
ตร.ขึ้นบัญชีดำหัวโจกแก้นักเรียนตีกัน
ตำรวจรุกขึ้นบัญชีดำหัวโจกนักเรียนและสถานที่เสี่ยงตีกัน เชื่อเด็กแตกแถวมีแค่ 10% วอนอาจารย์ผู้ปกครองลบค่านิยมคลั่งสถาบันแก้ศึกข้ามรั้วได้ไม่ยาก
ตำรวจรุกขึ้นบัญชีดำหัวโจกนักเรียนและสถานที่เสี่ยงตีกัน เชื่อเด็กแตกแถวมีแค่ 10% วอนอาจารย์ผู้ปกครองลบค่านิยมคลั่งสถาบันแก้ศึกข้ามรั้วได้ไม่ยาก
พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา ที่ปรึกษา (สบ 10) เป็นประธานการประชุมเพื่อแก้ไขปัญหานักเรียนอาชีวะก่อเหตุทะเลาะวิวาท โดยยังมีวาระประชุมร่วมกับชุดสืบสวนเพื่อคลี่คลายคดียิงระเบิดเอ็ม 79 ภายในสำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (เอ็นบีที) เมื่อวันที่ 31 ส.ค. แต่ติดราชการเร่งด่วน จึงสั่งเลื่อนประชุมออกไปก่อนอย่างกระทันหัน และจะมีการนัดประชุมกันอีกครั้ง
ด้าน พล.ต.ต.สุเมธ เรืองสวัสดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) เปิดเผยว่า พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ ได้เชิญผู้แทนสถาบันอาชีวะหลายแห่งที่เกิดเหตุนักเรียนก่อเหตุทะเลาะวิวาทบ่อยครั้ง รวมทั้งผู้แทนคณะกรรมการอาชีวะศึกษา มาร่วมประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นประโยชน์นำไปวางมาตรการป้องกันเหตุทะเลาะวิวาทของนักศึกษาระหว่างสถาบัน โดยขอร้องให้ทางสถาบันต่างๆ ส่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับทางตำรวจเพื่อดำเนินการเชิงรุก เช่น ข้อมูลกลุ่มหัวโจก กลุ่มเสี่ยง ฯลฯ เพื่อเป็นข้อมูลในการดำเนินเชิงรุกต่อไป ส่วนการแก้ไขปัญหาพื้นฐานในเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจ ครูอาจารย์ ต้องช่วยกันล้างค่านิยมแบบเดิม ซึ่งเด็กใช้กำลังเข้าแก้ไขปัญหา
นายมาโนช เกตุกระจ่าง ประธานฝ่ายกิจกรรมนักศึกษาเทคโนโลยีบางกะปิ กล่าวว่า อาจารย์แต่ละสถาบันไปตรวจตราตามจุดล่อแหลมทุกวันทั้งเช้าและเย็น ซึ่งจะมีจุดล่อแหลมประมาณ 10 จุด ในแต่ละพื้นที่ของโรงเรียน ส่วนนักเรียนที่มีความประพฤติไม่ดีจะมีการลงบันทึกไว้ เช่น นักเรียนที่พกพาอาวุธมีดก็จะลงบันทึกประจำวันไว้ แต่หากมีการตรวจพบอาวุธปืนจะมีการพิจารณาให้พ้นจากสภาพการเป็นนักศึกษาทันที
นายมาโนช กล่าวว่า ส่วนมาตรการเชิงรุกคือในส่วนของอาจารย์คือ การสำรวจเส้นทางสุ่มเสี่ยงต่างๆ และจะมีการคัดกรองกลุ่มเสี่ยงที่มีพฤติกรรมเป็นนักเรียนนักเลง เพื่อเก็บประวัติไว้หากเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องการ ส่วนใหญ่ในแต่ละโรงเรียนก็จะมีกลุ่มนักเรียนเหล่านี้ประมาณ 10% ปัญหาน่าจะเกิดจากค่านิยมชื่อเสียงของสถาบัน และความคึกคะนองของกลุ่มนักเรียนด้วย โดยไม่ได้คิดถึงความเดือนร้อนของผู้อื่น
ทั้งนี้ การแก้ไขต้องเริ่มที่ตัวนักเรียน รวมถึงต้องได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานหรือผู้ที่เกี่ยวข้องหลายฝ่าย เช่น อาจารย์ ผู้ปกครอง เป็นต้น







