posttoday
สงครามการค้าโลก สะเทือนส่งออกไทย

สงครามการค้าโลก สะเทือนส่งออกไทย

25 มกราคม 2560

โดย...อรวรรณ จันทร์ธิวัตรกุล

โดย...อรวรรณ จันทร์ธิวัตรกุล

แม้ตัวเลขเศรษฐกิจโลกในปี 2560 ที่ทางกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดการณ์ออกมาล่าสุดจะมีทิศทางที่ดีขึ้นกว่าปี 2559 โดยคาดว่าจะขยายตัว 3.4% ซึ่งเป็นความหวังต่อการส่งออกไทย ที่ในปีนี้กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าหมายขยายตัวระดับ 3%

แต่จากสถานการณ์การค้าโลกที่ยังคงไม่แน่นอน หลังการสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 45 ของโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันที่ 20 ม.ค.ที่ผ่านมา ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับการค้า การลงทุน รวมถึงการส่งออกทั่วโลก จากนโยบายที่เน้นการปกป้องคนอเมริกันเป็นหลัก รวมทั้งการประกาศสงครามการค้ากับทุกประเทศที่เอาเปรียบสหรัฐ และกรณีที่เครือสหราชอาณาจักรประกาศแผนแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (อียู) หรือเบร็กซิต เป็นปัจจัยลบที่ไทยหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

ทั้งนี้ หลายหน่วยงานในกระทรวงพาณิชย์ ได้มีการประเมินความเสี่ยงจากนโยบายด้านการค้าของทรัมป์ โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศจับตานโยบาย 3 ด้านของทรัมป์ เพราะจะกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ได้แก่ การลาออกจากการเป็นสมาชิกความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (ทีพีพี) ของสหรัฐ คาดว่าจะไม่กระทบต่อไทยมากนักทั้งในเชิงบวกและลบ เพราะไทยยังไม่ได้เข้าเป็นสมาชิกทีพีพี โดยไทยจะมีการเร่งเจรจาการค้าความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจในภูมิภาค (RCEP) ระหว่างอาเซียนและประเทศคู่เจรจา 6 ประเทศ รวมเป็น 16 ประเทศ ให้ได้ข้อสรุปภายในปี 2560 ทดแทน เพราะไทยจะได้ประโยชน์จากความตกลง RCEP เนื่องจากเป็นกรอบเจรจาที่ใหญ่สุดในโลก หากไม่มีทีพีพี 

การดึงฐานลงทุนของสหรัฐกลับประเทศ โดยสหรัฐถือเป็นนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทยมากเป็นอันดับ 1 ในภูมิภาคอาเซียน และได้รับการส่งเสริมจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เป็นอันดับ 4 รองจากญี่ปุ่น สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ซึ่งจะกระทบต่อการลงทุนในไทยและมีผลต่อการส่งออกในระยะถัดมา

ที่สำคัญ การประกาศสงครามทางการค้ากับจีน ด้วยการตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากจีนสูงถึง 45% เพื่อลดการนำเข้าจากจีน และการแก้ไขปัญหาแทรกแซงค่าเงินหยวน มีการประเมินว่าจะส่งผลกระทบต่อไทยทั้งทางตรงและทางอ้อมมากที่สุด โดยทางตรงไทยเป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบสำคัญของจีนในการผลิตสินค้าส่งออก และทางอ้อมสินค้าที่ไทยส่งไปจีนเพื่อส่งออกไปสหรัฐจะได้รับผลกระทบไปด้วย

ขณะที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้มีการประเมินนโยบายสหรัฐ ซึ่งมีท่าทีชัดเจนว่าจะเป็นปฏิปักษ์กับคู่ค้าสำคัญสูงสุด 2 ราย คือ จีนและเม็กซิโก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐและต่อการค้าโลก และหากมีการตอบโต้ทางการค้าระหว่างกันเกิดขึ้น ก็จะยิ่งส่งผลกระทบต่อการค้าโลกในทิศทางที่เลวร้ายขึ้น โดยในส่วนของไทยมีทั้งได้ประโยชน์และได้รับผลกระทบ เพราะอาจจะส่งออกไปยังสหรัฐได้เพิ่มขึ้นแทนที่ตลาดสินค้าจากจีนและเม็กซิโก แต่ในทางกลับกันก็อาจได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะสินค้าวัตถุดิบและกึ่งวัตถุดิบที่ไทยส่งออกไปจีน และจีนนำไปผลิตเป็นสินค้าส่งต่อไปยังสหรัฐ

นพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย ระบุว่า ความเสี่ยงต่อการส่งออกไทยในปี 2560 จากการดำเนินนโยบายของทรัมป์ มี 3 ด้านที่ต้องติดตาม เพราะจะส่งผลต่อการส่งออกไทย คือ 1.การประกาศทบทวนภาษี และการเจรจาการค้าทั้งหมดกับประเทศที่เอาเปรียบสหรัฐ จะส่งผลกระทบไปยังจีนและประเทศทั่วโลกรวมทั้งไทยด้วย หากเกิดความตึงเครียดระหว่างจีนและสหรัฐ แม้ไทยจะได้ประโยชน์หากสหรัฐลดการนำเข้าจากจีนและหันมานำเข้าสินค้าไทยเพิ่มขึ้น แต่ไทยก็ได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการส่งออกวัตถุดิบไปจีนเพื่อผลิตสินค้าไปสหรัฐ

2.สหรัฐจะมีการถอนการลงทุนกลับมายังประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศที่ผลิตสินค้าและส่งออกเข้ามาขายในสหรัฐ เพราะไม่มีประโยชน์ที่จะไปตั้งฐานการผลิตในประเทศอื่น เว้นแต่จะเป็นการตั้งฐานการผลิตและส่งออกไปประเทศที่สาม และ 3.การต่อต้านกลุ่มก่อการร้ายที่รุนแรงมากขึ้น จะทำให้เกิดการก่อการร้ายทั่วโลกมีผลกระทบต่อการค้าไปทั่วโลก หากทรัมป์ดำเนินการทั้งสามอย่างนี้ จะส่งผลกระทบต่อภาพรวมการส่งออกไทยปี 2560 แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ระดับปกติส่งออกไทยจะขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่ตั้งเป้าไว้ 2-3% หากดำเนินการนโยบายการค้าเข้มข้น แต่ยังไม่มีความรุนแรง การส่งออกไทยจะขยายตัว 0-2% และสุดท้ายหากเกิดเหตุการณ์ก่อการร้ายรุนแรง จะกระทบต่อการส่งออกไทยขยายตัว 0% ถึงติดลบ

หากชั่งน้ำหนักผลกระทบทั้งสองด้านแล้ว พบว่าส่งออกไทยจะเสียหายเล็กน้อยที่ 0.2% ทำให้มูลค่าส่งออกในปี 2560 ลดลงจากที่คาดการณ์ไว้ว่าจะขยายตัว 1.5% เหลือ 1.3%

นอกจากนี้ พบว่าการประกาศแผนเบร็กซิตกระทบต่อภาคการส่งออกของไทย โดยสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ระบุว่า สินค้าไทยที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากค่าเงินปอนด์อ่อนค่าจากผลกระทบของเบร็กซิต เช่น ยานยนต์และส่วนประกอบ ไก่ เนื่องจากเป็นสินค้าส่งออกอันดับ 1 และ 2 ไปตลาดอังกฤษ โดยสำนักงานได้มีการประเมินผลกระทบจากค่าเงินปอนด์อ่อนค่าช่วงปี 2559 ที่ผ่านมา พบว่าทำให้มูลค่าการส่งออกไทยในภาพรวมหายไป 60-120 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งอังกฤษมีสัดส่วนต่อการส่งออกไทยประมาณ 1.78% ในภาพรวมของการส่งออก

อย่างไรก็ตาม มีการประเมินว่าหากทั้งอังกฤษและอียูมีแผนเรื่องเบร็กซิตออกมาอย่างชัดเจน คาดว่าจะส่งผลดีต่อไทย เพราะอังกฤษจะหันมาทำการค้ากับประเทศอื่นๆ มากขึ้น โดยไทยมีแผนที่จะเจรจาเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับทางอังกฤษอยู่แล้ว หลังจากที่แยกตัวออกจากอียู และเชื่อว่าจะเป็นโอกาสการส่งออกสินค้าไทยเพิ่มขึ้น เพราะสินค้าเกษตรหลายอย่าง เช่น น้ำตาล ไก่ และข้าว ไม่ต้องผูกโควตานำเข้ากับอียูอีกต่อไป

ทั้งหมดนี้ หากมองภาพรวมสัดส่วนการส่งออกไปตลาดหลักสำคัญของไทย โดยตัวเลขปี 2558 สหรัฐมีสัดส่วนต่อการส่งออกไทยประมาณ 11.2% มูลค่าส่งออก 2.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ สหภาพยุโรปมีสัดส่วนต่อการส่งออกไทยประมาณ 9.3% มูลค่า 1.98 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และจีนที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากการค้ากับสหรัฐ มีสัดส่วนต่อการส่งออกไทย 11.1% มูลค่าส่งออก 2.37 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ จะพบว่าตลาดเหล่านี้ที่กำลังเป็นปัญหาต่อการส่งออกไทยมีสัดส่วนรวมกันประมาณ 31.6%

ผลกระทบที่เกิดขึ้น ทำให้กระทรวงพาณิชย์เตรียมเรียกประชุมผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) ทั่วโลก ในวันที่ 20 ก.พ.นี้ เพื่อประเมินความเสี่ยงจากปัจจัยกระทบเหล่านี้ต่อการส่งออกไทยในปี 2560 รวมทั้งการทำแผนตั้งรับต่อนโยบายการค้าที่จะมีผลกระทบต่อไทยด้วย

ปี 2560 จึงเป็นอีกปีที่ภาคส่งออกไทยยังต้องเผชิญกับมาตรการกีดกันการค้าทุกรูปแบบของบรรดาประเทศยักษ์ใหญ่ ซึ่งจะทำให้การส่งออกไทยไม่เติบโตอย่างที่รัฐบาลคาดหวัง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท