
แพะในกระบวนการยุติธรรม (2)
โดย...สมผล ตระกูลรุ่ง
โดย...สมผล ตระกูลรุ่ง
ไปกันใหญ่แล้ว ไม่รู้จะเป็นแพะหรือเป็นแกะ สำหรับคดีครูจอมทรัพย์ เมื่อตำรวจใหญ่น้อยต่างออกมาเรียงหน้าชนโดยยืนยันว่ามีกระบวนการรับจ้างติดคุกแทน และขู่ว่าจะดำเนินคดีกับกระบวนการสร้างเรื่องให้เป็นคดีแพะ ส่วนอีกฟากฝั่งหนึ่งนอกจากครูจอมทรัพย์แล้ว กระทรวงยุติธรรมได้ออกมาหนุนเต็มที่ว่าคดีนี้มีพยานหลักฐานใหม่ มั่นใจว่าเป็นคดีแพะ
นอกจากหน่วยงานของรัฐแล้ว ชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ได้ออกมายืนยันเอาชมรมเป็นเดิมพันว่ามีหลักฐานเด็ดว่า คดีนี้ไม่ใช่คดีแพะ
ผลจะเป็นอย่างไรอีกไม่นานเกินรอ ความเป็นจริงก็จะปรากฏโดยกระบวนการยุติธรรมที่เปิดเผยและเป็นที่จับตาของสังคม อันจะเป็นการยุติความเห็นที่ขัดแย้งกัน ตามกติกาของบ้านเมือง
เรามาว่าเรื่องหลักการพิจารณาของหน่วยงานยุติธรรมกันต่อ
พนักงานสอบสวนหรือตำรวจ ซึ่งเป็นกระบวนการต้นน้ำ มีหน้าที่สืบสวนสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด ในชั้นสอบสวนตำรวจจึงมีหน้าที่รวบรวมหาหลักฐานที่บ่งชี้ว่า ผู้ต้องหาเป็นผู้กระทำความผิด แม้ในทางสืบสวนหรือจากสายลับหรือจะนั่งทางใน จนแน่ใจว่า ใครเป็นคนกระทำความผิด ตำรวจก็ต้องแสวงหาพยานหลักฐานมามัดผู้ต้องหาให้ได้ อันเป็นหลักสากล
ส่วนผู้ต้องหานั้น แน่นอนว่าแม้จะเป็นตัวจริงแต่ก็มักจะปฏิเสธและนำพยานหลักฐานเข้ามาต่อสู้ ไม่ว่าจะเป็นหลักฐานจริงหรือเท็จก็ตาม เพื่อให้รอดพ้นจากคุกตะราง ฉะนั้น แม้ตำรวจจะต้องรับฟังพยานหลักฐานของผู้ต้องหา แต่ตำรวจจะให้น้ำหนักกับพยานหลักฐานที่แสวงหามาเองมากกว่า
ดังนั้น หากคดีใดพยานหลักฐานของผู้ต้องหามีน้ำหนักก้ำกึ่ง หรือเมื่อพิจารณาพยานหลักฐานแล้วเป็นที่สงสัยว่าจะเป็นผู้กระทำความผิดจริงหรือไม่ กรณีอย่างนี้ตำรวจต้องสั่งฟ้อง หากให้ตำรวจใช้ดุลพินิจในหลักการยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้กับผู้ต้องหาแล้ว เกรงว่าจะไม่มีคดีขึ้นสู่ศาลเลย
กระบวนการสืบสวนสอบสวนของตำรวจเปรียบเทียบง่ายๆ คือเป็นการใช้อำนาจแบบเปาบุ้นจิ้น เป็นการหาหลักฐานเป็นการกระทำฝ่ายเดียว ผู้ต้องหาไม่มีสิทธิตรวจสอบ
กระบวนการยุติธรรมกลางน้ำ คือพนักงานอัยการมีหน้าที่ตรวจสอบกลั่นกรองสำนวนของตำรวจว่า พยานหลักฐานที่ตำรวจรวบรวมมานั้น เพียงพอที่จะรับฟังได้หรือไม่ว่า ผู้ต้องหาเป็นผู้กระทำความผิด พนักงานอัยการจึงทำหน้าที่คล้ายศาล แต่ระดับการพิจารณาสั่งคดีนั้น หากหลักฐานที่ตำรวจรวบรวมมามีน้ำหนักฟังได้ อัยการก็น่าจะส่งฟ้องศาล เพื่อให้ไปพิสูจน์กันในกระบวนการชั้นศาลที่เปิดเผยและให้สิทธิคู่ความโดยเฉพาะจำเลยได้ต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ แต่ถ้าเห็นว่าพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวนไม่พอฟัง มีช่องโหว่ ได้พนักงานอัยการมีอำนาจสั่งให้สอบเพิ่มหรือมีคำสั่งไม่ฟ้อง
กระบวนการยุติธรรมปลายน้ำ คือ ศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นการพิจารณาที่เปิดเผย ให้โอกาสจำเลยต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ ใครจะเข้าไปฟังการพิจารณาก็ได้ และมีกระบวนการกลั่นกรองคำพิพากษาโดยศาลสูงซึ่งเป็นผู้ที่มีประสบการณ์มากกว่า
