
ดึงเชื่อมั่นรัฐวิสาหกิจ ก่อนพิษ ‘สินบน’ ลามลงทุนสะดุด
ชั่วเวลาเพียง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดกระแสข่าวที่เข้ามากระทบความน่าเชื่อถือต่อรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ของไทยต่อเนื่องถึง 2 กรณี กรณีแรกคือการเปิดเผยเรื่องการจ่ายสินบนของ บริษัท โรลส์-รอยซ์ (Rolls-Royce) บริษัทเครื่องยนต์ยักษ์ใหญ่ของโลกต่อผู้แทนของประเทศไทย และพนักงานของบริษัท การบินไทย และลุกลามไปถึงรัฐวิหสากิจอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทในกลุ่ม ปตท. การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) บริษัท ทีโอที
ชั่วเวลาเพียง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดกระแสข่าวที่เข้ามากระทบความน่าเชื่อถือต่อรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ของไทยต่อเนื่องถึง 2 กรณี กรณีแรกคือการเปิดเผยเรื่องการจ่ายสินบนของ บริษัท โรลส์-รอยซ์ (Rolls-Royce) บริษัทเครื่องยนต์ยักษ์ใหญ่ของโลกต่อผู้แทนของประเทศไทย และพนักงานของบริษัท การบินไทย และลุกลามไปถึงรัฐวิหสากิจอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทในกลุ่ม ปตท. การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) บริษัท ทีโอที
ข่าวคราวเรื่องสินบนยังไม่จางหาย ล่าสุดมีข่าวออกมาซ้ำต่อเนื่องกันคือกรณีที่องค์กรความโปร่งใสระหว่างประเทศได้รายงานดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชั่นประจำปี 2016 ที่ปรากฏว่าอันดับของประเทศไทยตกลงไปจาก 76 ไปเป็นอันดับที่ 101 หรือลดลงถึง 25 อันดับ
แม้ทั้งสองกรณีจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีต แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าส่งผลกระทบถึงปัจจุบันและอนาคตของไทยอย่างแน่นอน โดยเฉพาะในเรื่องของความไว้เนื้อเชื่อใจของประชาชนต่อการตัดสินใจของหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจที่เกิดกรณีอื้อฉาวขึ้น ซึ่งรัฐบาลไม่สามารถมองข้ามได้ เพราะในปี 2560 รัฐวิสาหกิจจะยังคงเป็นกลไกสำคัญของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในด้านการลงทุน ในขณะที่รัฐวิสาหกิจที่มีชื่อติดโผเกี่ยวข้องกับกรณีสินบนนั้นก็เป็นหัวหอกสำคัญที่มีการลงทุนในสัดส่วนสูง หากไม่มีมาตรการที่เร่งรัดเรียกความเชื่อมั่นให้กลับมาอาจจะส่งผลกระทบต่อการลงทุนและเศรษฐกิจในภาพรวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทั้งนี้ การลงทุนของรัฐวิสาหกิจนั้น มีบทบาทอย่างมากต่อการประคองเศรษฐกิจ โดยเฉพาะช่วงปี 2558-2559 ที่เศรษฐกิจไทยถูกกระทบจากทรุดตัวของประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ การส่งออกที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2558 ที่จีดีพีขยายตัวได้ 2.8% เศรษฐกิจได้รับแรงส่งสำคัญจากการลงทุนภาครัฐ ที่เติบโตได้ถึง 29.8% ซึ่งโดยหลักๆ มาจากการลงทุนรัฐวิสาหกิจ ขณะที่ปี 2559 ในช่วง 9 เดือนแรก เศรษฐกิจขยายตัว 3.3% เป็นการลงทุนภาครัฐที่เติบโตถึง 10.3%
ขณะที่ปี 2560 ที่เศรษฐกิจต่างประเทศเริ่มมีแนวโน้มดีกว่า 2 ปีที่ผ่านมา แต่รัฐบาลก็ยังตั้งเป้าหมายที่จะให้การลงทุนของรัฐโดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจเป็นตัวนำการลงทุนเอกชน โดยในการเรียกประชุมเพื่อติดตามการเร่งรัดเบิกจ่ายงบลงทุนรวมครั้งล่าสุด “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ มีคำสั่งเร่งด่วนให้การเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจประจำปี 2560 ให้ได้ไม่ต่ำกว่า 95% เพราะเม็ดเงินนี้จะมีส่วนสำคัญต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล
สำหรับข้อมูลกรอบและงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ 55 แห่ง ในสังกัด 16 กระทรวง ประจำปีงบประมาณ 2560 ที่ผ่านการอนุมัติของคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีวงเงินรวม 1.52 ล้านล้านบาท วงเงินเบิกจ่าย
ทั้งสิ้น 5.8 ล้านล้านบาท และมีความเป็นไปได้ที่จะสูงกว่านี้ เพราะยังมีการลงทุนตามแผนยุทธศาสตร์ ซึ่งเป็นความลับขององค์กร อาทิ บริษัท ปตท. เป็นต้น
ทั้งนี้ รัฐวิสาหกิจที่มีการลงทุนสูงสุด 3 อันดับนั้น ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สังกัดกระทรวงพลังงาน มีวงเงินลงทุน 1.87 แสนล้านบาท อาทิ โครงการโรงไฟฟ้าบางปะกง โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ และโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จ.สงขลา
กระทรวงคมนาคมมีวงเงินลงทุน 1.19 แสนล้านบาท เป็นรัฐวิสาหกิจ อย่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) 9.4 หมื่นล้านบาท การลงทุนของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศ ไทย 2.5 หมื่นล้านบาท กระทรวงมหาดไทยมีวงเงินดำเนินงาน 5.57 หมื่นล้านบาท เป็นโครงการการไฟฟ้านครหลวง 4,985 ล้านบาท การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 5,408 ล้านบาท การประปานครหลวง 3,413 ล้านบาท การประปาส่วนภูมิภาค 1,434 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม หลังจากมีกรณีที่เข้ามากระทบต่อความน่าเชื่อถือของรัฐวิสาหกิจครั้งนี้ นอกจากจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงๆ ภายในองค์กรรัฐวิสาหกิจนั้นๆ เองแล้ว ล่าสุด สมคิด กล่าวว่า ในสัปดาห์หน้าจะหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อให้มีการทบทวนในส่วนต่างๆ เช่น เรื่องของการประมูลแบบอิเล็กทรอนิกส์ (อี-บิดดิ้ง) ว่ายังมีรอยรั่วตรงไหนหรือไม่ ต้องแก้ไขอย่างไร
“ปัญหาต่างๆ เรารู้กันมาเป็นสิบปีแล้วเพียงแต่เพิ่งมาเป็นข่าว เราจะไม่โทษกันไปมา หลายๆ อย่างกำลังดีขึ้น แต่พอมาเจอข่าวที่เป็นเรื่องของอดีตทำให้เสียไปหมดแบบนี้ คุ้มไหม อยากให้ช่วยกันเพราะตอนนี้ หลายอย่างกำลังดีขึ้น และปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นนี้ จะไม่ทำให้การลงทุนต่างๆ ของรัฐวิสหกิจล่าช้าออกไป เพราะเรารู้อยู่ว่าจะมีการลงทุนตรงไหน เพียงแต่ต้องเซตระบบกระบวนการให้รอบคอบมากยิ่งขึ้น” สมคิด กล่าว
ขณะที่ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ระบุว่า กรณีสินบนของบริษัท โรลส์-รอยซ์ ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับรัฐวิสาหกิจของไทย สคร.ได้ใช้กลไกผ่านกรรมการ ผู้แทนกระทรวงการคลังเข้าไปตรวจสอบและดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเต็มที่ ซึ่งใน 2-3 ปีที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ให้ความสำคัญในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมด เช่น การลงทุนขนาดใหญ่ก็ให้บรรจุเข้ามาอยู่ภายใต้มาตรการเพิ่มความโปร่งใสในการลงทุนโครงการก่อสร้างภาครัฐ (CoST) ทั้งโครงการของบริษัท ท่าอากาศยานไทย และโครงการของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย รวมถึงการจัดทำข้อตกลงคุณธรรมในโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐ
อย่างไรก็ตาม ปฏิกิริยาต่อกรณีสินบนโรลส์-รอยซ์ครั้งนี้ ทั้งระดับองค์กรและนโยบายยังเป็นในเชิงของการเพิ่มความเข้มงวดต่อกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งเป็นเรื่องเฉพาะหน้า แต่รัฐบาลและระดับนโยบายที่ดูแลรัฐวิสาหกิจที่สำคัญควรจะต้องมีมาตรการเรียกความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาโดยเร็ว เพราะหากยังมีความหวาดระแวงอยู่ เป็นไปได้ยากที่จะขับเคลื่อนการลงทุนขนาดใหญ่ได้ ซึ่งในระยะสั้นอาจส่งผลการเติบโตทางเศรษฐกิจ และระยะยาวจะส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ







