posttoday
โลกยากคาดเดา คืนชีพ ‘เซฟเฮเวน’

โลกยากคาดเดา คืนชีพ ‘เซฟเฮเวน’

24 มกราคม 2560

ราคาสินทรัพย์ปลอดภัยเมื่อวานนี้พากันปรับตัวขึ้นกันถ้วนหน้า หลัง โดนัลด์ ทรัมป์

โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

ราคาสินทรัพย์ปลอดภัยเมื่อวานนี้พากันปรับตัวขึ้นกันถ้วนหน้า หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐอย่างเป็นทางการเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา สร้างความปวดหัวให้กับคนไปทั่วโลกเนื่องจากความไม่แน่นอนอันไม่สามารถคาดเดาได้ว่า ประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 45 นี้ จะเขย่าโลกไปในทิศทางใด และเป็นปัจจัยหลักที่หนุนให้เกิดความไม่แน่นอนไปทั่วโลก

สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนในถ้อยแถลงขึ้นรับตำแหน่งของทรัมป์ คือ การให้สัญญาว่าจะใช้นโยบายต่างประเทศแบบ “อเมริกามาก่อน” ตามที่หาเสียงไว้ และพร้อมใช้ลัทธิปกป้องการค้า ซึ่งทรัมป์เชื่อว่าเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในการสร้างงานให้กับชาวอเมริกัน

“การปกป้องจะนำพาเราไปสู่ความสำเร็จและความแข็งแกร่ง” ทรัมป์กล่าวในวันพิธีสาบานตน และในเวลาต่อมา รัฐบาลทรัมป์ก็ประกาศถอนตัวจากความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) และส่งสัญญาณเดินหน้ารื้อการเจรจาความตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (นาฟต้า) กับแคนาดาและเม็กซิโกต่อทันที

การแสดงออกของทรัมป์สร้างความกังวลมากกว่าจะเสริมความมั่นใจ ต่างกับช่วงหลังคว้าชัยที่ตลาดมองในแง่ดีไปถึงนโยบายที่เอื้อต่อภาคธุรกิจ โดยการมองในแง่ดีดังกล่าวเสริมสร้างให้ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ในช่วงท้ายปีเกือบพุ่งไปถึง 2 หมื่นจุด และทำสถิติใหม่แทบจะรายวัน

อย่างไรก็ตาม ภายหลังสุนทรพจน์รับตำแหน่งของทรัมป์ ค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลง 1.1% เทียบกับสินทรัพย์ปลอดภัยหรือ “เซฟ เฮเวน” อย่างค่าเงินเยนของญี่ปุ่นเมื่อเวลา 15.04 น. ตามเวลากรุงโตเกียวของเมื่อวานนี้ โดยอยู่ที่ 113.33 เยน/เหรียญสหรัฐ ขณะที่ดัชนีค่าเงินเหรียญสหรัฐของบลูมเบิร์กลดลงติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 4 ส่วนราคาพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปี และ 30 ปี ต่างปรับขึ้นกันถ้วนหน้า

“การแสดงออกจะถอนตัวออกจากทีพีพี และเจรจานาฟต้าใหม่ มีส่วนให้นักลงทุนหนีความเสี่ยงเช่นกัน” คัตซึโตชิ อินาโดเมะ นักกลยุทธ์ฝ่ายตราสารหนี้ของมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ มอร์แกน สแตนลีย์ ซีเคียวริตี กล่าว

ด้านดอยช์แบงก์ คาดการณ์ไว้ในช่วงปลายปีที่ผ่านมาว่า แม้ทรัมป์จะสามารถทำตามแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐได้ตามที่วางแผนไว้ ซึ่งส่งผลให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐมีแนวโน้มจะแข็งค่าขึ้นอยู่ที่ระดับ 120-125 เยน/เหรียญสหรัฐ ภายในสิ้นปี 2017 แต่ทรัมป์ก็ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า

ส่วนราคาสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำนั้น ปรับขึ้นสูงสุด 0.8% แตะจุดสูงสุดในรอบ 2 เดือนที่ 1,219.43 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ ระหว่างการซื้อขายเมื่อวานนี้ โดยราคาทองคำปรับขึ้นใน 10 ช่วงการซื้อขาย จากทั้งหมด 11 ช่วงการซื้อขายที่ผ่านมา นับถึงวันที่ 23 ม.ค.

