posttoday
'หาคำตอบให้ยมบาล' จุดหมายชีวิตพระพยอม

'หาคำตอบให้ยมบาล' จุดหมายชีวิตพระพยอม

29 มกราคม 2560

สิ่งที่เป็นแรงขับให้พระราชธรรมนิเทศ หรือ “พระพยอม กัลยาโณ” เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว

โดย...กันติพิชญ์ ใจบุญ

สิ่งที่เป็นแรงขับให้พระราชธรรมนิเทศ หรือ “พระพยอม กัลยาโณ” เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว เพื่อการทำงานในการมอบชีวิตความเป็นอยู่ให้กับผู้คนในสังคม ทั้งการเผยแผ่พระพุทธศาสนา การสงเคราะห์ และการพัฒนา สิ่งนั้นคือ “ความกดดัน”

ความกดดันที่ว่ามาจากพระพุทธศาสนา แต่ถูกแปรเปลี่ยนให้เป็นแรงบันดาลใจอันสำคัญสำหรับพระพยอม ให้นำพาตนเองเข้าสู่การทำงานเพื่อพัฒนาในด้านต่างๆ

แต่หากให้กล่าวถึงตัวตนของพระพยอมเอง กลับพบคำตอบจากการสนทนา และทำให้เห็นว่าทุกวันนี้พระพยอมเหนื่อยล้าจากการทำงานหนักอย่างมาก เฉลี่ยวันละ 15 ชั่วโมง/วัน รับกิจนิมนต์เทศนาธรรมให้กับญาติโยมมากสุดถึง 5 ครั้ง/วัน

ก็เพราะความกดดัน และความที่ว่าไม่อยากทำให้ตัวเองรู้สึกเป็น “โมฆะบุรุษ” ที่หมายถึงการเกิดเปล่า สูญเปล่า ไม่ได้ทิ้งอะไร ไม่ได้ทำอะไรไว้ให้กับโลกเลย

“แรงบันดาลใจสำคัญของอาตมาในการทำงานมีอยู่ 2 ส่วน คือ แรงบันดาลใจภายนอก และจากภายในตัวของอาตมาเอง” พระพยอม เกริ่นถึงแรงขับเคลื่อนในการทำงาน

แรงบันดาลใจภายนอกมาจากบุคคลสำคัญคือ 1.พุทธทาสภิกขุ และ 2.พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บุคคลสำคัญท่านแรกนำพาซึ่งแรงบันดาลใจให้กับพระพยอมในการปฏิบัติตน ปฏิบัติธรรม และสร้างคุณประโยชน์ให้กับสังคมผ่านแนวทางพระพุทธศาสนา จนนำไปสู่ความหมายของโมฆะบุรุษ ทำให้พระพยอมที่บอกเล่าถึงช่วงนี้ว่า “กลัวตัวเองจะเกิดมาอย่างสูญเปล่า ดังนั้นจึงต้องลงมือทำ เพื่อให้สิ่งที่มีอยู่ดียิ่งขึ้นไปอีก”

ขณะที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สำหรับพระพยอมคือเป็นบุคคลที่สำคัญ เพราะเป็นการริเริ่มต่อยอดให้ดำเนินการโครงการต่างๆ ของวัดสวนแก้วเพื่อสาธารณะ

“ครั้งหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ส่งคนมาสอบถามอาตมาเกี่ยวกับการดำเนินการโครงการต่างๆ ภายในวัด ซึ่งทำให้อาตมาปลาบปลื้มเป็นอย่างมาก และพระองค์ยังทรงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน 5 แสนบาท มอบให้กับมูลนิธิวัดสวนแก้ว เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้คน”

ส่วนแรงบันดาลใจภายใน ด้วยว่าเกิดจากการศึกษาพระธรรม และนำไปสู่การทำงานเพื่อสาธารณะ เพราะสิ่งสำคัญในห้วงจิตใจของพระพยอม คือการเกิดมาต้องเป็นประโยชน์ การสูญเปล่าไม่ทำอะไรจึงไร้ประโยชน์

พระพยอม พูดถึงเรื่องแรงบันดาลใจด้วยแง่คิดว่า “หากเมื่อเราจากโลกนี้ไปแล้ว ไปพบกับท่านยมบาลแล้ว หากท่านถามเราว่าทำอะไรมาบ้าง เราจะมีอะไรไปตอบท่านได้ หากชีวิตที่เราอยู่ในโลกที่เขาให้มาเกิดโดยเราไม่ได้ลงมือทำอะไรเลย อาตมาจึงค่อนข้างกลัวในเรื่องนี้มาก ดังนั้นอาตมาจึงลงมือทำงานเพื่อสังคมอย่างไม่หยุดหย่อน เพื่อสังคมจะได้ดียิ่งขึ้นดังนั้นมนุษย์ทุกคนต้องระลึกเสมอว่าเราเกิดมาเพื่อทำอะไร และได้ทำอะไรลงไปบ้างแล้วหรือยัง”

ความกดดันจากพระพุทธศาสนาเปลี่ยนเป็นแรงขับเคลื่อนในการเผยแผ่พระธรรมคำสอนผ่านรูปแบบต่างๆ ทั้งการเทศนา ให้ความรู้ และการสร้างอุปกรณ์การสื่อสารต่างๆ จากนั้นต่อยอดนำไปสู่การสงเคราะห์ ทั้งคนเฒ่าคนแก่ คนพิการ เด็กกำพร้า หรือผู้ยากไร้ ให้กลุ่มคนเหล่านี้ได้มีที่ยืนในสังคม มีงานการที่ดีที่สุจริต มีการศึกษาที่เหมาะสม และจากนั้นจะต่อเนื่องเข้าสู่งานพัฒนา ทั้งการเพิ่มพูนทักษะวิชาชีพ การให้ความรู้ด้านเกษตรกรรมสมัยใหม่ที่ต้องทันต่อเทคโนโลยี ซึ่งหากจะพัฒนาก็จะล้าหลังไม่ได้

“ทั้งหมดอยู่รวมกันภายใต้เป้าหมายเดียว คือสังคมที่เป็นสุข” พระพยอม ย้ำ

สำหรับอีกด้านก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า พระพยอมมักจะถูกเอ่ยถึงบ่อยครั้งในห้วงสถานการณ์แห่งความขัดแย้งต่างๆ ทั้งเรื่องของวังวนความขัดแย้งทางการเมือง หรือในวงการพระสงฆ์ด้วยกันเอง ผู้คนบ้างก็ชื่นชอบ แต่ก็มีอีกไม่น้อยที่ก่นด่าพระรูปนี้

“โดน อาตมาโดนด่าประจำ เพราะเขาหาว่าเราไปหนุนเสื้อแดง ทั้งๆ ที่ช่วงนั้นก่อนปฏิวัติ อาตมาจะเปิดพื้นที่วัดสวนแก้วให้ถกกัน ให้เคลียร์กัน เสื้อแดงมาถึง แต่เสื้อเหลืองไม่มา เขาก็มองแล้วว่าเราไปหนุนเสื้อแดง ทั้งๆ ที่ไม่เคยถามอาตมาสักครั้งว่ามีเหตุผลอย่างไร อาตมาก็ปล่อย เพราะเราอธิบายเท่าไหร่เขาก็ไม่เชื่อ” พระพยอมเล่าถึงอดีตแห่งความขัดแย้ง และเพราะความรักในสีเสื้อทางการเมือง ทำให้พระอย่างพระพยอมที่ออกบิณฑบาตก็ต้องถูกด่าหยาบคายจากผู้ไม่เห็นด้วย

จากคนคุ้นเคย เคยเคารพและศรัทธากัน แปรเปลี่ยนเป็นเกลียดชังพระพยอม สำหรับเรื่องนี้ หนทางแก้สำหรับพระพยอมคือปล่อยผ่าน เพราะเป็นสัจธรรมของโลก แต่ก็ยอมรับว่าจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ความขัดแย้งที่ว่าก็นำพาซึ่งความเสียหายให้กับวัดมากพอสมควร

“อาตมาเสียมวลชนของวัดไปกว่า 40% จากลูกศิษย์วัด ญาติโยมที่ศรัทธาเรา กลายเป็นด่าเรา หนังสือพระธรรมคำสอนก็เผาและส่งกลับมาให้อาตมา เขียนกำกับไว้ด้วยว่า มึงกับกูอยู่คนละโลกกัน เราก็ทำอะไรไม่ได้ แต่ทุกวันนี้ก็ดีขึ้นแล้ว และเหตุการณ์ในอดีตทำให้เรารู้แล้วว่าไม่ควรไปยุ่ง อาตมาเข็ดแล้ว” พระพยอม เล่า

ในอนาคต สิ่งที่พระพยอมปรารถนาที่สุด คือการปลีกวิเวก เขียนหนังสือเกี่ยวกับพระธรรมคำสอน เกี่ยวกับคุณประโยชน์ต่อสังคมให้ได้ครบ 9 เล่ม ก่อนที่จะลาจากโลกนี้ไป รวมถึงการรับกิจนิมนต์ให้น้อยลง หรือไม่รับเลย ซึ่งก็แล้วแต่บุญวาสนาว่าจะทำได้สำเร็จหรือไม่ แต่ก่อนจะถึงความปรารถนานั้น พระพยอมก็ยังมีงานสำคัญที่ต้องทำ คือ การทำธนาคารน้ำ เพื่อให้คนในสังคมไม่ต้องขาดน้ำในห้วงเวลาน้ำแล้ง และสร้างพื้นฐานการดำรงชีวิตให้กับผู้คนในสังคม ก่อนที่จะได้เวลาที่นึกถึงความปรารถนาสำหรับตนเอง

แต่ถามว่าพอใจหรือยังกับสิ่งที่ได้สร้าง ที่ได้ก่อให้กับสังคมในทุกวันนี้

“อาตมามีคำตอบให้ยมบาลแล้วล่ะ” พระพยอมตอบคำถามที่ว่านั้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท