posttoday
ธปท.กับภารกิจลดค่าต๋งแบงก์

ธปท.กับภารกิจลดค่าต๋งแบงก์

02 กันยายน 2553

ธปท.ตั้งท่าปรับโครงสร้างการคิดค่าธรรมเนียมในบริการทางการเงินของระบบธนาคารพาณิชย์ให้เหมาะสมมานานพอสมควร กระทั่งในปีนี้ ได้กำหนดแผนกลยุทธ์ระบบการชำระเงินขึ้น....

ธปท.ตั้งท่าปรับโครงสร้างการคิดค่าธรรมเนียมในบริการทางการเงินของระบบธนาคารพาณิชย์ให้เหมาะสมมานานพอสมควร กระทั่งในปีนี้ ได้กำหนดแผนกลยุทธ์ระบบการชำระเงินขึ้น....

โดย – พรสวรรค์ นันทะ

ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ตั้งท่าปรับโครงสร้างการคิดค่าธรรมเนียมในบริการทางการเงินของระบบธนาคารพาณิชย์ให้เหมาะสมมานานพอสมควร กระทั่งในปีนี้ ได้กำหนดแผนกลยุทธ์ระบบการชำระเงินขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการทางการเงินมากขึ้น ภายใต้อัตราคาธรรมเนียมที่ เหมาะสม

รวมทั้ง ให้มีการพัฒนาระบบการชำระเงินให้ทันสมัยขึ้น ภายใต้ระบบที่ปลอดภัยได้มาตรฐานสากล เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้ระบบชำระเงินผ่านทางอีเล็กทรอนิกส์มากขึ้น ลดสัดส่วนการใช้เงินสดลง ภาระต้นทุนในการจัดการเงินสดของผู้ประกอบการและธนาคารพาณิชย์จะได้ต่ำลง

โดยธปท.หวังว่าเมื่อต้นทุนการจัดการของธนาคารพาณิชย์ต่ำลงแล้ว ค่าบริการที่ธนาคารจะไปคิดกับลูกค้าผู้บริโภคจะถูกลงตามไปด้วย

ธปท.กับภารกิจลดค่าต๋งแบงก์ ภาพประกอบข่าว

จากเป้าหมายดังกล่าวทำให้ธปท.เพียรพยามแสวงหาความร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์มากขึ้นมาอย่งต่อเนื่อง ไม่ว่าจะผ่านทางคณะกรรมการระบบชำระเงิน(กรช.) ที่มีอำนาจหน้าที่ ดูแลระบบการชำระเงินของประเทศโดยตรง ตามกฎหมายธปท. มาตั้งแต่ปี 2551 ซึ่งมี นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธปท.เป็นประธาน และมีนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ว่าที่ผู้ว่าธปท.คนใหม่ เป็นกรรมการด้วย

ดังนั้น คณะกรรมการชุดนี้ จึงถือเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันนโยบายให้บรรลุเป้าหมายเรื่อยมา เนื่องจากในคณะกรรกมารชุดนี้ยังมีคณะกรรมการย่อย ที่มีกรรมการจากหลายฝ่ายอีกหลายชุดมาร่วมทำงานด้วย 

ภารกิจนี้ คณะทำงานที่เกี่ยวข้อง ระบุว่า นางธาริษา ต้องการให้บรรลุเป้าหมายในสมัยที่ตัวเองเป็นผู้ว่าการ จะได้ไม่เป็นภาระของผู้ว่าการธปท.คนใหม่ คือ ก่อนสิ้นเดือนก.ย.ปีนี้

ความตั้งใจดังกล่าวของผู้ว่าการธปท. ส่งผลธปท.มีการผลักดันเจรจาร่วมกับผู้บริหารธนาคารพาณิชย์มาอย่างต่อเนื่อง เมื่อวันที่ 20 ก.ค. ได้ประชุมคณะทำงานต้นทุนและค่าธรรมเนียมการให้บริการชำระเงินของธนาคารพาณิชย์ (ทตน.) ซึ่งมีตัวแทนธนาคารพาณิชย์หลายแห่งร่วมเป็นกรรมการอยู่ด้วย แต่ครัง้นั้นก็ไม่สามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้

ทำให้นางธาริษา นัดหารือกับผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ ในวันที่ 9 ก.ย.นี้ อีกครั้ง เพื่อสรุปหลักเกณฑ์การปฎิบัติ ที่ธปท.อยากให้เกิดเป็นรูปธรรม ภายในปีนี้หรือไม่เกินต้นปีหน้า ในเรื่องให้ยกเลิกการเก็บค่าธรรมเนียมข้ามเขต พร้อมกับรับฟังความเห็นจากธนาคารพาณิชย์เพิ่มเติมด้วย

ด้าน นางอัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการ ด้านบริหาร ธปท. ในฐานะรองประธาน กรช. เองเปิดเผยว่า การดำเนินการในเรื่องการดูแลอัตราค่าธรรมเนียมให้เหมาะสม โดยเฉพาะในเรื่องการคิดค่าธรรมเนียมข้ามเขตนั้น ขณะนี้ธปท.ได้ข้อสรุปในหลักการปฏิบัติเรียบร้อยแล้ว เหลือแค่เชิญธนาคารพาณิชย์มาหารือและรับทราบแนวทางในการปฏิบัติอีกรอบเท่านั้น คาดว่าไม่น่าจะมีปัญหา น่าจะหาข้อสรุปในการทำงานร่วมกันกับธนาคารพาณิชย์ได้

ทั้งนี้ หากธปท.เจรจากับธนาคารพาณิชย์สำเร็จ ต่อไปค่าธรรมเนียมข้ามเขตตามรายละเอียดดังนี้ธนาคารทุกแห่งก็ไม่สามารถเรียกเก็บจากลูกค้าได้

อาทิ ค่าธรรมเนียมเช็คข้ามเขต หมื่นละ 10 บาท ขั้นต่ำ 10 บาท/ครั้ง ค่าฝากและถอนข้ามเขตหมื่นละ 10 บาท แต่คิดค่าธรรมเนียมเบื้องต้นครั้งละ 10-30 บาท สูงสุดคิด 1,000 บาท หรือบางธนาคารคิดค่าธรรมเนียมสูงสุดไม่จำกัด

ค่าธรรมเนียมโอนเงินระหว่างบัญชีออมทรัพย์และกระแสรายวันอัตโนมัติ ที่ปัจจุบันคิดค่าธรรมเนียมเฉลี่ยที่ 10-50 บาทต่อครั้ง หรือคิดตามวงเงิน

ค่าธรรมเนียมการโอนเงินข้าบัญชีข้ามธนาคาร คิดค่าธรรมเนียม ในกรณีไม่เกิน 1 แสนบาท คิด 12 บาท มากว่า 1 แสนบาทแต่ไม่เกิน 5 แสนบาทคิด 40 บาท และมากกว่า 5 แสนบาท แต่ไม่เกิน 2 ล้านบาท คิด 100 บาท 

และค่าธรรมเนียมโอนเงินข้ามเขตผ่านตู้เอทีเอ็ม กรณีไม่เกิน 1 หมื่นบาทคิด 25 บาท/ครั้ง  ถ้าเกิน 1 หมื่นบาท คิด 35 บาท/ครั้ง เป็นต้น

ขณะเดียวกัน ถ้าแผนการพัฒนาระบบการชำระเงินปีนี้ ที่หวังจะจัดตั้งระบบเคลียร์ริงเงินภายในประเทศ (Local switching) ด้วยนั้น สามารถตั้ง Local switching ได้สำเร็จ ต่อไปการโอนชำระเงินก็สามารถเกิดขึ้นในประเทศได้ ทันที การชำระเงินค่าสินค้าและบริการต่างๆก็ไม่จำเป็นต้องโอนเงินออกไปต่างประเทศ เพื่อให้เจ้าของระบบการชำระเงินในต่างประเทศอย่าง วีซ่า หรือมาสเตอร์ คิดค่าธรรมเนียมการเคลียร์ริง ที่คิดกันในอัตราเฉลี่ยที่ 1.2-1.8% ได้อีก

ช่วยให้ค่าธรรมเนียมในการชำระเงินผ่านบัตรเครดิต บัตรเดบิต ที่ลูกค้าใช้ชำระค่าสินค้าและบริการในประเทศสะดวกขึ้น ค่าบริการถูกลงและสะดวกมากขึ้นด้วย

เพราะถ้า Local switching เกิดได้ ต่อไปลูกค้าผู้ถือบัตรที่ซื้อสินค้าและบริการที่ร้านค้าได้สะดวกขึ้น ไม่ว่าลูกค้าจะถือบัตรของธนาคารใดก็ตาม เพราะต่อไปร้านค้าสามารถมีเครื่องรับรูดบัตรเครดิตส่วนกลาง (เนชันแนล อีดีซี) เพียงเครื่องเดียว ก็สามารถเคลียร์เงินได้กับทุกธนาคาร และยังสามารถโอนชำระหักบัญชีระหว่างกันได้รวดเร็วภายในประเทศเลย ไม่จำเป็นต้องมีเครื่องรับบัตรหลายเครื่องรับบัตรของธนาคารใดธนาคารหนึ่งอย่างในปัจจุบัน ไม่ต้องโอนเงินไปชำระกันในต่างประเทศเหมือนในปัจจุบัน

แน่นอน ....ผลที่ตามมาคือ ลูกค้าสะดวกขึ้น ที่สำคัญไม่ต้องถูกชาร์ท หรือ ถูกคิดค่าธรรมเนียมการใช้บัตร ที่ปัจจุบันร้านค้าส่วนใหญ่จะคิดกับลูกค้าเฉลี่ยที่ 3-5% ด้วย เพราะร้านค้าที่รับบัตรไม่มีต้นทุนเพิ่ม จากการที่ธนาคารเจ้าของบัตรคิดค่าธรรมเนียมการเคลียร์ริงตรงนี้ ร้านเองก็ได้รับเงินจากธนาคารเจ้าของบัตร ที่จ่ายแทนลูกค้าได้ง่ายขึ้น ขณะที่ธนาคารเจ้าของบัตรที่จ่ายค่าสินค้าและบริการให้ลูกค้าก่อน ก็ไม่มีภาระจากการที่ถูกบริษัทวีซ่าหรือมาสเตอร์คิดค่าธรรมเนียมในส่วนนี้ ส่งผลดีหลายต่อ

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ ธปท.จะตัดสินใจจัดตั้ง Local switching ในประเทศไทยเองให้สำเร็จ ธปท.ก็ต้องมาดูก่อนว่า ต้นทุนที่ลดลงไปแล้วนั้น ทางธนาคารพาณิชย์จะลดค่าธรรมเนียมในส่วนนี้ให้ร้านค้าได้ในอัตราเท่าไร และร้านค้าเองจะลดค่าธรรมเนียมส่วนนี้ให้ลูกค้าได้มากแค่ไหนด้วย เพราะถึงที่สุดแล้วถ้าทำ Local switching ได้แต่ค่าธรรมเนียมที่ผู้บริโภคจ่ายไม่ถูกลง ก็ไม่รู้จะทำไปทำไม เพราเท่ากับส่งเสรมให้ธนาคารมีกำไรจากส่วนนี้มากขึ้นเท่านั้น

ท้ายที่สุด ธปท.จะดำเนินการให้ธนาคารพาณิชย์ ลดค่าธรรมเนียมรายได้ลงได้มากน้อยเพียงไร มาตรการยกเลิกค่าธรรมเนียมข้ามเขตทุกประเภทจะเกิดได้จริงหรือไม่ ในสมัยของ นางธาริษา ผู้ว่าการหญิงคนแรกของประเทศไทย ที่จะหมดวาระลงในสิ้นเดือนก.ย.ปีนี้ ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท