโปร์

“จะลงทุนก่อสร้างรางใหม่ขนาดมาตรฐาน 1.43 เมตรทั้งหมด ตีคู่ไปกับรางปัจจุบัน คือถ้าวิ่งจากจีนมาด้วยความเร็วแค่ไหน มาถึงไทยก็ต้องความเร็วตามนั้น จนสุดที่สิงคโปร์ ส่วนตัวรถก็จะเป็นระบบไฟฟ้า เหมือนรถแอร์พอร์ตลิงก์” นายกอร์ปศักดิ์ ระบุ

ประโยชน์สำคัญที่คนไทยจะได้จากการลงทุนครั้งนี้ถือว่ามหาศาล ทั้งเรื่องการท่องเที่ยวและการลงทุน เพราะเท่ากับเป็นการเปิดตลาดจีน ซึ่งมีประชากรมากกว่า 1,300 ล้านคน ได้มีโอกาสเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย ยังไม่นับรวมประชากรของประเทศที่รถไฟฟ้าขบวนนี้วิ่งผ่าน ได้แก่ มาเลเซีย สิงคโปร์ และลาวอีก

ขณะที่การค้าการลงทุนจะขยายตัว เพราะสามารถขนผลไม้จากภาคเหนือและสินค้าเกษตรจากภาคอื่นของประเทศ ส่งผ่านกระบวนรถไฟฟ้านี้ไปถึงที่หมายในจีน ซึ่งเป็นตลาดหลักได้ง่ายขึ้น

และในระหว่างที่มีการก่อสร้างทางรถไฟฟ้าในจังหวัดต่างๆ ก็เชื่อว่าจะทำให้เกิดการจ้าง เศรษฐกิจในชุมชนย่านเหล่านั้นจะคึกคัก คนจะมีรายได้ ส่งผลต่อภาคการค้า เช่น อิฐ หิน ปูน ทราย จะโกยเงินเข้ากระเป๋าไม่ไหว

ถ้ากรอบการเจรจาเรื่องนี้เป็นไปได้จริง เชื่อว่าโครงการรถไฟฟ้า ระยะที่ 1 คือ หนองคายกรุงเทพฯ จะเริ่มตอกเสาเข็มได้ในต้นปี 2556

อย่างไรก็ตาม อุปสรรคในการเดินหน้าโครงการรถไฟฟ้า 5 แสนล้านบาท ยังมีอยู่มาก เช่น เรื่องการตั้งบริษัทร่วมทุนระหว่างไทย จีน โดยมีตุ๊กตาที่ สำนักงานคณะกรรมการกำกับนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ศึกษาไว้ล่วงหน้าว่า น่าจะเป็นการร่วมทุนระหว่างรัฐบาลไทย กับจีนแบบ 50:50 โดยให้แต่ละฝ่ายไปหาผู้ร่วมทุนต่อ

โดยในส่วนของไทยให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ที่มีความชำนาญด้านเทคนิคและการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ที่เป็นเจ้าของที่ดินในการเดินรถไฟจะเข้ามาถือหุ้นในบริษัทดังกล่าว ซึ่งขณะนี้กำลังพิจารณาการแบ่งสัดส่วนกันอยู่

แต่ปัญหายังติดที่ขัดข้อกฎหมายของ พ.ร.บ.รถไฟในประเด็นที่ไม่ให้ต่างด้าวถือหุ้นได้ไม่เกิน 49% ในกิจการรถไฟของไทย แต่ถ้าตั้งเป็นบริษัทร่วมทุนขึ้นมาและแบ่งสัดส่วนให้ รฟม.และ ร.ฟ.ท.เข้ามามีส่วนร่วมก็อาจมีความเป็นไปได้

ขณะที่ รฟม.ติดข้อกฎหมายในเรื่องสัมปทานเดินรถเฉพาะรถไฟฟ้าใต้ดินเพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้ การทำโครงการแบบร่วมทุน หรือ PPP ยังติดเรื่องการแก้ไข พ.ร.บ.ร่วมทุน ที่ยังไม่มีความคืบหน้า เนื่องจากผลจากการโยกย้ายใหญ่ข้าราชการกระทรวงการคลัง โดยเฉพาะการโยกนายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ จากอธิบดีกรมบัญชีกลาง เป็นอธิบดีกรมสรรพสามิต กระเทือนต่อการเดินหน้าแก้ พ.ร.บ.ร่วมทุน ที่ต้องรอให้นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ อธิบดีคนใหม่เข้ามาตั้งไข่เดินเรื่องนี้ต่อไป

ยังไม่นับรวมเรื่องการแย่งชิงผลประโยชน์ของพรรคร่วมรัฐบาล เพราะล่าสุดกระทรวงคมนาคมภายใต้พรรคภูมิใจไทย โดดเข้ามาขอเอี่ยวและขอดึงเรื่องรถไฟฟ้าความเร็วจากจีนขอไปดูเอง และดึงเรื่องไว้ยังไม่นำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุม ครม. เมื่อวันที่ 31 ส.ค.ที่ผ่านมา ทำให้ผิดแผนของรัฐบาลที่ต้องการเอาเรื่องผ่าน ครม. ให้ได้ก่อนที่นายกฯ จะเดินทางไปเยือนจีนในงานเวิลด์ เอ็กซ์โป ที่เซี่ยงไฮ้ ในวันที่ 45 ก.ย.นี้

ทั้งหมดนี้คือฉากแรกของการเดินหน้า อภิมหาโปรเจกต์ไฮสปีดเทรน เพื่อพลิกโฉมหน้ารถไฟไทยที่ล้าหลังมากว่า 100 ปี มีเดิมพันคือเงิน 7 แสนล้านบาท ที่พรรคร่วมรัฐบาล ต่างพยายามจะเข้ามารุมทึ้งเกาะกินผลประโยชน์ และยังต้องผ่านการแก้ไขกฎหมายอีกหลายฉบับ ส่วนโครงการที่ว่านี้จะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่นั้น อยู่ที่เสถียรภาพของรัฐบาลชุดนี้จริงๆ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท