
Robot กับโลกธุรกิจ แห่งอนาคต
โดย...ฝ่ายวิจัยธุรกิจ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK)
โดย...ฝ่ายวิจัยธุรกิจ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK)
ประเทศไทยเริ่มตื่นตัวกับนวัตกรรม “หุ่นยนต์” จากปัญหาเชิงโครงสร้างด้านแรงงาน ซึ่งหลายประเทศได้พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อที่จะนำมาใช้ทดแทนแรงงาน โดยภาครัฐได้กำหนดให้ “อุตสาหกรรมหุ่นยนต์” (Robotics) เป็น 1 ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) ซึ่งถูกคาดหวังว่าจะเป็นเครื่องยนต์ตัวใหม่ที่จะช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap) ตามแนวคิดประเทศไทย 4.0 ได้ในที่สุด ทั้งนี้ มีข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับหุ่นยนต์ โดยเฉพาะหุ่นยนต์อุตสาหกรรม (Industrial Robots) ในประเด็นต่างๆ ดังนี้
หุ่นยนต์สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ 1.หุ่นยนต์ฐานอยู่กับที่ (Fixed Robot) ซึ่งก็คือหุ่นยนต์อุตสาหกรรมหรือหุ่นยนต์แขนกล (Robot Arm) ที่ถูกใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตเป็นหลัก 2.หุ่นยนต์เคลื่อนที่ได้ (Mobile Robot) ซึ่งอาจมีล้อ ขา หรือมีความคล้ายคลึงกับมนุษย์มากขึ้น โดยส่วนใหญ่จะถูกใช้ในอุตสาหกรรมบริการ การเกษตร การสำรวจ การทหาร หรือแม้แต่ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ เป็นต้น
ปัจจุบันหุ่นยนต์ส่วนใหญ่ที่ผลิตและซื้อขายกันในตลาดโลกเป็นหุ่นยนต์อุตสาหกรรม ล่าสุด International Federation of Robotics (IFR) รายงานว่ามีจำนวนหุ่นยนต์อุตสาหกรรมทั่วโลกทั้งสิ้นราว 1.5 ล้านยูนิต และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 2.4 ล้านยูนิตภายในปี 2561
ชาติตะวันออกกำลังแซงหน้าชาติตะวันตกในการเป็นผู้นำด้านหุ่นยนต์ สะท้อนได้จากยอดขายหุ่นยนต์อุตสาหกรรมทั่วโลกปี 2557 มีจำนวนทั้งสิ้น 2.3 แสนยูนิต อยู่ในเอเชียมากถึง 1.4 แสนยูนิต หรือคิดเป็นกว่า 60% ของยอดขายทั่วโลก ขณะที่ยอดขายในทวีปยุโรปและอเมริกามีสัดส่วนเพียง 20% และ 14% ตามลำดับ ทั้งนี้ จีนเป็นประเทศที่น่าจับตามองอย่างยิ่งในการก้าวเข้ามาทาบรัศมีผู้นำด้านนวัตกรรมหุ่นยนต์เดิม อาทิ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เยอรมนี สหรัฐ เป็นต้น
ในปี 2557 จีนเป็นผู้ซื้อหุ่นยนต์อุตสาหกรรมกว่า 25% ของยอดขายหุ่นยนต์ทั่วโลก ขณะเดียวกันจีนก็เริ่มพัฒนาตนเองมาเป็นผู้ผลิตหุ่นยนต์มากขึ้นจากการสนับสนุนของภาครัฐ เห็นได้จากการจัดตั้ง China Robot Industry Alliance (CRIA) และให้สิทธิประโยชน์หลายๆ ด้านเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมหุ่นยนต์อย่างจริงจัง ล่าสุดยอดขายหุ่นยนต์ปี 2557 ในจีนทั้งหมด 5.6 หมื่นยูนิต เป็นของผู้ผลิตชาวจีนมากถึง 1.6 หมื่นยูนิตทั้งนี้ IFR คาดว่าจีนจะมีหุ่นยนต์อุตสาหกรรมมากกว่าทุกประเทศทั่วโลกภายในปี 2561 ดังเห็นได้จากบริษัทสัญชาติจีนหลายแห่งเริ่มพัฒนาตนเองมาเป็นผู้ผลิตหุ่นยนต์มากขึ้น อาทิ บริษัท Ningbo Techmation ผู้ผลิตเครื่องจักรผลิตพลาสติกขนาดใหญ่ได้ตั้งบริษัท E-Deodar ขึ้นเพื่อผลิตหุ่นยนต์อุตสาหกรรมที่มีราคาถูกกว่าของบริษัท Kuka ของเยอรมนี หรือ Kawasaki ของญี่ปุ่นราว 20% ขณะที่ในส่วนของประเทศไทย ถือเป็นตลาดหุ่นยนต์ที่ขยายตัวสูงสุดในอาเซียนและลำดับต้นๆ ของโลก โดยในปี 2557 ไทยซื้อหุ่นยนต์กว่า 3,700 ยูนิต มากเป็นอันดับ 8 ของโลก
