
นโยบายทรัมป์ย้อนแย้ง เอกชนสะเทือนหนัก
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ สร้างความปั่นป่วนให้กับโลกอีกครั้งด้วยการประกาศห้ามประชาชนจากประเทศมุสลิม 7 ชาติ
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ สร้างความปั่นป่วนให้กับโลกอีกครั้งด้วยการประกาศห้ามประชาชนจากประเทศมุสลิม 7 ชาติ เข้ามายังสหรัฐ ไม่เว้นแม้แต่คนที่มีกรีนการ์ดแสดงสัญชาติอเมริกัน และยังพร้อมจะส่งกลับประชาชนประเทศเหล่านั้น แต่ถูกขวางโดยศาลรัฐบาลกลางเสียก่อน โดยคำสั่งดังกล่าวจากผู้นำใหม่แห่งสหรัฐ เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากทั่วโลก ประชาชน และภาคเอกชนในประเทศ โดยเฉพาะบริษัทในซิลิคอนวัลเลย์
ความกังวลของซิลิคอนวัลเลย์ ดินแดนแห่งเทคโนโลยีที่คอยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของสหรัฐ เริ่มสร้างความกังขาต่อนโยบาย “เป็นมิตรกับธุรกิจของทรัมป์” ขณะที่นโยบายที่ให้สัญญาจะเอื้อภาคธุรกิจ เช่น การลดอัตราภาษีนิติบุคคล กลับมีแนวโน้มทำให้เงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น ซึ่งตรงกันข้ามกับความต้องการ “เหรียญสหรัฐอ่อน” ของทรัมป์
ความคาดหวังต่อนโยบายเป็นมิตรกับภาคธุรกิจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปรับตัวขึ้น 7.6% นับตั้งแต่วันลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา และยังมากที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากอดีตประธานาธิบดี เฮอร์เบิร์ท ฮูเวอร์ ในปี 1928-1929 และยังทำให้ดัชนีดังกล่าวทะลุ 20,000 จุด เป็นครั้งแรก ไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม นโยบายของทรัมป์ในหลากหลายด้านยังนับเป็นเรื่องปวดหัวของภาคเอกชน และการลงนามในคำสั่งพิเศษเพื่อห้ามไม่ให้ประชาชนจากประเทศมุสลิมทั้ง 7 ชาติเข้าประเทศ ยังเป็นสัญญาณแรกต่อภาคเอกชนที่อาจต้องเผชิญกับการขาดแรงงานตามที่กังวลไว้ในคราวแรก
บรรดาบริษัทซิลิคอนวัลเลย์เคลื่อนไหวทันทีหลังทรัมป์ลงนามในคำสั่งพิเศษ เช่น อัลฟาเบต บริษัทแม่ของกูเกิล เรียกพนักงานที่อาจได้รับผลกระทบจากการแบนมุสลิมของทรัมป์จำนวนราว 100 คน กลับมายังสหรัฐ ขณะที่อูเบอร์ เทคโนโลยี อิงค์ เตรียมพบทีมที่ปรึกษาด้านธุรกิจของทรัมป์ในวันที่ 3 ก.พ.นี้ หลังพนักงาน ซึ่งรวมถึงพนักงานขับรถได้รับผลกระทบจากนโยบายของทรัมป์ด้วย
ผลกระทบต่อแรงงานของภาคบริษัทเป็นการย้ำเตือนเรื่องปวดหัวให้กับบริษัทในซิลิคอนวัลเลย์ โดยภาคส่วนเทคโนโลยีของสหรัฐกังวลมาโดยตลอดตั้งแต่ทรัมป์ได้รับตำแหน่ง โดยก่อนหน้านี้ ซิลิคอนวัลเลย์ต่างกังวลว่าการห้าม “ต่างชาติ” นั้นจะลามมาถึงวีซ่า H-1B สำหรับแรงงานมีทักษะ ซึ่งเป็นวีซ่าที่ได้รับความนิยมในการจ้างงานของซิลิคอนวัลเลย์ และพยายามจะผลักดันให้มีการขยายวีซ่าดังกล่าวเสมอมา หลังจำกัดแค่ปีละ 8.5 หมื่นคน
ก่อนหน้านี้ มีรายงานว่าบริษัทในซิลิคอนวัลเลย์ต้องแบกรับภาระด้านต้นทุนเพิ่มเติมเพื่อหลบหลีกการตกเป็นเป้าหมายเล่นงานของทรัมป์ ด้วยการจ้างงานชาวอเมริกันเพิ่ม หรือต้องไปควบรวมกิจการกับบริษัทอื่นเพื่อเพิ่มตัวเลขจำนวนแรงงานชาวอเมริกันโดยรวม และกลายเป็นภาระทางต้นทุนที่เพิ่มของทางภาคเอกชนไป
“ตลาดกำลังตั้งคำถามว่าทรัมป์จะยังสามารถคงนโยบายเป็นมิตรกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจและเป็นมิตรกับธุรกิจ ซึ่งตลาดต่างชื่นชมต่อไปได้หรือไม่ ถ้าหากมีอะไรผิดเพี้ยนไป ตลาดต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก” ควินซี ครอสบี นักกลยุทธ์ตลาดทุนของพรูเดนเชียล ไฟแนนเชียล กล่าวกับซีเอ็นบีซี หลังดัชนีดาวโจนส์ทะลุ 20,000 จุด
ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนยังไม่อาจวางใจต่อจุดยืนของทรัมป์ต่อค่าเงินเหรียญสหรัฐที่ทรัมป์ต้องการให้อ่อนค่าลงไปได้ เพราะด้วยนโยบายของทรัมป์กลับเป็นการสนับสนุนให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นไปแทน ประกอบกับแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยมากขึ้นจากนโยบายของทรัมป์ที่ก่อให้เกิดอัตราเงินเฟ้อ
นโยบายเป็นมิตรกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของทรัมป์มาพร้อมกับช่วงที่เศรษฐกิจสหรัฐอยู่ในช่วงการจ้างงานสมบูรณ์ ซึ่งมีอัตราว่างงานน้อยกว่า 5% และยังมาพร้อมกับอัตราเงินเฟ้อที่เริ่มสูงขึ้น โดยดัชนีคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐเพิ่มขึ้นมากกว่า 2% เป็นครั้งแรกในรอบมากกว่า 2 ปี เมื่อวันที่ 25 ม.ค.ที่ผ่านมา
แม้เศรษฐกิจในไตรมาส 4 ที่ผ่านมา จะเติบโตเพียง 1.9% จากผลการส่งออกที่ทำผลงานออกมาได้แย่และติดลบไป 4.3% ซึ่งกดดันเศรษฐกิจสหรัฐไปมากถึง 1.7% ทำให้ทรัมป์รีบออกมาเร่งให้มีการลดภาษีนิติบุคคลและจัดการกับการค้าติดลบ
อย่างไรก็ตาม การลดภาษีนิติบุคคลจะเพิ่มแรงซื้อให้กับชาวอเมริกัน โดยเมื่อใดที่แรงซื้อปรับเพิ่มขึ้น ราคาสินค้าจะปรับเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ประกอบกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและความมั่นคงของทรัมป์ที่อาจสูงสุดถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 35 ล้านล้านบาท) ภายในระยะเวลา 10 ปี ส่งผลให้มีแนวโน้มผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อปรับขึ้นตามไป และทำให้เฟดก็ต้องขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้นเพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อดังกล่าว
การขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะทำให้สินทรัพย์ของสหรัฐมีความน่าลงทุนมากขึ้น ซึ่งหมายถึงเงินทุนที่จะไหลกลับเข้าสู่สินทรัพย์ในสกุลเหรียญสหรัฐ และทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นตามไปด้วย ขณะที่การขึ้นภาษีสินค้านำเข้า ไม่ว่าจะเป็นเม็กซิโก ที่ทรัมป์ต้องการเอาเงินภาษีไปสร้างกำแพงบริเวณชายแดน หรืออาจจะเป็นจีนและประเทศอื่นๆ จะทำให้ผู้ผลิตสินค้าต่างประเทศต้องขึ้นราคาสินค้า
การขึ้นราคาสินค้ายังหมายถึงอัตราเงินเฟ้อที่ตามมา โดยแต่เดิมค่าเงินเหรียญสหรัฐควรได้เดินไปตามวงจร ซึ่งหากค่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้น จะเพิ่มศักยภาพของชาวอเมริกันในการไปลงทุนในต่างประเทศ และทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงตามมา แต่ทรัมป์กลับไม่พอใจการลงทุนของภาคเอกชนในต่างประเทศเท่าไรนัก และต้องการให้กลับมาลงทุนในสหรัฐ
ความไม่แน่นอนนี้เองที่ทำให้ภาคเอกชนหลายแห่งแม้จะมีการเพิ่มคาดการณ์ผลประกอบการ แต่ก็ยังไม่อาจวางใจ และเลือก “ความไม่แน่นอนทางนโยบาย” เป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงของปีนี้
กระนั้น ภาคเอกชนก็จำเป็นต้องปรับตัวรับกับประธานาธิบดีคนใหม่ที่จะอยู่ในตำแหน่งไปอย่างน้อยอีก 4 ปี โดยก่อนหน้านี้ บริษัทใหญ่หลายแห่ง เช่น เฟียต-ไครสเลอร์ ออโตโมบิลส์ (เอฟซีเอ) ค่ายรถลูกครึ่งอิตาลี-สหรัฐ เตรียมลงทุน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.5 หมื่นล้านบาท) ในสหรัฐ เพื่อเพิ่มการจ้างงาน 2,000 อัตรา ขณะที่ฟอร์ด มอเตอร์ ยกเลิกแผนการสร้างโรงงานที่เม็กซิโกมูลค่า 1,600 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.7 หมื่นล้านบาท)
นอกจากผู้ผลิตรถยนต์แล้ว ด้านยูไนเต็ด เทค เจ้าของผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศแคเรียร์ ที่มีแผนลงทุนการผลิตในเม็กซิโก ก็ตกลงกับทรัมป์จะไม่เลิกจ้างงานที่สหรัฐ 2,100 อัตรา
ความเสี่ยงด้าน “นโยบายทรัมป์” ที่่ขัดต่อ “นโยบายเป็นมิตรกับธุรกิจ” จึงกลายเป็นเรื่องที่ภาคเอกชนจะต้องเผชิญและปรับรับให้ทันสถานการณ์







