posttoday
เสือตัวใหญ่ของ คสช.

เสือตัวใหญ่ของ คสช.

29 มกราคม 2560

คสช.คงจะต้องขี่เสือขี้โรคตัวใหญ่ไปอีกนานมีผู้รู้หลายคนบอกกล่าวในสื่อต่างๆ ทั้งสื่อหลัก คือ หนังสือพิมพ์ วิทยุ และทีวี

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

คสช.คงจะต้องขี่เสือขี้โรคตัวใหญ่ไปอีกนานมีผู้รู้หลายคนบอกกล่าวในสื่อต่างๆ ทั้งสื่อหลัก คือ หนังสือพิมพ์ วิทยุ และทีวี และสื่อรอง (ที่น่าจะเป็นสื่อหลักในทุกวันนี้ไปแล้ว) คือ โซเชียลมีเดีย หรือสังคมออนไลน์ต่างๆ ว่า ไม่ว่าจะมีเลือกตั้งเมื่อใด นายกรัฐมนตรีคนต่อไปก็ยังจะต้องเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นี้อยู่ดี

เหตุผลที่เขาเชื่อกันอย่างนั้นพอจะประมวลได้ 3 เรื่อง คือ

เรื่องแรก ภาระที่ต้องรับผิดชอบต่อปัญหาของบ้านเมือง ทั้งที่ได้ทำการรัฐประหารมา ที่กำลังเผชิญอยู่ และที่จะต้องเผชิญต่อไปทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ทั้งนี้ทหารได้อ้างเหตุในการทำรัฐประหารเมื่อ 22 พ.ค. 2557 ว่าต้องการที่จะสร้างความปรองดอง จากความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2548 ซึ่งขณะนี้ความปรองดองดังกล่าวก็ยังไม่เกิดขึ้น ถึงขั้นที่ต้องตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อความปรองดองที่ย่อว่า ป.ย.ป.นั้นขึ้นมา โดยในระยะสั้นจะให้มีการลงสัตยาบันและทำ MOU ระหว่างคู่ขัดแย้งให้ได้โดยเร็ว (ในช่วงแรกกำหนดกรอบเวลาไว้ 3 เดือน) และในระยะยาว คสช.ตั้งเป้าว่าจะบรรลุผลโดยสมบูรณ์ (สังคมการเมืองปราศจากความขัดแย้ง?) ภายในเวลา 60 ปี!

เรื่องต่อมา ภารกิจในการปฏิรูปประเทศและ “สร้าง” ประชาธิปไตย ที่เป็นโรดแมปและยุทธศาสตร์ของทหารคณะนี้ ที่อาจจะจำเป็นต้องสร้างเพื่อวางแนวทางในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศให้ต่อเนื่อง และที่อาจจะ “พยายาม” สร้างเพื่อการ “เฝ้าระวัง” และคอย “ค้ำจุน” ระบบนี้ ภายใต้กรอบความเชื่อที่สังคมส่วนหนึ่งได้ร่วมกำหนดขึ้น ที่ว่านักการเมืองนั้นชั่วช้าเลวทราม ไม่อาจให้เข้ามาทำงานการเมืองอีกต่อไป ในขณะที่สังคมส่วนนั้นอีกเช่นกันที่เห็นว่า ทหารมีความน่าเชื่อถือ มีความเด็ดขาด ที่สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าว (โดยเฉพาะการจัดการกับนักการเมืองชั่วๆ) นั้นได้ จึงควรให้เวลาแก่ทหารอย่างเต็มที่

เรื่องสุดท้าย “วัฒนธรรมทหาร” ในสิ่งที่เรียกว่า “ไม่มีสถาบันใดที่จะปกป้องอธิปไตยของชาติได้ดีเท่าทหาร” ที่สร้างสมมาเป็นเวลาหลายร้อยปี ยิ่งในยุคหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยที่ล้มลุกคลุกคลาน นอกจากอธิปไตยที่ทหารต้องปกปักนั้นแล้ว ยังรวมถึง “ประชาธิปไตย” ที่ทหารได้ถือสิทธิเข้ามาดูแล “รักษา” อย่างหวงแหนเสมอมามากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งมีบางคนกล่าวว่าประเทศไทยนี้มีการปกครองแบบที่เรียกว่า “ระบอบประชาธิปไตยภายใต้กำกับของกองทัพ” หรือในความหมายที่ชนชั้นนำของไทยที่มีอำนาจร่วมกับทหารเรียกว่า “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ”

ผู้เขียนเชื่อว่า คสช. โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ไม่อยากที่จะอยู่ในอำนาจให้นานนัก (อย่างที่ท่านได้แต่งเพลงให้พวกเราฟังจนชินหูว่า “เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน...”) แต่ด้วยภารกิจที่ “ล็อกคอ” ตามเหตุผลเรื่องแรกข้างต้น ทำให้ท่านต้อง “อดทนอยู่” ด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว อย่างที่มีสำนวนว่า “กลืนเลือด” ร่วมกับเหตุผลในเรื่องที่สองที่สังคมบางส่วนยังมีความคาดหวังต่อทหารนั้น “สูงมาก” จึงพยายามที่จะ “ดันหลัง” ทหารให้ “สู้ต่อไป” ในขณะที่ทหารเองก็คงจะสู้มาอย่างเต็มที่ แบบ “หลังพิงฝา” แต่บังเอิญฝาที่พิงนั้นยิ่งผลักดันทหารให้ออกเผชิญหน้า กลายเป็นเกม “ชักเย่อ” ที่น่าอึดอัดเป็นอย่างยิ่ง เพราะไม่อาจจะมองเห็นผลแพ้ชนะ ในขณะที่ผู้เล่นคือทหารกับนักการเมืองก็อยู่ในภาวะ “กระอักกระอ่วน” ทั้งสองฝ่าย ท่ามกลางผู้ชมที่แบ่งเป็นฝักฝ่ายและถือหาฝ่ายของตนนั้นอย่างแข็งขัน

ภาวะความขัดแย้งของความคาดหวังนี้ Samuel Huntington นักรัฐศาสตร์อเมริกันร่วมสมัย (ค.ศ. 1927-2008) เปรียบเทียบว่าเป็นเหมือน “กาต้มน้ำเดือด” (The Boiling Pot) โดยอธิบายว่า ความคาดหวังของสังคมนั้นก็เหมือนน้ำที่เดือดอยู่ในกา ย่อมมีความพลุ่งพล่านดิ้นรนวุ่นวาย ในขณะที่ระบบการเมืองคือ “ฝากา” ที่จะ “ระบายไอเดือด” ให้แก่สังคม ซึ่งระบบการเมืองที่ดีจะต้องมีความยืดหยุ่น นั่นก็คือการมีระบบการเมืองแบบประชาธิปไตยที่มีความยืดหยุ่นสูง ก็น่าจะทำให้สังคมอยู่ในภาวะสมดุล คือจัดการความวุ่นวายนั้นได้ดีกว่า อย่างไรก็ตามตามแนวคิดของ Huntington นี้ก็มีปัญหาในบางพื้นที่ อย่างเช่นในประเทศที่กำลังพัฒนา ยกตัวอย่าง อย่างที่เกิดขึ้นในประเทศไทย อันเป็นผลมาจากสังคมไทยส่วนใหญ่ชอบละเมิดกติกา หรือไม่ยึดมั่นในระบบนิติรัฐ ไม่เพียงแต่ที่เป็นอยู่ในกลุ่มประชาชน แต่ในหมู่ผู้นำเองก็มีการละเมิดกันเป็นปกติ ทั้งในฝ่ายที่ทำรัฐประหารและฝ่ายที่มาจากการเลือกตั้ง อันนำมาซึ่งความขัดแย้งอย่างยืดเยื้ออย่างที่เป็นอยู่

คสช.กำลังเผชิญภาวะ “ขี่เสือ” ที่ไม่ใช่เสือแบบปกติ ที่มีลวดลายสวยงามอย่างที่เรารู้จัก แต่เป็นเสือที่มีปัญหาสลับซับซ้อน หรือมีลวดลายผสมปนเป ทั้งยังมีหน้าตาน่ากลัว ด้วยเหตุที่ความร้าวฉานที่ยังคงมีอยู่ในสังคมไทยอย่างฝังลึก บางท่านก็เรียกเสือตัวนี้ว่า “เสืออมโรค” เพราะมีปัญหาบ่มเพาะมาเป็นเวลานาน หมอไม่รู้กี่หมอก็รักษาไม่หาย (บ้างก็ว่าหมอบางคนอาจจะ “เลี้ยงไข้” หรือเปล่า) แต่กระนั้นเสือตัวนี้ก็เติบโตตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ด้วยปัญหาที่พอกพูนเพิ่มขึ้นนั้น

ปัญหา “เสือขี้โรคแต่ตัวใหญ่” ที่หมายถึงระบบการเมืองที่มีปัญหามากและเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นี้ นักรัฐศาสตร์ของไทยได้เคยนำเสนอเป็นแนวคิดไว้ตั้งแต่ในยุคปฏิรูปการเมืองรอบแรก (ปี 2535-2540) ในการสัมมนาทางวิชาการรัฐศาสตร์ในช่วงนั้นในปีหนึ่งว่า ให้เปลี่ยนหมอที่จะมารักษาโรคนั้นเสีย จากทหารนักการเมืองมาเป็นประชาชน อันเป็นที่มาของ “การเมืองภาคประชาชน” ตามรัฐธรรมนูญ ปี 2540

แต่ก็ไม่สำเร็จ ต้องพึ่งหมอกลุ่มเดิมๆ อยู่นั่นเอง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท