
ค่าแรงของช่วงชีวิตที่หายไป
“ก็มีลูกสาวคนเดียวค่ะ เค้าใฝ่ฝันอยากจะไปทำงานที่เกาหลี” ช้อนน้อยที่กำลังจะตัก “เต้าทึงเย็น”
โดย...ดร.เพียงออ เลาหะวิไลย [email protected]
“ก็มีลูกสาวคนเดียวค่ะ เค้าใฝ่ฝันอยากจะไปทำงานที่เกาหลี” ช้อนน้อยที่กำลังจะตัก “เต้าทึงเย็น” เจ้าดังของอุดรธานีเข้าปากมีอันต้องชะงักเลย (โชคดีจังแฮะ!!! ไม่นึกว่าจะพบแหล่งเก็บข้อมูลเร็วขนาดนี้)
สองสัปดาห์ก่อน “เชกา” ได้เดินทางไปหลายจังหวัดในภาคอีสาน ด้วยสาเหตุ 2 ประการ คือ 1.พา “ออมม่า” (มารดา) ไปเยี่ยมญาติพี่น้องร่วมวิทยาลัยพยาบาลของท่าน ไปพูดให้ใครฟังคงไม่เชื่อแน่ๆ ค่ะ ว่าแม่มีเครือข่ายอยู่ทั่วประเทศ มีพี่มีน้องที่ติดต่อกันอยู่เป็นร้อยแทบทุกจังหวัดทั้งๆ ที่เรียนจบมา 60 กว่าปีแล้ว เพื่อนแม่บางคนต้องให้ลูกอุ้มใส่รถขับมาพบกัน ดูน่ารักและอบอุ่นดี แต่เมื่อเห็นน้องพยาบาลอายุ 20 ต้นๆ ที่เพิ่งเรียนจบมา วิ่งถลาเข้ามากอดแล้วเรียกแม่เราว่า “พี่ขาๆ” นี่สิ มันดูแปลกๆ พิลึก
อย่างไรก็ตาม การที่แม่วัย 80 กว่าของเรายังกระฉับกระเฉง เดินทางไปไหนมาไหนกับเราได้ นี่ถือเป็นบุญอย่างหนึ่งเลยทีเดียวค่ะ ไปอีสานคราวนี้ ลูกหลานจึงได้โอกาสพาแม่ไปวัดป่าในสายพระสงฆ์ครูบาอาจารย์ที่เรานับถืออีกหลายวัด
ส่วนเรื่องที่ 2 นี่เป็นการไปสำรวจ “ธุรกิจโรงเรียนสอนภาษาเกาหลีเพื่อสอบขึ้นทะเบียนคนหางานไปเกาหลี” ตามข้อตกลง จี2จี ระหว่างไทยกับเกาหลีเรื่องการจัดส่งแรงงาน ภารกิจนี้มีจุดหมายอยู่ที่อุดรธานี เนื่องจากได้ยินมาว่าที่นั่นมีโรงเรียนสอนภาษาเกาหลีเปิดกันมากมายราวดอกเห็ด และสถิติก็โชว์ว่าชาวอุดรฯ กับจังหวัดอีสานตอนบน พากันไปทำงานที่เกาหลีจำนวนมากโดยสอบผ่านความสามารถทางภาษาเกาหลีตามระบบ EPS (Employment Permit System) ซึ่งการไปทำงานในระบบนี้จะได้รับความคุ้มครองจากกระทรวงแรงงานทั้งสองประเทศ
ทั้งนี้ แรงงานไทยรุ่นก่อนๆ คงไปทำชื่อเสียงที่ดีไว้ แรงงานไทยจึงได้รับความนิยม ส่วนแรงจูงใจที่ทำให้พี่น้องไทยเดินทางจากบ้านเกิดไปขายแรงงานไกลขนาดนั้น ส่วนใหญ่แล้วคงมิใช่อื่นใด นอกจากเรื่อง “ค่าตอบแทน” ที่คุ้มค่า ส่วนคนหนุ่มสาวอาจมีแรงจูงใจมากกว่าเรื่องค่าแรง เช่น ลูกสาวของแม่ค้าหน้าหวานเจ้าของร้านเต้าทึงโบราณรุ่นที่ 3 นั้น คงเป็นไปตามกระแสนิยมเกาหลี และจินตนาการของคนหนุ่มสาวที่ต้องการออกผจญภัยในโลกกว้าง!
ทว่า ในความเป็นจริง งานที่เปิดให้ทำได้มีไม่กี่ประเภท เช่น งานในโรงงานอุตสาหกรรม งานก่อสร้าง ประมง และการเกษตร เป็นงานหนักๆ ทั้งนั้น ไม่มีเบาสบาย การทำงานกับชาวเกาหลีก็ต้องใช้ความอดทนมาก นายจ้างเกาหลีส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยนิยมเลือกแรงงานหญิงค่ะ ดูจากจำนวนคนที่สอบขึ้นทะเบียนได้ในหมวดงานโรงงานอุตสาหกรรม ปีที่ผ่านมามีคนตกค้างยังไม่ได้ถูกเลือก เป็นชาย 900 กว่าคน แต่หญิงมีถึง 3,000 กว่าคนแน่ะ สิ้นเดือนนี้เห็นว่ามีคนผ่านกระบวนการทุกอย่างเสร็จสิ้น จะเดินทางไปทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม 110 คน เป็นผู้หญิงเพียง 7 คนเองค่ะ
พูดถึงค่าแรงในเกาหลี ถือว่าอยู่ในอัตรา ที่สูงมากเมื่อเทียบกับไทย เพียงแค่อยู่ห่างบ้านไประยะ 5 ชั่วโมงบิน หากทำงานอยู่อีสานบ้านเรา แรงงานไร้ฝีมือธรรมดาอาจได้ค่าจ้างเดือนละ 9,000-1.2 หมื่นบาท แต่ที่เกาหลีจ่ายเท่ากับ “ค่าแรงขั้นต่ำตามกฎหมาย” คำนวณเป็นเงินไทยแล้วอยู่ในราว 3.5-3.7 หมื่นบาท/เดือน (ทำงาน 44 ชั่วโมง/สัปดาห์) โดยนายจ้างจัดหาที่พักและอาหารให้ด้วย ถ้าอยู่อย่างประหยัดแม้จะต้องอยู่อย่างไร้ตัวตนในสังคม แต่ก็จะมีเงินเหลือกลับบ้านค่ะ
ทว่า ไม่ใช่ว่าทุกคนที่ไปทำงานในเกาหลีแล้วจะมั่งมีกลับมา ยกตัวอย่างชีวิตจริงของน้องคนหนึ่งที่เคยไปทำงานที่เกาหลีมาหลายปี เราเจอกันที่บริษัทเกาหลีในไทย เธอมาทำงานเป็นล่ามเพราะภาษาเกาหลีของเธอเก่งระดับเถียงแม่ค้าได้สบายๆ แต่ชีวิตเธอเหมือนนิยายที่ดราม่าสุดๆ หากไม่รู้จักตัวจริงใครมาเล่าก็คงไม่อยากจะเชื่อค่ะ เธอไม่เคยคิดว่าจะไปทำงานไกลบ้าน แต่หลังจากหย่ากับสามีและมีลูกติด 1 คนที่ต้องส่งเสีย เธอจึงตัดสินใจไปทำงานที่เกาหลีตามเพื่อน เมื่อไปทำงานได้สักพักก็ได้พบรักกับหนุ่มเกาหลี อยู่กันได้ 4-5 ปี มีลูกครึ่งไทย-เกาหลี 2 คน ก็เลิกราไป เธอต้องออกมาทำงานหาเงินเอง จึงได้ส่งลูกๆ มาอยู่กับยายที่เมืองไทย เพราะสามีเกาหลีไม่รับผิดชอบส่งเสียเลย ไม่นานนักก็ได้พบสามีคนที่ 3 เป็นหนุ่มไทยไปขายแรงงานที่นั่น เมื่อมีลูกจึงได้ตัดสินใจกลับมาอยู่ไทยถาวร เพราะลูกทั้ง 4 คนต้องการแม่ เงินก็ได้มีพอสมควรแล้ว กลับมาทำสวนพออยู่ได้ สามีคนที่ 3 ก็เลิกกันโดยปริยาย แต่โชคร้ายกระหน่ำซ้ำ “ลูกคนเล็กเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง” เสียค่ารักษาพยาบาลเยอะ เธอจึงต้องออกมาทำงานที่บริษัทเกาหลีซึ่งไม่ไกลจากบ้านนัก
แม่คนเดียวหาเลี้ยงลูกที่กำลังโตถึง 4 คน ไม่พอกิน ไม่นานมานี้เธอจึงพยายามจะกลับไปทำงานที่เกาหลีอีกครา ต้องทิ้งลูกหายตัวไปอีกครั้ง คราวนี้เธอสามารถติดต่อกับอดีตสามีชาวเกาหลีได้ และเขาก็ยินดีจะรับรองให้ว่าเป็นภรรยาเพื่อจะได้กลับไปทำงานที่เก่าโดยไม่ต้องผ่านการคัดเลือกจากนายจ้างใหม่ที่ไม่รู้จัก หรืออาจต้องไปเมืองที่ไม่เคยอยู่ หรืออยู่ๆ นายจ้างอาจเลิกกิจการ เพราะปีนี้เศรษฐกิจเกาหลีชะลอตัวลงมากจนน่ากังวล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกรมสรรพากรเกาหลีออกมาเผยว่า เอสเอ็มอีที่เปิดใหม่ในปี 2014 มีผู้อยู่รอดเกิน 1 ปี เพียงแค่ 31% เท่านั้น อีก 69% ตายเรียบ เป็นสถานการณ์ที่คาดเดาได้ยากจริงๆ ค่ะ
(อ่านต่อฉบับหน้า)







