
ลงทะเบียนรายได้น้อย ปูพรมแจกสวัสดิการรัฐ
โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ รอบใหม่ของผู้มีรายได้น้อย
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ รอบใหม่ของผู้มีรายได้น้อย กระทรวงการคลังได้กำหนดวันให้เร็วขึ้นจากเดิมที่จะเปิดให้ลงทะเบียนเดือน ก.ค.-ส.ค. มาเป็นวันที่ 3-30 เม.ย.นี้ เนื่องจากมีผู้มีรายได้น้อยจำนวนมากที่พลาดโอกาสได้รับเงินแจกจากรัฐบาลคนละ 1,500-3,000 บาท เมื่อปลายปีที่ผ่านมาเพราะไม่ได้มาลงทะเบียน ต้องการมาลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยกับรัฐบาล เพราะไม่ต้องการที่จะเสียสิทธิความช่วยเหลือของรัฐบาลในลักษณะดังกล่าวอีก
การเรียกร้องของผู้มีรายได้น้อยครั้งนี้ ถือว่าโครงการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยของรัฐบาลประสบความสำเร็จเบื้องต้นระดับหนึ่ง ในการลงทะเบียนครั้งแรกมีผู้ลงทะเบียน 8.3 ล้านคน มีผู้ตรวจสอบคุณสมบัติไม่ผ่าน 3 แสนคน มีผู้ได้รับแจกเงินคนละ 1,500-3,000 บาท ไปแล้ว 7 ล้านกว่าคน เป็นเม็ดเงินกว่า 1 หมื่นล้านบาทที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้ระดับหนึ่ง
จากข้อมูลของกระทรวงการคลัง พบว่าประเทศไทยมีผู้มีรายได้น้อยอยู่ประมาณ 14-15 ล้านคน ซึ่งคาดว่าการลงทะเบียนรอบใหม่นี้จะมีผู้มาลงทะเบียนมากกว่าครั้งที่ผ่านมา ทำให้รัฐบาลช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยครอบคลุมได้ทั้งหมด
สำหรับเงื่อนไขการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยยังคงเหมือนเดิม ต้องมีสัญชาติไทย อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป เป็นคนว่างงาน หรือมีรายได้ไม่เกิน 1 แสนบาท/ปี รวมถึงต้องเปิดเผยการถือครองทรัพย์สินและจำนวนหนี้สิน และรายละเอียดอื่นๆ เช่น เป็นหนี้นอกระบบอยู่เท่าไร เพื่อใช้เป็นข้อมูลแก้ไขหนี้นอกระบบที่รัฐบาลจะเดินเครื่องเต็มที่ในปีนี้
การลงทะเบียนรอบใหม่ ผู้มีรายได้น้อยลงทะเบียนได้ที่ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ทั่วประเทศเหมือนเดิม และครั้งนี้คลังจังหวัดของกรมบัญชีกลางทั่วประเทศได้เข้ามาเสริมการลงทะเบียนอีกช่องทางหนึ่ง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้มีรายได้น้อยให้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การลงทะเบียนรอบใหม่นี้ผู้ลงทะเบียนเดิม 8 ล้านคน และผู้ที่ยังไม่เคยลงทะเบียนมาก่อนต้องมาลงทะเบียนใหม่ทั้งหมด เนื่องจากคลังต้องการปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน และต้องการแจกบัตรประจำตัวผู้มีรายได้น้อยให้กับทุกคน เพื่อใช้ในการรับสวัสดิการของรัฐต่างๆ ในอนาคตที่มีจำนวนมาก
แม้ว่า อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง จะออกมาระบุว่า ยังไม่ควรแจกเงินให้กับผู้ลงทะเบียนรอบใหม่ แต่ก็ไม่ได้เป็นการปิดประตูว่าจะไม่มีการแจกให้ในอนาคต เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสม ทั้งการแจกเงิน 1,500-3,000 บาท เพิ่งผ่านไปไม่นาน และสถานการณ์ของผู้มีรายได้น้อยเริ่มดีขึ้น จากภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ราคาพืชผลทางการเกษตรปรับตัวสูงทำให้เกษตรกรซึ่งเป็นผู้มีรายได้น้อยกลุ่มใหญ่ของประเทศ มีความเป็นอยู่ดีขึ้น ทำให้รัฐบาลต้องการเก็บกระสุนสำคัญนี้ไว้ใช้ในยามที่จำเป็นจริงๆ
ถึงจะไม่มีการแจกเงินทันที แต่รัฐบาลก็เตรียมสวัสดิการรัฐชุดใหญ่ไว้แจกให้กับผู้ลงทะเบียนรอบใหม่ ตั้งแต่การช่วยค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ที่กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างประสานกับทางการไฟฟ้าและการประปา ว่าจะดำเนินการเชื่อมข้อมูลกับผู้มาลงทะเบียนรายได้น้อยอย่างไร ให้การหักค่าน้ำค่าไฟฟ้าได้ทันที ซึ่งมีปัญหาว่าผู้มาลงทะเบียนรายได้น้อยอาจจะไม่ได้เป็นผู้ขอใช้น้ำใช้ไฟฟ้าทำให้รัฐบาลไม่สามารถช่วยออกค่าน้ำค่าไฟฟ้าได้
