posttoday
ของฝากจากมุมไบ

ของฝากจากมุมไบ

24 มกราคม 2560

โดย...นพ.วิชัย โชควิวัฒน

โดย...นพ.วิชัย โชควิวัฒน

เมื่อไม่นานมานี้ ผู้เขียนมีโอกาสไปเยือนมุมไบของสาธารณรัฐอินเดียอีกครั้ง นับเป็นครั้งที่ 4 มุมไบเป็นเมืองที่มีเรื่องน่าสนใจให้เขียนถึงหลายเรื่อง เพราะเป็นเมืองที่มีประชากรมากที่สุดของอินเดียราว 20 ล้านคน นับเป็นเมืองที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 9 ของโลก เป็นเมืองหลวงของรัฐมหาราษฏระ เป็นเมืองแรกๆ ของอินเดียที่มีการพัฒนาโดยชาวตะวันตก เพราะเป็นเมืองชายทะเลฝั่งตะวันตก เมื่อชาวยุโรปสามารถเดินเรืออ้อมแหลมกู๊ดโฮปมาถึงอินเดีย ก็มายึดบริเวณเมืองกัวเป็นแห่งแรก ต่อมาจึงมายึดมุมไบเป็นฐานสำคัญในการรุกรานจนยึดอินเดียเป็นอาณานิคมได้ในที่สุด

จุดหนึ่งที่นักท่องเที่ยวมักไปชมเมื่อไปเยือนมุมไบ คือ บริเวณท่าเรือที่เป็นที่ตั้งของ “ประตูสู่อินเดีย” (The Gateway of India) ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถข้ามไปเกาะช้าง ชมถ้ำที่มนุษย์สร้างขึ้นโดยเจาะเข้าไปในภูเขาหินแกรนิต สร้างเป็นห้องหับและประติมากรรมที่งดงามอลังการมากมาย

หากไม่ข้ามไปเกาะช้าง นักท่องเที่ยวก็มักถ่ายภาพกับประติมากรรมสำคัญ คือ “ประตูสู่อินเดีย” เพราะมีลานกว้างมโหฬารรับนักท่องเที่ยวได้จำนวนมาก สามารถเลือกมุมถ่ายภาพกับประตูสู่อินเดียได้ตามอัธยาศัย โดยมีภาพท้องทะเลอันเวิ้งว้างเป็นฉากหลัง

แท้จริงแล้ว ประติมากรรมประตูสู่อินเดียนั้น มิใช่สิ่งอันควรภาคภูมิใจของชาวตะวันออกเลย เพราะเป็นสัญลักษณ์ของการตกเป็นอาณานิคมของอินเดีย เนื่องจากประตูแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกแห่งการเสด็จมาเยือนของพระเจ้าจอร์จที่ 6 แห่งจักรวรรดิอังกฤษ

สิ่งที่ควรค่าแก่การสนใจยิ่งกว่าแต่มักไม่เป็นที่สนใจหรือรู้จักของคนทั่วไป คืออนุสาวรีย์ของบุคคลสำคัญคนหนึ่งของอินเดีย คือ สวามีวิเวกานันทะ ซึ่งหากยืนจากลานกว้างหันหน้าสู่ประตูสู่อินเดีย อนุสาวรีย์นี้จะยืนตระหง่านอยู่ในทิวไม้ทางด้านซ้าย

สวามีวิเวกานันทะ เกิดเมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2406 และมรณภาพเมื่อวันที่ 4 ก.ค. 2445 จึงมีอายุเพียง 39 ปีเศษ แต่มีผลงานยิ่งใหญ่ จนอินเดียนำวันเกิดของท่านมากำหนดเป็นวันเยาวชนแห่งชาติ และวันที่สวามีวิเวกานันทะ ปราศรัยครั้งแรกในสภาผู้แทนศาสนาโลก ที่นครชิคาโก เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2436 ได้รับการถือเป็นวันสำคัญ คือ เป็น “วันภราดรภาพโลก” (World Brotherhood Day)

สวามีวิเวกานันทะ มีเวลาทำงานทั้งสิ้นเพียง 9 ปีเศษ แต่สามารถสร้างผลงานที่มีผลกระทบทั้งต่อชาวโลกและต่ออินเดียอย่างสำคัญ โดยเป็นผู้ปฏิรูปศาสนาฮินดูให้ทันสมัยจนเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางของชาวโลก และเป็นผู้ปลุกกระแสชาตินิยมคนสำคัญในอินเดีย

ชาร์ลส์ ฟรีเออร์ แอนดรูส์ นักปฏิรูปสังคมคนสำคัญ กล่าวถึงสวามีวิเวกานันทะ ว่า “ความรักชาติอย่างกล้าหาญ ของสวามีวิเวกานันทะ สร้างสีสันใหม่ให้แก่ขบวนการชาตินิยมในอินเดีย” อุดมการณ์ชาตินิยมของสวามีวิเวกานันทะมีอิทธิพลอย่างสูงต่อนักคิดและผู้นำอินเดียยุคนั้น ศรีอรพินโทยกย่องสวามีวิเวกานันทะให้เป็นหนึ่งในผู้ปลุกจิตวิญญาณของอินเดีย มหาตมะ คานธี ยกย่องสวามีวิเวกานันทะ ว่า “เป็นผู้ทำให้ศาสนาฮินดูเปล่งประกายสดใส โดยตัดเปลือกกระพี้ที่ผุๆ ทิ้งไป”

จักรวรรดิราชาโคปาลชรี ผู้ว่าการคนแรกหลังอินเดียได้เอกราช กล่าวว่า “วิเวกานันทะ เป็นผู้กู้ชีพให้แก่ศาสนาฮินดูและกู้อินเดีย”  สุภาศ จันทรา โภส ผู้นำกองกำลังต่อสู้เพื่อกู้เอกราชของอินเดีย ยกย่องสวามีวิเวกานันทะว่าเป็น “ผู้สร้างอินเดียยุคใหม่” และทำให้ความรักชาติของคานธี “เพิ่มขึ้นพันเท่า” งานพูด งานเขียนของสวามีวิเวกานันทะ มีอิทธิพลอย่างสูงต่อนักสู้เพื่อเอกราชของอินเดีย เช่น สุภาศ จันทรา โภส อรพินโท โฆส และมีอิทธิพลต่อปัญญาชนตะวันตก เช่น อัลดัส ฮักซเลย์, คริสโตเฟอร์ ไอเชอร์ วูด, และโรมัง โรลลังค์

รพินทรนาถ ฐากูร ชาวตะวันออกคนแรกที่ได้รับรางวัลโนเบล กล่าวกับ โรมัง โรลลังค์ เจ้าของรางวัลโนเบลเช่นกันว่า “ถ้าคุณต้องการรู้จักอินเดีย ให้ศึกษาวิเวกานันทะ สำหรับเขาแล้วทุกสิ่งเป็นบวก ไม่มีอะไรเป็นลบ” โรลลังค์ เขียนถึงวิเวกานันทะ ว่า “ถ้อยคำของเขาคือดนตรีอันยิ่งใหญ่ วลีต่างๆ เป็นสไตล์ของบีโธเฟน ท่วงทำนองประดุจเพลงมาร์ชของแฮนเดิล...”

สวามีวิเวกานันทะ เดิมชื่อ นเรนทร นาถ ทัตตะ เกิดที่กัลกัตตา ซึ่งเวลานั้นเป็นเมืองหลวงของอินเดียสมัยอาณานิคม มีพี่น้อง 9 คน บิดาเป็นอัยการศาลสูงสุดแห่งกัลกัตตา ปู่ คือ ทุรคาจรัน เป็นปราชญ์ทางวรรณกรรมสันสกฤตและเปอร์เซีย และออกบวชเมื่อเข้าวัยเบญจเพส แม่เป็นคนเคร่งศาสนา พ่อเป็นคนหัวก้าวหน้า

นเรนทราสนใจศาสนามาตั้งแต่ยังเยาว์ แต่เป็นเด็กซุกซน เข้าโรงเรียนเมื่ออายุย่างเข้า 8 ขวบ เป็นเด็กเรียนเก่ง และชอบอ่านหนังสือ อ่านทั้งปรัชญา ศาสนา ประวัติศาสตร์ สังคมศาสตร์ ศิลปะ วรรณกรรม สนใจคัมภีร์ศาสนาฮินดู ทั้งคัมภีร์พระเวทอุปนิษัท ภควัตคีตา มหากาพย์รามายณะ มหาภารตะและปุราณะ นอกจากนี้ยังเรียนดนตรี เล่นกีฬา ศึกษาศาสตร์ของตะวันตกทั้งตรรกศาสตร์ ปรัชญา จบปริญญาตรีทางศิลปศาสตร์เมื่ออายุ 21 ปี  ได้ศึกษางานของ เดวิด ฮูม, อิมมานูเอล ค้านท์, โยฮันท์ กอตเลียบ ฟิชต์, บารุค สปิโนซา, เฮเกล, โชเปนเฮาเออร์, ออกุสต์ คอมต์,  จอห์น สจ๊วต มิลส์ และชาร์ลส์ ดาร์วิน เขาสนใจทฤษฎีวิวัฒนาการของเฮอเบิร์ต   สเปนเซอร์ จนได้เขียนจดหมายติดต่อกัน และต่อมาได้แปลงานชื่อ “การศึกษา” ของสเปนเซอร์เป็นภาษาเบงกาลี

วิลเลียม  ฮาสตี ครูใหญ่แห่งสถาบันการศึกษาที่นเรนทราเล่าเรียน เขียนว่า “นเรนทราเป็นอัจฉริยะ ข้าพเจ้าเดินทางไปทั่ว แม้แต่ในมหาวิทยาลัยในเยอรมนี ยังไม่เคยเห็นใครปราดเปรื่องเท่าเขา มีบางคนตั้งฉายาเขาว่า “ศรุติธร” คือผู้มีความจำอันอัศจรรย์”

นับว่านเรนทราได้สั่งสมความรู้อย่างกว้างขวางและลุ่มลึก ทั้งสรรพวิทยาจากตะวันตกและขุมปัญญาอันกว้างใหญ่ไพศาลของอินเดียเอง แต่ทั้งหมดก็เป็นเพียงรากฐานแห่งความรู้เท่านั้น นเรนทรายังต้องศึกษาอีกมาก เพื่อให้ได้ “ดวงตาเห็นธรรม” ก่อนจะโบยบินสู่โลกกว้างและสามารถสร้างการยอมรับได้ต่อไป

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท