
ขู่ฟันวินัยโรงเรียนโคราช ปล่อยครูลงโทษเด็กเกินเหตุ
สพท.นม.นครราชสีมา เรียกประชุมโรงเรียนเอกชนในสังกัด หาทางล้อมคอกครูลงโทษเด็กนักเรียนรุนแรงเกินเหตุ
สพท.นม.นครราชสีมา เรียกประชุมโรงเรียนเอกชนในสังกัด หาทางล้อมคอกครูลงโทษเด็กนักเรียนรุนแรงเกินเหตุ
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 1 (สพท.นม.เขต 1) ได้เรียกประชุมด่วนผู้บริหารสถานศึกษาเอกชนในสังกัดจำนวน 45 แห่ง เพื่อชี้แจงทำความเข้าใจถึงกฏระเบียบข้อบังคับของกระทรวงศึกษาธิการเกี่ยวกับการลงโทษเด็ก พร้อมกับร่วมปรึกษาหารือเพื่อหาทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลงโทษเด็กรุนแรงเกินกว่าเหตุเกิดขึ้นอีก
ทั้งนี้ ในช่วงเดือนส.ค.ที่ผ่านมา มีบุคลากรทางการศึกษาของสถานศึกษาเอกชนในสังกัด ได้ลงโทษเด็กผิดระเบียบข้อบังคับของกระทรวงศึกษาธิการติดต่อกันถึง 2 ครั้ง โดยครั้งแรกเกิดขึ้นที่โรงเรียนโพธิ์พรรณวิทยา อ.เมือง จ.นครราชสีมา ซึ่งมีครูทดลองงานใช้แปรงลบกระดานดำปาใส่เบ้าตาเด็กจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ตั้งแต่เมื่อวันที่ 19 ส.ค.ที่ผ่านมา และล่าสุดครูสอนศิลปศึกษาโรงเรียนมารีย์วิทยาทำโทษเด็กอย่างรุนแรงด้วยการใช้ไม้เรียวที่ทำด้วยหวาย พันด้วยเทปพันสายไปตีเด็กอย่างทารุณดังกล่าว
นายเชษฐ์ จินดานุภาพ รองผอ.สพท.นม.เขต 1 กล่าวว่า การเรียกประชุมครั้งนี้ทางสำนักงาน สพท.นม.เขต 1 ได้มีการเน้นย้ำและทำความเข้าใจกับผู้บริหารสถานศึกษาเอกชนในสังกัด เพื่อให้ทราบถึงกฏระเบียบข้อบังคับของกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษเด็ก ปี 2550 ที่กำหนดมิให้ครูอาจารย์ลงโทษเด็กด้วยวิธีอื่นใด นอกเหนือจากการลงโทษที่กำหนดไว้ 4 ข้อ ประกอบด้วย 1. ว่ากล่าวตักเตือน 2. ทำทัณฑ์บน 3. ตัดคะแนนความประพฤติ 4.ทำกิจกรรมเพื่อให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และ 5.พักการเรียน เท่านั้น ไม่สามารถที่จะลงโทษรุนแรงกว่านี้ได้
นอกจากนี้ ทั้งนี้เพื่อเป็นการย้ำเตือนให้ทางโรงเรียนได้ตระหนักถึงกฏระเบียบข้อบังคับของกระทรวงศึกษาธิการที่กำหนดไว้และนำไปยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด และถึงแม้ว่าทาง สพท.นม.เขต 1 จะไม่มีอำนาจในการกำหนดบทลงโทษ แต่ทาง สพท.นม.เขต 1 ยังมี สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา(องค์การมหาชน) ที่จะเป็นผู้ดูแลและประเมินผลคุณภาพสถานศึกษาเอกชน เพื่อรวบรวมเป็นข้อมูลในการรับรองมาตรฐานการจัดการศึกษาของโรงเรียนแต่ละแห่ง
นายเชษฐ์ กล่าวอีกว่า หากมีคณะครูของโรงเรียนใดกระทำผิดกฏระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการก็จะมีผลต่อการพิจารณารับรองมาตรฐานการศึกษาในปีถัดไป โดยทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 1 ได้ชี้แจงเรื่องนี้ให้ผู้บริหารของโรงเรียนทุกโรงเรียนได้รับทราบแล้ว นอกจากนี้ทาง สพท.นม.เขต 1 ยังได้มีการกำหนดแผนออกอบรมให้ความรู้บุคลากรทางการศึกษา ตามสถานศึกษาเอกชนต่างๆในสังกัด เพื่อชี้แจงถึงกฏระเบียบข้อบังคับของกระทรวงศึกษาธิการอย่างเคร่งครัด โดยคาดว่าจะสามารถดำเนินการได้ภายในปีงบประมาณนี้
ทางด้านความคืบหน้าในการดำเนินการสอบสวนโรงเรียนมารีย์วิทยา ต้นสังกัดครูโหดใช้ไม้หวายทำโทษเด็กนักเรียนอย่างทารุณนั้น นายเชษฐ์ฯ ระบุว่า ผลการตรวจสอบในเบื้องต้นพบว่า นายสมชาย ลิ้มธรรมาภรณ์ และนายพะเยา อิติปิ 2 อาจารย์ที่ลงมือทำโทษเด็กนักเรียน ไม่ได้เป็นครูผู้สอน และเป็นเพียงบุคลากรผู้สนับสนุนการศึกษา ซึ่งทำหน้าที่ในการกำกับดูแลหอพักแต่มีความรู้ความสามารถด้านศิลปะ จึงได้มาช่วยสอนเสริมให้กับนักเรียนเป็นครั้งคราวเท่านั้น ทำให้ไม่จำเป็นที่จะต้องมีใบประกอบวิชาชีพครูและถือว่าทางโรงเรียนไม่ได้ทำผิดกฏระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการ
ทั้งนี้การลงโทษของโรงเรียน ก็ได้มีการลงโทษนายสมชาย ผู้ก่อเหตุตั้งใจทำโทษเด็กอย่างรุนแรง ด้วยการไล่ออกจากโรงเรียนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขณะที่นายพะเยา จากผลการสอบสวนของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงของโรงเรียน และทาง สพท.นม.เขต 1 พบว่า นายพะเยา ไม่มีเจตนาที่จะลงโทษเด็กอย่างรุนแรง และยังเป็นผู้ที่คอยดูแลความรู้สึกเด็ก จึงได้ภาคทัณฑ์ไว้ก่อน แต่ในรายของนางปิยฉัตร ขาวนอก มีตำแหน่งเป็นครูสอนภาษาไทย และบรรจุเป็นครูของโรงเรียนเรียบร้อยแล้ว และถึงแม้ว่าทางโรงเรียนจะลงทษด้วยการไล่นางปิยะฉัตร ออกจากโรงเรียนเพื่อแสดงความรับผิดชอบแล้ว
อย่างไรก็ตาม ทางสำนักงาน สพท.นม.เขต 1 ก็จำเป็นที่จะต้องรายงานเรื่องนี้ไปยังสำนักงานเลขาธิการครุสภา และทางสำนักงานการศึกษาเอกชนเป็นผู้พิจารณาดำเนินการเอาผิดต่อไป รวมถึงการเอาผิดทางกฏหมายก็จะปล่อยให้ทางกระบวนการทางกฏหมายเป็นผู้กำหนดบทลงโทษตามความผิดที่ปรากฏเช่นเดียวกัน ส่วนกรณีของโรงเรียนโพธิพรรณวิทยา นั้นขณะนี้ยังอยู่ในช่วงของการไกล่เกลี่ยระหว่างทางผู้ปกครองของเด็กกับทางโรงเรียน นายเชษฐ์ฯ กล่าว
ขณะที่นางวิจิตรา กุลประสพ คณะกรรมการบริหารโรงเรียนมารีย์วิทยา กล่าวว่า เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นทางโรงเรียนรู้สึกผิดและได้ดำเนินการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงทั้งหมดจนปรากฏแล้วว่า นายสมชาย และนางปิยะฉัตร มีความผิดฐานะละเมิดกฏระเบียบข้อบังคับของโรงเรียนอย่างร้ายแรง จึงได้ลงโทษด้วยการไล่ทั้ง 2 คนพ้นจากการเป็นพนักงานของโรงเรียนทันที ส่วนนายพะเยาฯ สอบสวนแล้วพบว่าไม่มีเจตนาที่จะลงโทษเด็กอย่างรุนแรง จึงให้ภาคทัณฑ์ไว้ก่อน และห้ามมิให้มีการกระทำผิดในลักษณะนี้อีกซ้ำ 2
"ส่วนการเยียวยาด้านกรฟื้นฟูสภาพจิตใจของเด็กนักเรียนที่ถูกทำโทษ ทางโรงเรียนเตรียมที่จะหากิจกรรมเสริมเพื่อการผ่อนคลายสร้างความบันเทิงให้กับนักเรียน รวมถึงจัดกิจกรรมเสริมสร้างความผูกพันระหว่างบุคลากรของโรงเรียนกับนักเรียนให้มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันเพิ่มมากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหานี้ขึ้นอีก ส่วนผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์นี้ทางโรงเรียนยินดีที่จะชดเชยค่าเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดแก่ทางเด็กที่ได้รับบาดเจ็บ และมีผลกระทบทั้งหมด" นางวิจิตรา กล่าว