นอกจากนี้ ยังมีการให้ขึ้นรถเมล์ รถไฟฟรี โดยกระทรวงการคลังได้หารือกับกระทรวงคมนาคมเร่งให้รถเมล์ รถไฟฟ้าติดตั้งเครื่องซื้อตั๋วอัตโนมัติ เพื่อให้คนมีรายได้น้อยสามารถใช้บัตรที่ได้รับไปสแกนขึ้นรถเมล์รถไฟได้ฟรี ซึ่งการดำเนินการนี้อาจต้องใช้เวลา ในเบื้องต้นอาจจะเป็นการตรวจบัตรให้ตรงกับผู้ถือไปพางก่อน
กระทรวงการคลังยังคิดไปถึงการทำประกันภัยให้กับผู้มีรายได้น้อย ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันใดๆ เพื่อเวลาประสบอุบัติเหตุ ทำงานไม่ได้ก็จะได้รับเงินชดเชย ทำให้ครอบครัวไม่เสียรายได้
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังเตรียมใช้ฐานข้อมูลของการลงทะเบียนนี้แจกเบี้ยชราภาพให้กับผู้มีรายได้น้อยเพิ่มขึ้นอีกด้วย เพราะพบว่ามีผู้สูงอายุได้รับเบี้ยชราภาพจากรัฐบาลเดือนละ 600-1,000 บาท และมาลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย 1.2 ล้านคน ซึ่งส่วนนี้ควรได้รับเบี้ยคนชราเพิ่มเป็นเดือนละ 1,200-1,500 บาท/เดือน ซึ่งกระทรวงการคลังมีแนวคิดที่จะขอให้ผู้สูงอายุฐานะดีและได้รับเบี้ยคนชราอยู่ให้ทำบุญสละสิทธิ เพื่อนำเงินมาจ่ายเพิ่มให้กับผู้สูงอายุรายได้น้อยดังกล่าว
จากข้อมูลของกระทรวงการคลัง พบว่ามีผู้สูงอายุลงทะเบียนรับเบี้ยยังชีพจากรัฐบาล 8 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นผู้มีรายได้น้อยประมาณ 3.5 ล้านคน ทำให้รัฐบาลตั้งเป้าให้ผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยทั้ง 3.5 ล้านคน มาลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยรอบใหม่ และให้ผู้สูงอายุฐานะดีสละสิทธิเบี้ยยังชีพให้มากที่สุด เพื่อที่จะได้จ่ายเบี้ยยังชีพได้เพิ่มตามที่ได้ตั้งเป้าไว้
ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังยังใช้ฐานข้อมูลการลงทะเบียนนี้แก้ปัญหาหนี้นอกระบบ เพราะพบว่ามีผู้มาลงทะเบียนจำนวนมากเป็นหนี้นอกระบบ ก็จะให้ธนาคารของรัฐเข้าไปช่วยเหลือ โอนหนี้นอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบ ในอีกด้านหนึ่งก็มีการประสานกับตำรวจให้ดำเนินการกับเจ้าหนี้นอกระบบที่คิดดอกเบี้ยเกินกฎหมายกำหนด 15% ซึ่งเป็นกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีโทษรุนแรงทั้งจำและปรับมากขึ้น โดยเปิดทางให้เจ้าหนี้นอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบขอตั้งเป็นพิโกไฟแนนซ์ปล่อยกู้คิดอัตราดอกเบี้ย 36% ต่อปี
กระทรวงการคลังยังตั้งเป้าใช้ฐานของผู้มาลงทะเบียนรายได้น้อย ต่อยอดพัฒนาระบบการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (อี-เพย์เมนต์) ของเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งการให้เงินสนับสนุนของภาครัฐต่อไปให้กับผู้มีรายได้น้อยจะโอนผ่านระบบพร้อมเพย์ ซึ่งได้มีการนำร่องจ่ายให้กับเงินเด็กแรกเกิดไปแล้ว ซึ่งจะทำให้การใช้ระบบพร้อมเพย์เป็นที่รู้จักของประชาชนเศรษฐกิจฐานรากได้เร็วขึ้น สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างทั่วถึง
ทั้งหมดจะเห็นว่าการลงทะเบียนรายได้น้อยนอกจากเป็นการสร้างฐานข้อมูลของคนรายได้น้อยของประเทศ ทำให้รัฐบาลมีข้อมูลใช้ทำนโยบายช่วยเหลือได้ถูกตัวถูกคน ช่วยประหยัดเงินงบประมาณของประเทศ ตัวอย่างเช่น การให้ประชาชนขึ้นรถเมล์ รถไฟฟรี เป็นการปูพรมให้คนรวยคนจนขึ้นรถเมล์ฟรีได้หมด รัฐบาลก็ต้องควักเงินอุดหนุนให้หมด แต่ต่อไปต้องเป็นคนรายได้น้อยมีบัตรยืนยันเท่านั้น ที่จะได้ขึ้นรถเมล์รถไฟฟรี
ขณะที่การแจกเบี้ยคนชราเพิ่ม กลุ่มแรกที่จะได้รับเพิ่มคือคนชราที่มาลงทะเบียน เพราะรัฐบาลมีข้อมูลยืนยันได้ระดับหนึ่งว่าเป็นคนที่รายได้น้อย ไม่ได้เป็นการปูพรมเหมือนที่ผ่านมา จึงถือว่าการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยรอบใหม่จะเป็นเครื่องมือในการแจกสวัสดิการภาครัฐให้กับประชาชนฐานรากที่สำคัญของรัฐบาลในอนาคต







