
20,000จุดอย่าวางใจ หุ้นยังไม่สะท้อนพื้นฐานจริง
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
ในที่สุด ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ตลาดหุ้นนิวยอร์ก ก็ทำสถิติใหม่ไปทะลุและปิดตลาดที่เหนือระดับ 20,000 จุด ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ตามความคาดหมายเมื่อวันที่ 26 ม.ค.ที่ผ่านมา สร้างความตื่นเต้นไปยังวงการหุ้นทั่วโลก และทำให้ตลาดหุ้นทั่วเอเชียวานนี้ขยับขึ้นแบบเขียวยกแผง นำโดยดัชนีนิกเกอิ 225 ตลาดหุ้นโตเกียว ปิดบวกไปถึง 1.81% ปิดที่ 19,402.39 จุด และดัชนีฮั่งเส็ง ตลาดฮ่องกง ที่ปิดบวกได้ 1.41% ไปปิดที่ 23,374.17 จุด
นับเป็นข่าวดีที่สร้างความประหลาดใจในคราวเดียวกันด้วยว่า เหตุใดหุ้นจึงพุ่งขึ้นอย่างร้อนแรงทั้งที่สถานการณ์เศรษฐกิจโลกยังเต็มไปด้วยความเสี่ยงของแนวโน้มการปกป้องทางการค้าในสหรัฐ กระแสชาตินิยมในยุโรป และยังมีความไม่แน่นอนเรื่องเบร็กซิต หรือการที่สหราชอาณาจักรจะออกจากสหภาพยุโรป (อียู) ที่เริ่มมีความซับซ้อนมากขึ้น
วอลสตรีท เจอร์นัลมองเรื่องนี้ว่า หากพิจารณาในเชิงพื้นฐานจะเห็นได้ว่าแทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากช่วงปลายปีที่ผ่านมาเท่าไรนัก เพราะจนถึงปัจจุบัน รัฐบาลทรัมป์ก็ยังไม่ได้ให้รายละเอียดที่ชัดเจนมากพอเรื่องแผนเศรษฐกิจ หลังการเลือกตั้งที่ผ่านมา ผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ของวอลสตรีท เจอร์นัล เชื่อว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัวได้ 0.3% ตลอดช่วง 2 ปีข้างหน้านี้ ส่วนธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ก็ยังไม่ได้ให้น้ำหนักของทรัมป์ในการคาดการณ์เศรษฐกิจประเทศ ขณะที่การคาดการณ์ผลประกอบการของบริษัทเอกชนส่วนใหญ่ก็แทบไม่ได้เปลี่ยนไปหลังจากที่ทรัมป์เข้ามา
การปิดตลาดที่ 20,068.51 จุด จึงมีความหมายเชิงบวกในแง่ที่ว่า ตลาดกำลังมองในแง่ดีมากกว่าแง่ลบ หรือเมื่อชั่งน้ำหนักถึงข้อดีและข้อเสียที่จะเกิดขึ้นจากรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แล้วเห็นว่าสหรัฐจะได้มากกว่าเสีย โดยมองว่าบรรดามาตรการที่เป็นมิตรต่อภาคธุรกิจ ทั้งการลดกฎระเบียบต่างๆ ที่ยุ่งยากลง รวมถึงการลดภาษีบุคคลและนิติบุคคล และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่จะหนุนการจ้างงานและการบริโภคภายในประเทศ จะมีน้ำหนักมากกว่าความเสี่ยงการกีดกันทางการค้าและประชานิยม ซึ่งที่ผ่านมา การออกมาทั้งขู่ทั้งปลอบของทรัมป์ ก็เริ่มทำให้อุตสาหกรรมรถยนต์ประกาศหันมาลงทุนในสหรัฐกันมากขึ้น เช่นเดียวกับภาคการผลิตอื่นๆ บางราย ที่ส่งสัญญาณอาจย้ายฐานผลิตกลับประเทศตาม
อย่างไรก็ตาม หากวิเคราะห์เทียบกับสถานการณ์ครั้งที่ผ่านๆ มาในตลาดหุ้น หรือการทะยานขึ้นของดัชนีดาวโจนส์ในอดีตจะเห็นได้ว่า การพุ่งขึ้นทุบสถิติใหม่ในแต่ละครั้งไม่ได้หมายความว่าเป็นการสัมพันธ์หรือบ่งชี้ถึงสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นเสมอไป และไม่ได้ส่งสัญญาณด้วยว่า ตลาดหุ้นจะมีทิศทางขาขึ้นยืนระยะยาวได้ในปีนั้นๆ
ปัจจัยส่วนหนึ่งที่อาจดันให้ดาวโจนส์มีทิศทางที่ดีขึ้นก็คือ การปรับเปลี่ยนถอดดัชนีที่แย่ลงออก และการเข้าไปแทนที่ของบริษัทที่มีทิศทางดีกว่าแทน โดยนับตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา กลุ่มบลูชิปส์นี้ได้ถอดหุ้น 5 ตัวที่ย่ำแย่ออก ได้แก่ อัลโค เอทีแอนด์ที แบงก์ ออฟ อเมริกา คราฟท์ ฟู้ดส์ และฮิวเลตต์-แพ็กการ์ด และนำหุ้นใหม่ 5 ตัวที่ร้อนแรงขึ้นใส่เข้าไปแทน ได้แก่ แอปเปิ้ล โกลด์แมน แซคส์ ไนกี้ วีซ่า และยูไนเต็ด เฮลท์แคร์
ขณะเดียวกัน หากลองย้อนกลับไปเมื่อปี 1999 ที่ดาวโจนส์ขึ้นไปเหนือระดับ 10,000 จุดเป็นครั้งแรกนั้นจะพบว่า สิ่งที่ช่วยให้ตลาดหุ้นพุ่งทะยานไม่ใช่พื้นฐานเศรษฐกิจสหรัฐที่แข็งแกร่ง ที่เป็นการขับเคลื่อนของฟองสบู่สินทรัพย์ ที่นำไปสู่ภาวะฟองสบู่แตกในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ระหว่างช่วงปี 1999-2000 ในที่สุด
หรือแม้กระทั่งในปี 2007 ก็เป็นช่วงที่ตลาดหุ้นสหรัฐยังพุ่งทะยานได้เป็นปีสุดท้าย ดาวโจนส์พุ่งไปถึง 1,000 จุด โดยเคลื่อนไหวระหว่าง 13,000-14,000 จุด ในช่วงปลายเดือน มี.ค.-ก.ค. ก่อนที่จะเกิดภาวะฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์แตกภายในปีเดียวกัน และนำไปสู่วิกฤตการณ์ซับไพรม์ในปีต่อมา
สิ่งที่เป็นตัวตัดสินพื้นฐานและชี้วัดทิศทางได้จริงในปีนี้ จึงยังต้องขึ้นอยู่กับผลประกอบการของภาคเอกชนมากกว่าว่าส่วนใหญ่แล้ว เริ่มมีทิศทางการฟื้นตัวที่ดีขึ้นจริงหรือไม่ ซึ่งบริษัทส่วนใหญ่ก็ยังอยู่ระหว่างฤดูรายงานผลประกอบการกันอยู่
หากทิศทางผลประกอบการไม่ได้ดีขึ้นมากอย่างที่คาดการณ์กันไว้ สถานการณ์การเคลื่อนไหวของตลาดในเวลานี้ก็อาจไม่ต่างอะไรกับที่ทรัมป์เคยพูดเอาไว้เองตอนหาเสียงเลือกตั้งช่วงปลายปีที่ผ่านมาว่า อเมริกากำลังเต็มไปด้วยฟองสบู่ จากผลพวงของการอัดสภาพคล่องและการกดอัตราดอกเบี้ยต่ำมาเกือบ 10 ปีที่ผ่านมาของเฟด
นอกจากการเคลื่อนไหวของหุ้นอาจจะไม่ได้สัมพันธ์กับผลประกอบการเอกชนไปทั้งหมดแล้ว ที่แย่ไปกว่าก็คือ การเติบโตของตลาดหุ้นยังไม่สัมพันธ์กับประชาชนชาวอเมริกันที่เป็นคนส่วนใหญ่ไปด้วย โดยผลสำรวจจากแกลลัพ โพลชี้ว่า ในปี 2016 ที่ผ่านมา มีชาวอเมริกันเพียง 52% ที่เล่นหุ้นทั้งในแง่ของการซื้อหุ้นเอง หรือลงทุนผ่านกองทุน ซึ่งลดลงจาก 65% เมื่อปี 2007
ปีเตอร์ ฟิทเจอร์รัลด์ ผู้ก่อตั้งเชนบริดจ์แบงก์และอดีตสมาชิกวุฒิสภาสหรัฐ มองว่า ราคาหุ้นในตลาดวันนี้ขยับขึ้นไปใกล้แตะจูดสูงสุดเมื่อเทียบกับรายได้แล้ว และไม่ว่าจะเป็นการเติบโตอย่างร้อนแรงหรือหลายคนจะเรียกว่า เป็นฟองสบู่ ก็ตาม แต่ที่แน่ๆ ก็คือ สถานการณ์ในตลาดหุ้นขณะนี้มีความเสี่ยงอย่างยิ่งกับการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดที่จะตามมา โดยเฉพาะเมื่อประธานเฟดอย่าง เจเน็ต เยลเลน และบรรดาประธานสาขาต่างทยอยกันออกมาส่งสัญญาณกระตุ้นว่าจะขึ้นดอกเบี้ยอย่างแน่นอนในปีนี้ และไม่มีประโยชน์ที่จะถ่วงเวลาออกไปอีก
สิ่งที่จะต้านทานภาวะต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ จึงต้องเป็นความแข็งแกร่งอย่างแท้จริงของภาคเอกชน ที่จะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นและโมเมนตัมในประเทศให้กลับคืนมา นำไปสู่การจ้างงาน และทำให้ภาคประชาชนกลับมาบริโภคกันอีกครั้ง กระตุ้นภาคการค้าปลีกในประเทศที่เป็นสัดส่วน 2 ใน 3 ทว่าหากภาคเอกชนไม่แข็งแกร่งพอ ตลาดหุ้นที่เติบโตอย่างร้อนแรงบนความคาดหวังและการเก็งกำไรกับอนาคตของรัฐบาลทรัมป์ ก็อาจถึงเวลาปรับฐานใหญ่ที่ทุกฝ่ายต้องศึกษาจากในอดีตและเตรียมตัวรับมือให้ดีอีกครั้ง







