
ท่องยุโรป… เมืองน่าอยู่และวิถีแห่งความสุข
นอร์เวย์ เดนมาร์ก และเยอรมนี เป็น3 ประเทศที่ติดอันดับต้นๆ สำหรับประเทศน่าอยู่ของโลก ซึ่งทีมงานโลก 360 องศา
โดย...ทีมงาน โลก 360 องศา facebook : โลก 360 องศา youtube : โลก 360 องศา
นอร์เวย์ เดนมาร์ก และเยอรมนี เป็น3 ประเทศที่ติดอันดับต้นๆ สำหรับประเทศน่าอยู่ของโลก ซึ่งทีมงานโลก 360 องศา ได้มีโอกาสเดินทางเข้าไปสัมผัสมาแล้ว พบหลากหลายแง่มุมที่ทั้ง 3 ประเทศ มีความคล้ายคลึงกัน ซึ่งนั่นน่าจะเป็นองค์ประกอบสำคัญที่เป็นกุญแจไขไปสู่ความสำเร็จของการสร้างสังคมที่น่าอยู่ และความสุขของผู้คนในประเทศเหล่านี้
สำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nation Development Program) ได้จัดทำดัชนีการพัฒนามนุษย์ (HDI : Human Development Index) ขึ้น โดยมี 3 หมวดหลักที่สำคัญ คือ รายได้ประชาชาติมวลรวมต่อหัว การใช้ชีวิตอย่างยืนยาวและมีสุขภาพที่ดีและการเข้าถึงความรู้ และหมวดที่ 3 คือ การมีมาตรฐานชีวิตที่ดี
“นอร์เวย์” มีคะแนนรวมจากดัชนีทั้ง 3 หมวดหลัก เป็นอันดับหนึ่งของโลก โดยชาวนอร์เวย์มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวอยู่ที่ 69,296 เหรียญสหรัฐ/ปี หรือคิดเป็นเงินบาทตกอยู่ที่ประมาณ 2.5 ล้านบาท
ประเทศนอร์เวย์ มีรายได้หลักมาจากการส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก ขณะที่รายได้จากอุตสาหกรรมอื่นๆ รองลงไป เช่น ประมง ป่าไม้ เหมืองแร่ และอุตสาหกรรมต่อเรือ ซึ่งนอร์เวย์จัดเป็นประเทศที่มีรายได้สูง ทั้งจากการส่งออกและการเก็บภาษีในอัตราที่ค่อนข้างสูง ทำให้รัฐมีงบประมาณมาสนับสนุนภาคบริการประชาชน เพื่อเป็นหลักประกันทางสังคม ทั้งการรักษาพยาบาล การศึกษา และเงินบำนาญ ส่งผลให้คุณภาพชีวิตของชาวนอร์เวย์ด้านต่างๆ ดีตามไปด้วย เช่น อัตราเสียชีวิตของทารกแรกเกิดในนอร์เวย์อยู่ที่ 2 คน ใน 1,000 คน จัดเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดในโลก ขณะที่อายุขัยเฉลี่ยของประชากรอยู่ที่ 81 ปี ถือว่าค่อนข้างสูง
ประชากรของนอร์เวย์มีประมาณ 5 ล้านคน โดยผู้คนส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ทางตอนล่างของประเทศ โดยเฉพาะในกรุงออสโล เมืองหลวงของประเทศ จะมีประชากรอาศัยอยู่ 6.5 แสนคน “กรุงออสโล” นอกจากจะเป็นเมืองหลวงแล้วยังเป็นศูนย์กลางธุรกิจของประเทศ และเป็นเมืองเศรษฐกิจชั้นนำอีกแห่งหนึ่งของโลกด้วย
แม้ว่านอร์เวย์จะเป็นประเทศที่ร่ำรวย แต่ผู้คนก็ยังคงมีชีวิตที่เรียบง่าย ไม่ใช้ชีวิตหรูหรา ฟุ่มเฟือย
ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะระบบภาษีที่จัดเก็บในอัตราค่อนข้างสูง รวมทั้งเป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์ผ่านช่วงเวลาของความยากลำบากมาก่อน ปัจจุบันจึงมีชาวต่างชาติย้ายถิ่นฐานเข้ามาอยู่ในนอร์เวย์จำนวนมาก ตัวเลขสูงถึงร้อยละ 14 ของประชากร ส่วนใหญ่มาจากโปแลนด์ สวีเดน โซมาเลียและลิทัวเนีย รวมทั้งคนไทยก็มีไม่น้อยเช่นกัน โดยเฉพาะหญิงไทยที่แต่งงานกับสามีชาวนอร์เวย์ หนุ่มนอร์เวย์ชอบสาวไทยเพราะอ่อนหวาน เอาใจเก่ง ทำกับข้าวอร่อย ผิดกับสาวนอร์เวย์
แม้นอร์เวย์จะเป็นประเทศที่น่าอยู่ แต่ค่าครองชีพก็สูงอันดับต้นๆ ของโลกเช่นกัน โดยเฉพาะราคาที่อยู่อาศัยจะมีราคาแพงมาก ขณะที่งานก็หายากเช่นกัน
แม้จะเป็นประเทศที่ดูเล็กๆ มีประชาชนไม่ถึง 6 ล้านคน แต่ผู้คนกลับมีความสุขที่สุดในโลก คงต้องยกให้ “เดนมาร์ก” โดยเมื่อปี 2016 ที่ผ่านมา รายงานความสุข ที่เรียกว่า World Happiness Report ได้ยกให้เดนมาร์กเป็นประเทศที่คนมีความสุขที่สุด พิจารณาโดยรวมจากรายได้มวลรวมของประเทศ การสนับสนุนกิจการทางสังคม อายุขัยเฉลี่ย อิสระในการใช้ชีวิต ความเอื้อเฟื้อกันในสังคม และระดับการคอร์รัปชั่น
เดนมาร์กเป็นรัฐสวัสดิการเต็มรูปแบบ ผู้คนมีหลักประกันในชีวิตที่ดีแทบทุกด้าน สาเหตุที่รัฐสามารถดูแลประชาชนได้เป็นอย่างดี ก็เพราะเดนมาร์กเก็บภาษีในอัตราที่สูง เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่มเก็บในอัตรา 25% ขณะที่ประเทศไทยเก็บที่ 7% นอกจากนั้น รัฐยังมีรายได้จากภาษีในช่องทางอื่นๆ อีก
คนส่วนใหญ่ยินดีจ่ายภาษี เพราะมั่นใจว่าภาษีเหล่านั้นจะกลับคืนมาสู่สังคมอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย โดยพบว่าเดนมาร์กมีอัตราการคอร์รัปชั่นที่ต่ำ ทำให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
ชาวเดนมาร์ก ใช้ชีวิตเรียบง่าย อ่อนน้อมถ่อมตน มีอิสระในการใช้ชีวิต ไม่มีมาตรฐานของสังคมมาเป็นตัวกำหนดให้ต้องแข่งขันกันเหมือนสังคมไทย ที่วัดความสำเร็จ หรือยกย่องกันด้วยเปลือกนอก อย่างสถาบันการศึกษาที่เรียน อาชีพการงาน หรือแม้แต่ยี่ห้อรถยนต์ที่ใช้ ความสำเร็จในชีวิตของชาวเดนมาร์ก คือ การค้นพบว่าจะอยู่อย่างไรให้มีความสุขแบบไม่ฟุ้งเฟ้อ ในเมืองหลวงของเดนมาร์ก อย่างกรุงโคเปนเฮเกน นอกจากบนท้องถนนจะไม่มีรถยนต์หรูหราแล้ว ผู้คนกว่าครึ่งนิยมใช้จักรยาน ทั้งช่วยลดมลภาวะ ดีต่อสุขภาพ และที่สำคัญ คือ ทำให้เป็นเมืองที่น่าอยู่
คนเดนมาร์กมีหลักการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ที่เรียกว่า H-Y-G-G-E ซึ่งในภาษาเดนนิส จะออกเสียงว่า “ฮู๊กกก-เกอะ” แต่ก็มีคนไทยนำมาออกเสียงว่า “ฮูกา” หรือ “ฮูก้า” หลักการง่ายๆ คือ เริ่มต้นจากการหาวิธีการใช้ชีวิตง่ายๆ ให้มีความสุข ภายใต้อากาศอันหนาวเหน็บ เนื่องจากเดนมาร์กมีฤดูหนาวที่ยาวนาน ผู้คนส่วนใหญ่ไม่ได้มีกิจกรรมกลางแจ้งให้สนุกสนานกันมากนัก การนั่งอยู่หน้าเตาผิง ห่มผ้า หรือสวมเสื้อกันหนาวอุ่นๆ นั่งอ่านหนังสือ ดูทีวี หรือพูดคุยกับครอบครัว ภายใต้แสงเทียน พร้อมกับจิบเครื่องดื่มอุ่นๆ ไปด้วยกัน คือ ตัวอย่างหนึ่งของฮู๊กกก-เกอะ ซึ่งเป็นวิถีที่เรียบง่ายคล้ายกับหลักเศรษฐกิจพอเพียงเช่นกัน
อีกประเทศที่แม้จะแตกต่างจาก 2 ประเทศข้างต้น เพราะจัดเป็นประเทศยักษ์ใหญ่ของยุโรป แต่ผู้คนก็มีความสุขเช่นกัน นั่นก็คือ “เยอรมนี” ประเทศที่ขึ้นชื่อว่ามีความทันสมัยทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี มีคนที่มีประสิทธิภาพและมีการคอร์รัปชั่นต่ำ แม้เยอรมนีจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรม แต่ก็เอาใจใส่ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไปด้วย ทำให้เป็นประเทศที่ทันสมัย แต่ไม่ละทิ้งหรือทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เมืองมีความสะอาด เป็นระเบียบ ไม่วุ่นวาย โดยเฉพาะในกรุงเบอร์ลิน ชาวเยอรมนีก็นิยมใช้จักรยานเป็นพาหนะเช่นเดียวกัน
ชาวเยอรมนีขึ้นชื่อว่าเป็นคนที่มีคุณภาพ นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ที่ได้รางวัลโนเบล ล้วนเป็นคนเยอรมันแทบทั้งสิ้น ประกอบกับระบบการศึกษาสายอาชีวะที่มีคุณภาพ ทำให้ทุกคนเป็นมืออาชีพได้ ไม่ว่าจะเรียนสายสามัญ หรือสายอาชีพก็ตาม
คนเยอรมันส่วนใหญ่มีวินัย ตรงต่อเวลา และจริงจังกับหน้าที่ ใช้ชีวิตแบบประหยัด พอเพียง ทำให้หนี้สินต่อครัวเรือนของคนเยอรมันต่ำสุดในยุโรป เศรษฐกิจเยอรมนีจึงมีเสถียรภาพมากที่สุด
ทั้ง 3 ประเทศที่กล่าวถึงมา ล้วนมีองค์ประกอบสำคัญเหมือนกันที่ทำให้เป็นเมืองที่น่าอยู่และผู้คนต่างมีความสุข ก็คือ การคอร์รัปชั่นต่ำ มีสวัสดิการสังคมดี และผู้คนใช้ชีวิตไม่ฟุ้งเฟ้อนั่นเอง
คุณผู้อ่านสามารถติดตามรับชมเรื่องราวเพิ่มเติมได้ในรายการโลก 360 องศา ได้ทาง ททบ.5 ทุกวันเสาร์