หลายอุตสาหกรรมหันมาใช้หุ่นยนต์เพื่อการผลิตมากขึ้น จากเดิมที่มีการใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก แต่หลังจากหุ่นยนต์ถูกพัฒนาให้มีความสามารถหลากหลายและมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยราคาที่ถูกลง (ล่าสุด Boston Consulting Group บริษัทที่ปรึกษาชั้นนำของโลก คาดว่าราคาหุ่นยนต์อุตสาหกรรมจะลดลงกว่า 20% ในอีก 10 ปีข้างหน้า) อีกทั้งยังสามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง มีความถูกต้องแม่นยำและปลอดภัยสูง ไม่มีการเรียกร้องค่าจ้าง รวมทั้งสามารถตอบสนองกับวงจรผลิตภัณฑ์ (Product Life Cycle) ที่สั้นลงและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้ผลิตในหลายอุตสาหกรรมเริ่มหันมาใช้หุ่นยนต์ทดแทนแรงงาน สะท้อนได้จากยอดขายหุ่นยนต์เพื่อการผลิตให้กับอุตสาหกรรมอื่นๆ นอกเหนือจากยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ ขยายตัวเฉลี่ยมากถึง 17% ต่อปี ในช่วงระหว่างปี 2553-2557
การใช้หุ่นยนต์แทนแรงงานจะทำให้อัตราการว่างงานเพิ่มสูงขึ้นหรือไม่ การประชุม World Economic Forum ในช่วงต้นปี 2559 มีการคาดว่างาน 5 ล้านตำแหน่งจะหายไปภายในปี 2563 เนื่องจากงานส่วนหนึ่งจะถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์ สอดคล้องกับรายงานของธนาคารกลางอังกฤษที่คาดการณ์ว่าในอีก 10-20 ปีข้างหน้า งานกว่า 50% ในอังกฤษและสหรัฐจะถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์เช่นกัน โดยตำแหน่งงานที่มีโอกาสจะถูกหุ่นยนต์แทนที่มาก คือ ตำแหน่งงานที่ใช้ทักษะไม่สูงนัก อาทิ พนักงานรับโทรศัพท์ พนักงานต้อนรับ แคชเชียร์ พนักงานขับรถ แรงงานในโรงงานอุตสาหกรรม พนักงานรักษาความปลอดภัย เป็นต้น ทั้งนี้ สถานการณ์ดังกล่าวอาจกระทบต่อแรงงานบางส่วนที่จะว่างงาน และจะนำไปสู่ภาระค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการของภาครัฐที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในมุมกลับกันอาจทำให้เกิดตำแหน่งงานใหม่ๆ มากขึ้นได้เช่นกัน อาทิ วิศวกรเกี่ยวกับเครื่องจักรและหุ่นยนต์ งานด้านไอทีและซอฟต์แวร์เกี่ยวกับระบบ Automation รวมทั้งงานที่ใช้ทักษะในการทำงานร่วมกับหุ่นยนต์และงานซ่อมบำรุงต่างๆ เป็นต้น นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของประชากรหุ่นยนต์อาจกระตุ้นให้แรงงานพัฒนาทักษะและเพิ่มผลิตภาพของตนให้ดีขึ้น เพื่อสามารถทำงานที่ใช้ทักษะสูงขึ้น ซึ่งหุ่นยนต์ยังไม่สามารถทำได้
จากข้อมูลข้างต้นสะท้อนให้เห็นว่าโลกของหุ่นยนต์เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเข้ามาทุกขณะ โดยเฉพาะในโลกของธุรกิจ ซึ่งทั้งผู้ประกอบการและแรงงานต้องปรับตัว และเตรียมรับมือกับโอกาสและความท้าทายที่จะเข้ามาให้ได้อย่างทันท่วงที เพื่อจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ชนะในโลกธุรกิจแห่งอนาคตที่มีความผันผวนสูงและสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา







