
จะไป SAGA 20
จากโรงแรม Oncri เราขับรถเข้าอำเภอซากะใช้เวลาไม่นาน วันนี้มีโปรแกรมไปทำกิจกรรม 2 อย่างที่ย่านเมืองเก่า
จากโรงแรม Oncri เราขับรถเข้าอำเภอซากะใช้เวลาไม่นาน วันนี้มีโปรแกรมไปทำกิจกรรม 2 อย่างที่ย่านเมืองเก่า Saga Yanagimachi เป็นที่ตั้งของอาคารอันทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์และร้านค้าหัตถกรรมรวม 41 แห่ง ภายใต้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า Saga Museum of History and Folk Culture หรือพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์พื้นบ้านซากะ แห่งแรกที่ไปคือ Former Fukuda Residence บ้านพักของคหบดีผู้มีชื่อเสียงของตระกูล Nabeshima ที่ปัจจุบันปรับมาเป็นสถานที่จัดแสดงและสาธิตวิธีการผลิตผ้าไหมดิ้นทอง Saga Nishiki Weaving อันเป็นงานหัตถกรรมขึ้นชื่ออีกอย่างหนึ่งของจังหวัดซากะ
กิจกรรมที่เราไปทำมี 2 อย่าง อย่างแรกคือ การทดลองทอดิ้นทองด้วยกระสวยแบบดั้งเดิม บอกเลยว่าถ้าตาไม่ดี มีความอดทนไม่พอนี่เลิกกลางคันแน่ๆ เพราะงานมันละเอียดมาก ดิ้นทองเส้นเล็กนิดเดียวต้องทอด้วยมือสลับเส้นด้วยกระสวยทีละเส้นทีละชุด กว่าจะทอได้แถวนึงนี่สมาธิแทบหลุด
แต่พอทำเสร็จก็แอบภูมิใจว่ายังไม่แก่เกินทอ แล้วก็ย้ายไปทำเข็มกลัดที่โต๊ะด้านหลัง อันนี้ง่ายกว่าเยอะ ทางเจ้าหน้าที่เตรียมอุปกรณ์ไว้ให้แล้ว มีทั้งเข็มกลัดรูปต่างๆ ตั้งแต่ทรงกลม สี่เหลี่ยม และรูปดาว ผ้าไหมทอดิ้นทองที่ตัดเป็นแผ่นๆ ประมาณ 3x3 นิ้ว กาวลาเท็กซ์ กรรไกร ไม้ดุน และตัวหนีบผ้า ผมเลือกพวงกุญแจรูปดาวที่มีโลหะรูปครึ่งวงกลมตรงกลางสามารถแกะออกมาได้
จากนั้นก็เลือกผ้าไหมลายที่ชอบมาชิ้นนึง ลองหุ้มดูว่าลงตัวมั้ย ถ้าโอเคก็ตัดให้เหลือขนาดพอเหมาะกับการหุ้ม ทากาวให้ทั่วแผ่นผ้าแล้วหุ้มทับโลหะทั้งพื้นผิวด้านนอกและบางส่วนของด้านใน จากนั้นใช้ไม้ดุนกดให้ทั่วโดยเฉพาะขอบผ้าที่หุ้มเข้าไปถึงด้านในของชิ้นโลหะต้องแนบสนิทมากที่สุด เพื่อป้องกันผ้าหลุดลอกในระยะยาว เสร็จแล้วทากาวที่ขอบของชิ้นโลหะแล้วนำกลับไปประกบกับรูปดาวตรงตำแหน่งเดิม นำตัวหนีบผ้ามาหนีบไม่ให้ชิ้นงานขยับหรือเผยอออก ทิ้งไว้ประมาณครึ่งชั่วโมง ก็จะได้พวงกุญแจที่ตกแต่งด้วยผ้าไหมดิ้นทองมาเป็นสมบัติส่วนตัว
ทำเสร็จก็เตร็ดเตร่ไปดูห้องข้างๆ ที่เขาจัดเจ้าหน้าที่มาสาธิตการทอผ้าให้ดู และมีสินค้าหลากหลายวางจำหน่าย ตั้งแต่พวงกุญแจ ที่หนีบเนกไท ไปจนกระเป๋าสตางค์ หรือใครอยากเดินดูภายในบ้านเค้าก็มีเจ้าหน้าที่พาชม โดยเฉพาะสวนด้านหลังนี่สวยมากตามสไตล์ของบ้านญี่ปุ่น
กิจกรรมต่อมาคือ การชงชา เราเดินย้อนกลับขึ้นมาที่สถาบันชา Hizen Tsusen Center ที่สืบทอดวัฒนธรรมใบชามาจากหลวงพ่อ Baisao บ้านเกิดของหลวงพ่ออยู่ที่ซากะนี่แหละ อายุ 11 ขวบ ก็ออกบวชมีฉายาว่า Gekkai Gensho พออายุ 22 ปี จึงได้ออกธุดงค์ผ่าน Chikuzen หรือแถบฟูกุโอกะในปัจจุบัน ไปยังเกียวโตและเอโดะจนไปสิ้นสุดการเดินทางที่เซนได และได้ปฏิบัติธรรมอยู่ที่นั่นเป็นระยะเวลาหนึ่ง ในวัย 33 ปี หลวงพ่อได้มีโอกาสเดินทางไปยังเมืองนางาซากิ
ที่นั่นท่านได้พบกับสหายทางธรรมจากราชวงศ์ชิงของประเทศจีน และได้เรียนรู้เรื่องใบชาในช่วงนั้น จวบจนกระทั่งเวลาผ่านไป 20 กว่าปี หลวงพ่อ Baisao ในวัย 57 ปี ที่ได้สั่งสมความรู้ด้านใบชามานานถึง 2 ทศวรรษ จึงได้เดินทางไปยังเกียวโตและสถาปนา Hizen Tsusen-Tei เพื่อจำหน่ายใบชาในอีก 3 ปีให้หลัง และได้เปลี่ยนฉายาของท่านเป็น Ko Yugai เมื่ออายุ 68 ปี ได้รับการนับถือให้เป็นผู้ทรงภูมิด้านใบชาของเกียวโต จวบจนสิ้นอายุขัยในอีก 20 ปีต่อมา
เอาจริงๆ ตอนแรกที่ผมทราบว่าต้องมาชงชานี่ แอบเบื่อๆ อยู่เล็กน้อย เพราะไปเมืองไหนก็มักจะต้องไปดูพิธีชงชา แต่เมื่อวันก่อนได้ไปย้อมผ้าด้วยใบชามาแล้วยังประทับใจอยู่ คิดว่าการชงชาที่นี่ซึ่งตกทอดมาจากผู้ทรงภูมิด้านใบชาคงมีอะไรที่น่าสนใจอยู่บ้าง พอมาถึงที่สถาบันแล้วบอกได้เลยว่าน่าสนใจมาก อาจเป็นเพราะไม่ได้คาดหวังสักเท่าไหร่เลยสมหวังก็เป็นได้
ทางสถาบันเตรียมอุปกรณ์การชงชาวางไว้บนโต๊ะอย่างสวยงาม ประกอบด้วย กาน้ำชา ถ้วยใส่ใบชา ถ้วยน้ำชา ถ้วยใส่น้ำอะไรไม่ทราบ และถ้วยเปล่าอีกถ้วยที่ไม่ทราบอีกเหมือนกันว่าใช้ทำอะไร พร้อมกระติกน้ำร้อนแบบพกพา นอกจากนี้ยังมีเตาอโรมาลนใบชาให้ทั้งห้องมีกลิ่นชาบางๆ เป็นการกระตุ้นประสาทสัมผัส ซึ่งตัวนี้ผมไม่เคยเจอในที่อื่น เจ้าหน้าที่พาผมมานั่งที่โต๊ะที่มีชุดน้ำชาหลากหลายลายให้เลือกตามชอบ จากนั้นก็ถึงกรรมวิธีการชงชา ชาที่ทางสถาบันจัดไว้ให้คือ Sencha ใบชาเขียวอบไอน้ำแล้วตากแห้ง ซึ่งเป็นชาที่นิยมที่สุดในหมู่คนญี่ปุ่น ขั้นตอนแรกให้เทใบชาที่มีอยู่ประมาณ 3 กรัม ใส่ลงไปในกาน้ำชา (Kyusu) เทน้ำร้อนจากกระติกใส่ถ้วยเปล่า (Yuzamashi) ประมาณ 40 ซีซี พักน้ำไว้สักครู่เพื่อไม่ให้ร้อนจัดจนเกินไปแล้วค่อยรินใส่ลงในกาน้ำชา จับเวลาทิ้งไว้ 90 วินาที แล้วจึงรินใส่ถ้วยชาจนหยดสุดท้าย จะได้น้ำชาที่หอมกรุ่นและรสชาติดีที่สุด ยิ่งทานคู่กับขนมหวานที่ทางสถาบันจัดมายิ่งเพิ่มรสชาติของชาให้โดดเด่นยิ่งขึ้นไปอีก ขมฝาดและหวานอ่อน 2 รสชาติที่ต่างกันสุดขั้ว แต่กลับลงตัวเมื่อกินดื่มร่วมกัน
จากนั้นก็เติมน้ำอีกรอบตามรอยกระบวนการเดิม สำหรับน้ำชากาที่สองยังให้รสชาติ ที่ใกล้เคียงกับกาแรก แต่ไม่มีกาที่สามแล้วนะครับ เพราะน้ำชาจะไม่เข้มข้นเพียงพอ จะทิ้งก็น่าเสียดาย ทางสถาบันเลยคิดค้นวิธีการกินใบชาที่เหลือให้อร่อยขึ้น ด้วยการตักใบชาจากในกามาใส่ลงในถ้วย Yuzamashi แล้วเทน้ำซุปที่ทำจากสาหร่ายคอมบุ (Konbu Dashi) ซึ่งทางสถาบันเตรียมไว้ให้ในถ้วยเล็กที่ตอนแรกผมไม่ทราบว่าคืออะไรนั่นแหละครับ คลุกใบชากับน้ำซุปให้เข้ากันแล้วค่อยๆ กิน ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าใบชากับซุปคอมบุจะอร่อยขนาดนี้ รสขมเฝื่อนของใบชากลับกลมกล่อมขึ้นมาด้วยรสเข้มของน้ำซุป สุดยอดแห่งการผสมผสานมากครับ
จบจากการชง Sencha แล้ว ก็เป็นการสาธิตวิธีชง Matcha คล้ายๆ กับที่เราเห็นตามพิธีชงชาแต่ไม่เป็นทางการเท่า ที่น่าสนใจสำหรับท่านที่ไม่เคยเห็นหรือทราบมาก่อนว่าผงชามาจากไหน ก็สามารถทดลองบดใบชา Sencha ด้วยเครื่องบดหินจนป่นเป็นผงชา แล้วจึงนำมาชงชาสดๆ ให้รสชาติที่เข้มข้น ทานกับขนมญี่ปุ่น Wakashi ช่างดีงาม
ก่อนกลับเราได้ของฝากติดไม้ติดมือมาเยอะมาก ทั้งใบชา ผงชา ผงซุปคอมบุ และขนมญี่ปุ่น เป็นร้านแรกที่ไม่ใช่สินค้าฟุ่มเฟือยแล้วเสียเงินเยอะ ก็ของเค้ามันดีจริงๆ ทำแล้วชิมแล้วจึงกล้าซื้อไปฝากผู้หลักผู้ใหญ่ครับ