นับเป็นการสร้างความหวังที่จะได้เห็นราคาทองคำขยับขึ้นได้อีกครั้ง จากความผันผวนที่รอคิวอีกหลายด้านในปีนี้ จากเดิมที่ราคาทองมีแนวโน้มซบเซาในปีนี้เมื่อเทียบกับสินทรัพย์เสี่ยงอย่างการลงทุนในหุ้น ที่มีแนวโน้มเติบโตได้ดีกว่าไปพร้อมกับแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจในสหรัฐ

ไม่เพียงแต่ค่าเงินเยนและทองคำเท่านั้นที่ปรับขึ้น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่นักลงทุนพากันเทขายไปก่อนหน้านี้ช่วงระหว่างที่ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งถึงก่อนรับตำแหน่งนั้น ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยผลตอบแทนที่สวนทางกับราคาพันธบัตรปรับลดลงไป 0.03% เป็น 2.441%

นอกจากเรื่องการค้าเสรีที่ทรัมป์ไม่ต้องการหรือพร้อมเจรจาใหม่แล้ว นโยบายของทรัมป์ยังสุ่มเสี่ยงให้เกิดการตอบโต้กันไปมาระหว่างหลายประเทศจนอาจก่อเกิดเป็นสงครามการค้าอย่างที่หลายฝ่ายเป็นกังวล โดยเฉพาะกับจีน ที่ทรัมป์เคยประกาศในยามหาเสียงว่าจะขึ้นบัญชีจีนเป็นประเทศปั่นค่าเงิน หลังสหรัฐมีการค้าขาดดุลกับจีนมากถึง 3.19 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 11 ล้านล้านบาท) เมื่อปี 2016 ที่ผ่านมา

ไม่เพียงเท่านั้น ทรัมป์ยังพูดคุยทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีไช่อิงเหวินของไต้หวัน ซึ่งนับเป็นประเด็นที่อ่อนไหวอย่างมาก เพราะจีนแสดงจุดยืนให้นานาชาติเสมอมาว่า ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน ไม่ใช่ประเทศ และการพูดคุยระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐและประธานาธิบดีไต้หวัน เป็นการส่งสัญญาณบอกถึงความไม่ใส่ใจนโยบาย “จีนเดียว” และทรัมป์เองยังแถลงหลังจากนั้นว่า สหรัฐไม่ได้ยึดติดกับนโยบายดังกล่าว

ดังนั้น ประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์จึงเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่อาจจุดประกายความขัดแย้งระหว่างจีนและสหรัฐขึ้นมาได้นอกเหนือไปจากประเด็นทางการค้า

การขึ้นมาของทรัมป์ ยังเป็นอีกหนึ่งเครื่องยืนยันต่อการผงาดขึ้นของกระแสชาตินิยม ต่อเนื่องจากกรณีเบร็กซิต หรือการถอนตัวจากสหภาพยุโรป (อียู) ของอังกฤษ โดยกระแสชาตินิยม โดยเฉพาะในยุโรป จะเผชิญกับบททดสอบในปีนี้จากเลือกตั้งที่เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และเยอรมนี ที่ฝ่ายขวาจัดต่างไม่พอใจระบบของอียูทั้งสิ้น

กระแสชาตินิยมที่อยู่บนพื้นฐานความไม่พอใจการค้าเสรี สร้างความกังวลให้กับการค้าโลก โดยแม้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) จะคาดการณ์ว่าปริมาณการค้าในปี 2017 นี้จะเพิ่มขึ้นเป็นเติบโต 3.8% เมื่อเทียบกับปี 2016 ที่เติบโตเพียง 1.9% แต่ไอเอ็มเอฟก็ลดคาดการณ์ปริมาณการค้าของประเทศพัฒนาแล้วลง 0.1% อยู่ที่ 3.6% ในปีนี้ และลดลง 0.3% อยู่ที่ 3.8% ในปีหน้า

ที่ผ่านมา เบร็กซิตสร้างปรากฏการณ์มาแล้วครั้งหนึ่ง โดยค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นไปหลุดระดับ 100 เยน/เหรียญสหรัฐ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2013 หลังจาก 23 มิ.ย. 2016 ซึ่งเป็นวันทำประชามติ ส่วนทองคำในช่วงนั้นก็ปรับขึ้นไปอยู่ระดับ 1,330 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ ซึ่งเป็นระดับที่สูงสุดในรอบมากกว่า 2 ปี และความไม่แน่นอนจากการเจรจาเบร็กซิตภายใน 2 ปีนี้ ก็พร้อมจะเป็นปัจจัยเสี่ยงกระทบความเชื่อมั่นของตลาดไปอีกยาวเช่นกัน

ความไม่แน่นอนของโลกในปี 2017 นี้ ทั้งความกังวลต่อลัทธิปกป้องและสงครามการค้า ที่กำลังมาแรงจากทรัมป์แห่งสหรัฐ รวมถึงชาตินิยมและเบร็กซิตที่กำลังมาแรงในยุโรป สร้างความเสี่ยงให้กับโลก ซึ่งภายในความเสี่ยงนั้น จึงยังอาจพอเปิดทางให้กับสินทรัพย์ปลอดภัยได้กลับมาเป็นที่รักของนักลงทุนอีกครั้งในปีนี้

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล