
กลุ่มนักวิชาการยื่นหนังสือเรียกร้องปล่อยตัว "ไผ่ ดาวดิน"
กลุ่มนักวิชาการยื่นหนังสือเปิดผนึก พร้อมแนบรายชื่อนักวิชาการกว่า 352 คน ร้องปล่อยตัวชั่วคราว "ไผ่ ดาวดิน"
กลุ่มนักวิชาการยื่นหนังสือเปิดผนึก พร้อมแนบรายชื่อนักวิชาการกว่า 352 คน ร้องปล่อยตัวชั่วคราว "ไผ่ ดาวดิน"
เมื่อวันที่ 30 ม.ค.ที่ศาลฎีกา ถ.แจ้งวัฒนะ นายอนุสรณ์ อุณโน คณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะผู้ประสานงานเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.) พร้อมอาจารย์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ จำนวน 10 คน เข้ายื่นหนังสือต่อประธานศาลฎีกา พร้อมแนบบัญชีรายชื่อนักวิชาการ นักศึกษาทั้งไทยและต่างประเทศกว่า 352 รายชื่อ ขอให้ประธานศาลฎีกาและผู้พิพากษาทั่วประเทศ พิจารณาเรื่องความเสื่อมถอยของระบบนิติรัฐและการละเมิดสิทธินายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน ผู้ต้องหาคดี 112 และความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ที่ไม่ได้รับการประกันตัวในชั้นสอบสวน ทั้งที่ยื่นประกันมาแล้วถึง 5 ครั้ง โดยมีนางปิยะนุช มนูรังสรรค์ เลขาธิการประธานศาลฎีกา และนายจีระพัฒน์ พันธุ์ทวี เลขานุการประธานศาลฎีกาเป็นผู้รับหนังสือ
นายอนุสรณ์ ระบุว่า ในระยะ 10 ปีที่ผ่านมาวิกฤตการณ์ที่สังคมกำลังเผชิญอยู่คือวิกฤตศรัทธาที่มีต่อกระทรวงการยุติธรรม โดยคำว่า 2 มาตรฐานมักถูกนำมาใช้เพื่อให้หมายถึงการบังคับใช้และตีความกฎหมายอย่างไม่เสมอภาคกัน โดยองค์กรตุลาการถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองบ่อยครั้ง และปัญหาดังกล่าวรุนแรงยิ่งขึ้นหลังการรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อกฎหมายถูกนำมาใช้ริดรอนสิทธิเสรีภาพประชาชนที่แสดงความเห็นต่างจากผู้มีอำนาจ ศาลทหารถูกใช้ดำเนินคดีต่อประชาชนโดยไม่มีเสียงคัดค้านจากบุคคลในองค์กรตุลาการ หากบุคคลในองค์กรตุลาการเปิดใจรับรู้ปัญหายอมตระหนักถึงความรู้สึกของประชาชน เพราะปัจจุบันประชาชนทั่วไปกล้าวิจารณ์การทำงานของศาลอย่างตรงไปตรงมาในสื่อสังคมออนไลน์ จนกล่าวได้ว่าไม่มียุคใดที่ประชาชนจะเสื่อมศรัทธาต่อกระทรวงการยุติธรรมเท่ายุคนี้
นายอนุสรณ์ กล่าวอีกว่า กรณีของนายไผ่ ดาวดิน ได้ตอกย้ำปัญหาของกระบวนการยุติธรรม โดยนายไผ่ถูกกล่าวหาจากการแชร์ข่าวพระราชประวัติรัชกาลที่ 10 จากเฟสบุ๊คสำนักข่าวบีบีไทยในเฟสบุ๊คของตนเอง และศาลจังหวัดขอนแก่นมีคำสั่งเพิกถอนการปล่อยตัวชั่วคราว โดยให้เหตุผลว่าไผ่ ดาวดิน ไม่ลบข้อความในเฟสบุ๊ค และยังแสดงภาพถ่ายที่ศาลเห็นว่าเป็นการเย้ยหยันอำนาจรัฐ แม้ทนายความจะยื่นประกันตัวถึง 5 ครั้ง แต่ศาลก็ไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว และเมื่อยื่นอุทธรณ์และฎีกาตามลำดับ แต่ศาลสูงมีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลจังหวัดขอนแก่น
ล่าสุดเมื่อวันที่ 20 ม.ค.ที่ผ่านมา ศาลนัดไต่สวนคำร้องขอฝากขังนายไผ่ ดาวดิน ปรากฏว่าองค์คณะผู้พิพากษาให้พิจารณาคดีแบบลับ ห้ามบุคคลอื่นเข้าฟังการพิจารณาคดีนอกจากพ่อแม่และทนายความของผู้ต้องหา แม้จะมีการโต้แย้งว่าเป็นเพียงการคัดค้านการขอฝากขังของตำรวจเท่านั้น ยังไม่เข้าสู่ขั้นตอนการพิจาณาคดี จึงเป็นสิทธิ์ประชาชนที่สามารถเข้าฟังการไต่สวนอย่างเปิดเผย แต่ศาลก็ไม่อนุญาตโดยให้เหตุผลว่าเป็นคดีความมั่นคง ทำให้นายไผ่ ดาวดินขอสละสิทธิ์ทนายความ โดยจะว่าความต่อสู้คดีด้วยตนเอง
นายอนุสรณ์ กล่าวอีกว่า นักเรียกกฎหมายย่อมรู้ดีว่าตราบใดที่ยังไม่มีคำพิพากษาให้สันนิฐานไว้ก่อนว่าบุคคลนั้นบริสุทธิ์ อีกทั้งไม่มีหลักฐานหรือเหตุผลน่าเชื่อว่า นายไผ่ ดาวดินจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐาน หรือพยามยามหลบหนี รวมทั้งไม่มีการกระทำใดๆ ที่ส่อถึงการฝ่าฝืนเงื่อนไขศาลในการปล่อยตัวชั่วคราว ศาลไม่ได้กำหนดให้การลบข้อความในเฟสบุ๊คเป็นเงื่อนไขของการให้ประกันตัว ขณะเดียวกันหากกำหนดให้ต้องลบข้อความอาจทำให้เข้าใจได้ว่าการกระทำที่ถูกกล่าวหาเป็นความผิด โดยที่ยังไม่เข้าสู่การพิจารณา
นอกจากนี้ นายไผ่ ดาวดิน แจ้งต่อศาลอย่างชัดเจนว่าเหตุผลที่ไม่ลบข้อความในเฟซบุ๊ก เพราะต้องการเก็บเป็นพยานหลักฐานเพื่อต่อสู้คดีในชั้นพิจารณา ที่สำคัญนายไผ่ ดาวดิน จะต้องสอบวิชาสุดท้ายเพื่อให้สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีในวันที่ 17-18 ม.ค.ที่ผ่านา แต่ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวเพื่อไปสอบ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออนาคตของเยาวชนคนหนึ่ง นี่เป็นเหตุผลด้านมนุษยธรรมพื้นฐานที่ขาดหายไปของศาล
นายอนุสรณ์ กล่าวว่า ส่วนการที่นายไผ่ ดาวดิน โพสต์รูปภาพหรือข้อความทางเฟซบุ๊กหลังได้รับการปล่อยชั่วคราว โดยศาลเห็นว่าเป็นการแสดงออกทางสัญลักษณ์เย้ยหยันอำนาจรัฐ คนส. เห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการแสดงออกซึ่งสิทธิเสรีภาพที่สามารถกระทำได้ การเย้ยหยันอำนาจรัฐหรือไม่เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมืองไม่อาจใช้เป็นเหตุในการไม่อนุญาตให้ประกันตัว อีกทั้งการไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวก็เป็นข้อยกเว้นในทางกฎหมาย ซึ่งในทางนิติวิธีจะต้องพิจารณาอย่างเคร่งครัด การที่ศาลจังหวัดขอนแก่นเพิกถอนการปล่อยชั่วคราวและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยกคำร้องอุทธรณ์ จึงสร้างความเคลือบแคลงสงสัยแก่สังคม และเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในกลุ่มนักกฎหมายว่า การพิจารณาดังกล่าวอาจไม่มีฐานทางกฎหมายรองรับ
นายอนุสรณ์ กล่าวว่า คนส.และผู้มีรายชื่อแนบท้ายจำนวน 352 รายชื่อ จึงขอเรียกร้องดังนี้ 1. ในระยะยาวถึงเวลาที่บุคลากรในองค์กรตุลาการจะต้องพิจารณาอย่างจริงจังถึงภาวะวิกฤตศรัทธาที่ประชาชนมีต่อพวกท่าน และหาแนวทางแก้ไขหรือปฏิรูประบบยุติธรรมของไทย ทั้งนี้ องค์กรตุลาการพึงปฏิบัติหน้าที่ปกป้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาขนในฐานะคุณค่าที่ได้รับการรับรองโดยกติการะหว่างประเทศ ที่ผูกพันประเทศไทย ต้องตระหนักและแสดงบทบาทในการตรวจสอบการบังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปตามนิติรัฐและนิติธรรม มิใช่ประพฤติตนเสมือนเป็นผู้พิทักษ์อำนาจรัฐอันไม่ชอบธรรมนั้นเสียเอง 2. ในระยะเฉพาะหน้าขอให้ศาลทบทวนพิจารณาเพิกถอนการปล่อยชั่วคราวไผ่ ดาวดิน เมื่อมีการยื่นคำร้องตามกระบวนการทางกฎหมายเพื่อคืนสิทธิ์อันพึงมีให้กับนายไผ่ ดาวดิน และฟื้นฟูความปกติให้กระบวนการยุติธรรมและหลักการพื้นฐานของนิติรัฐ
นายอนุสรณ์ กล่าวอีกว่า เหตุผลในการไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวนายไผ่ ดาวดิน เป็นคำสั่งที่ไม่มีกฎหมายรองรับ การยื่นหนังสือครั้งนี้ที่คนส.ยื่นต่อประธานศาลฎีกา ผ่านฝ่ายเลขาฯ และยังได้ส่งจดหมายถึงประธานศาลอุทธรณ์ภาค อธิบดีผู้พิพากษาศาลภาค และหัวหน้าศาลจังหวัดทุกจังหวัดอีกประมาณ 200 กว่าจังหวัด เพื่อให้นำไปประกอบการพิจารณาในการยื่นคำร้องขอฝากขังในวันที่ 1 ก.พ.นี้ ซึ่งในวันดังกล่าวนายไผ่ ดาวดินจะยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวอีกครั้ง สำหรับเนื้อหาในจดหมายเปิดผนึกกลุ่มนักวิชาการได้พิจารณาอย่างรัดกุมแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาและสถานที่อยู่ในวิสัยที่ทำได้โดยไม่ละเมิดอำนาจศาล อย่างไรก็ตาม คนส.จะติดตามผลการพิจารณาของศาลในวันที่ 1 ก.พ.นี้ว่าจะออกมาเป็นอย่างไร หากนายไผ่ ดาวดิน ยังไม่ได้รับการประกันตัวก็จะคิดวิธีเคลื่อนไหวอื่นๆ ต่อไป และประสานไปยังองค์กรต่างประเทศที่ทำงานเกี่ยวกับความยุติธรรมเพื่อขยายความร่วมมือในการเคลื่อนไหว
"ส่วนเหตุผลที่ส่งจดหมายไปยังผู้พิพากษาทั่วประเทศ เพราะคนส.เชื่อมั่นว่ายังมีผู้พิพากษาที่มีใจเที่ยงธรรม รู้ดีว่ามีอะไรเกิดขึ้นในบ้านเมือง จึงอยากให้ผู้พิพากษาออกมาพูดหรือมาทำอะไรบ้าง ซึ่งในกรณีนายไผ่ ดาวดิน มีคนโพสต์ข้อความกว่า 2,800 คน แต่มีนายไผ่ ดาวดิน คนเดียวที่ถูกดำเนินคดี โดยหาคำอธิบายไม่ได้ว่าทำอะไรที่แตกต่างไปจากคนเหล่านั้น"นายอนุสรณ์ กล่าว