การพิจารณาคดีโดยใช้ระบบกล่าวหา ศาลไม่ได้ทำหน้าที่แบบเปาบุ้นจิ้น ศาลจะพิจารณาพยานหลักฐานที่ฝ่ายโจทก์และจำเลยนำเสนอต่อศาล หลักการพิจารณาของศาลที่เป็นสากลสำหรับคดีอาญาคือ หากคดีมีข้อสงสัยว่า จำเลยกระทำผิดจริงหรือไม่ ศาลต้องยกฟ้อง อันเป็นไปตามหลักการสากลที่ว่า ปล่อยคนผิด 10 คน ดีกว่าเอาผู้บริสุทธิ์ 1 คนติดคุก
การพิจารณาคดีอาญา ศาลจะพิจารณาจากพยานโจทก์เสียก่อนว่า ฟังได้หรือไม่ว่าจำเลยกระทำความผิด หากศาลเห็นว่า พยานโจทก์ไม่พอฟังว่าจำเลยกระทำผิด ศาลจะพิพากษายกฟ้องได้โดยไม่ต้องพิจารณาพยานหลักฐานของจำเลย แต่หากพยานหลักฐานฝ่ายโจทก์หนักแน่นเชื่อได้ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดจริง ศาลจึงจะพิจารณาพยานหลักฐานของจำเลยว่า มีน้ำหนักเพียงพอที่จะหักล้างพยานโจทก์ได้หรือไม่ หรือแม้หากไม่สามารถหักล้างได้แต่ทำให้พยานโจทก์มีข้อสงสัย หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่า จำเลยกระทำผิดจริงหรือไม่ ในกรณีเช่นนี้ศาลต้องยกฟ้อง
ฉะนั้น หลักการของพนักงานสอบสวนกับศาลจึงตรงข้ามกัน
กลับมาคดีครูแพะ คดีนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาหรือฟื้นคดีของศาล ข้อเท็จจริงโดยละเอียดครบถ้วนอยู่ในการพิจารณาของศาล ซึ่งไม่อาจก้าวล่วงได้
ข้อเท็จจริงเท่าที่ปรากฏจากสื่อมวลชน คดีนี้มี 2 ประเด็นที่ต้องนำมาพิจารณาคือ (1) จำเลยไม่ได้ให้การในชั้นสอบสวน โดยจะขอไปให้การในชั้นศาล (2) ประจักษ์พยานให้การชั้นศาลไม่ตรงกับคำให้การในชั้นสอบสวน ในสาระสำคัญว่า ผู้ขับรถเป็นผู้ชายกับผู้หญิง
ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่พนักงานสอบสวนรวบรวมได้ คือ เลขทะเบียนรถตรงกับทะเบียนรถของครู และพฤติการณ์ของครูก็มีข้อน่าสงสัย กล่าวคือขายรถไปแล้วแต่บังเอิญขอยืมไว้ใช้ในวันเกิดเหตุพอดิบพอดี และยังปรากฏหลักฐานการตรวจพิสูจน์รถยนต์ว่ามีร่องรอยที่ตัวรถ ตรงกับสีของรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับขี่ และในชั้นสอบสวนจำเลยไม่ได้ให้การไว้ จะขอให้การชั้นศาล พยานหลักฐานอย่างนี้ตำรวจย่อมจะต้องมีความเห็นสั่งฟ้อง
ผมจึงเห็นว่า กระบวนการสอบสวนสั่งคดีของตำรวจไม่ได้มีอะไรที่ผิด แม้อาจจะดูไม่รอบคอบในการสืบหารถยนต์จากทะเบียนรถยนต์ที่ได้ หรือการสอบปากคำพยานที่ไม่ระบุว่า เห็นคนขับเป็นผู้ชายก็ตาม แต่ในภาวะขณะนั้นหลักฐานเชื่อมโยงถึงผู้กระทำความผิดได้ และผู้ต้องหาไม่ให้การในชั้นสอบสวน ก็ย่อมมีเหตุผลที่จะสั่งฟ้อง ผมจึงไม่เข้าใจว่าตำรวจจะออกมาโวยวายเรื่องนี้ทำไม ก็แค่อธิบายหลักการในการทำงานก็เพียงพอแล้ว แต่ตำรวจกลับตีข่าวว่า มีกระบวนการรับจ้างติดคุก และข่มขู่ว่าจะดำเนินคดีกลับกับทุกคนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทำให้อดคิดไม่ได้ว่า ตำรวจกำลังข่มขู่ผู้ที่จะเป็นพยานในศาล
ความผิดพลาดของตำรวจคือการออกมาข่มขู่ ซึ่งอาจเป็นธรรมชาติของตำรวจไทย ความเป็นจริงแล้ว ตำรวจไม่ต้องประกาศว่า ถ้าทำผิดจะจับ เพราะมีหน้าที่จับกุมอยู่แล้ว
ถ้าแน่จริงก็ไปจับผู้ต้องหาหัวโล้นห่มเหลือง ตามหมายจับของศาล ที่ซ่อนตัวอยู่ในจานบินที่ อ.คลองหลวง ให้ได้ซิครับ อย่าเก่งกับครูที่ไม่มีทางสู้
การที่ครูจะเป็นแพะหรือไม่ จึงไม่น่าจะเป็นความบกพร่องของตำรวจ แต่เป็นคำพิพากษาของศาล ซึ่งไม่มีใครกล้าวิพากษ์วิจารณ์ ในกรณีนี้ ตำรวจจึงต้องกลายเป็นแพะเสียเองจากความผิดพลาดของตำรวจเอง ที่ไม่ยึดหลักการ แต่ออกมาใช้วิธีเดิมๆ คือการข่มขู่







