
ภาพลักษณ์ประเทศไทย ผ่านดัชนี CPI (จบ)
โดย...ชัยณรงค์ อินทรมีทรัพย์ คณะกรรมการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (กพข.)
โดย...ชัยณรงค์ อินทรมีทรัพย์ คณะกรรมการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (กพข.)
ต่อจากฉบับที่แล้ว ดัชนี CPI ซึ่งในประเทศไทยกลายเป็นกระจกสะท้อนภาพการรับรู้นั้นบิดเบือนไป เนื่องจากบริบทของระบบราชการที่ต่างกัน ทำนองมองต่างมุมระหว่างนานาชาติกับข้าราชการไทย หรือสังคมไทยเอง แต่ด้วยกระแสโลกาภิวัตน์และการเปิดกว้างของการค้าขาย การลงทุน การสื่อสารคมนาคม ฯลฯ บังคับให้ประเทศที่กำลังพัฒนา หรือด้อยพัฒนามีความจำเป็นต้องได้รับการลงทุนจากต่างประเทศ เพื่อกระตุ้นการผลิตการจ้างงาน การเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม การลงทุนจากต่างประเทศ ทั้งในรูปแบบ FDI (Foreign Direct Investment) ที่รู้จักกันดี และ NEM (Non-Equity Models of International Production and Development) ซึ่งเน้นการลงทุนรูปแบบใหม่ๆ เช่น การจ้างผลิต การผลิตสินค้าเกษตรเพื่ออุตสาหกรรม การ Outsource ภารกิจต่างๆ การให้ Franchising และ Licensing เป็นต้น
ประเทศไทยเคยได้รับการลงทุนจากต่างประเทศทั้งสองลักษณะในสัดส่วนสูงกว่า 1% ของวงเงิน 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้ภาคเศรษฐกิจเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว เช่น GDP เกินกว่าปีละ 10% และต่อมาได้ค่อยๆ ลดลงจนปัจจุบันเหลือน้อยมาก เพราะนานาชาตินิยมใช้ดัชนี CPI เป็นเครื่องมือสำคัญในการตัดสินใจเลือกลงทุนในประเทศต่างๆ ทั้งในภูมิภาคนี้และภูมิภาคอื่น ประเทศไทยซึ่งเคยได้รับอานิสงส์จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การมีงานทำ เงินทุนที่ไหลเข้ามามากกว่าการไหลออก ฯลฯ จึงตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก จนเกิดปรากฏการณ์ของการติดกับดักประเทศรายได้ปานกลางมานาน และการว่างงานของผู้จบอุดมศึกษากำลังรุนแรงขึ้น เพราะเงินลงทุนจากต่างประเทศลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
แนวทางแก้ไขเพื่อให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยดีขึ้นในสายตาต่างชาติน่าจะแยกเป็น 3 ระยะ คือ
1) ระยะเร่งด่วน ที่ควรทำทันทีและมีปัจจัยสนับสนุนพร้อม คือมาตรการเปิดโปงการทุจริตคอร์รัปชั่นด้วยกลไกสื่อสารมวลชน ประเทศไทยมีสถาบันสื่อสารมวลชนที่พัฒนามานานและบุคลากรในด้านนี้มีขีดความสามารถระดับนานาชาติ ถ้ากำหนดเป็นวาระแห่งชาติเพื่อให้ทำหน้าที่เปิดโปงประจานความผิด วิเคราะห์เจาะลึกในลักษณะของมืออาชีพที่ยึดถือประโยชน์ของสังคมเป็นที่ตั้ง การอาศัยเครือข่ายภาคประชาสังคม เอกชนประชาชน ฯลฯ จะสามารถหยุดยั้งการกระทำต่างๆ ได้อย่างมีนัยสำคัญ เพราะได้ผลทันที ในขณะที่การดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมต้องใช้เวลานานมากจนไม่มีความเกรงกลัว ทำนองกว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้เสียก่อน หรือดำเนินการทำนองขี่ช้างจับตั๊กแตน เป็นต้น
นอกจากนี้ การเปิดโปงโดยสื่อสารมวลชนในหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ ฯลฯ ทำให้สาธารณชนมีความรู้สึกร่วมละนำไปสู่การชี้เบาะแสข้อมูล ซึ่งนำไปสู่ความร่วมมือที่มักจะปกปิด แม้จะมีพระราชบัญญัติข่าวสารก็ตาม การทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องที่มีหลักฐานประจักษ์พยานแตกต่างไปจากคดีความผิดอุกฉกรรจ์ เช่น การฆ่าฟันหรือปล้นสดมภ์ นานาชาตินิยมใช้มาตรการทางแพ่งเพื่อลงโทษปรับแทนการดำเนินคดีอาญา เพราะโอกาสที่ผู้กระทำความผิดและผู้เกี่ยวข้องจะสารภาพและยอมรับการกระทำ หรือมีส่วนร่วมทำได้ง่ายกว่าและรวดเร็ว นำไปสู่การปรามผู้ที่คิดจะดำเนินการว่าราชการเอาจริง!!
2) ระยะปานกลาง ที่ต้องเริ่มทำแต่ใช้เวลา 3-5 ปีกว่าจะเห็นผลคือการปรับเปลี่ยนระบบราชการให้มีบทบาทที่เหมาะสมในการกำกับดูแล มีขนาดองค์กรที่กระชับมีประสิทธิภาพ และมีระบบค่าตอบแทนข้าราชการที่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและการดำรงชีพในปัจจุบัน รวมทั้งการทบทวนกฎหมายระเบียบปฏิบัติต่างๆ ของระบบราชการให้น้อยลง เพื่อมุ่งเน้นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอย่างจริงๆ จังๆ การปฏิรูประบบราชการจึงเป็นสิ่งแรกที่ควรดำเนินการก่อนที่จะเริ่มปฏิรูปภารกิจอื่นๆ อาทิ การศึกษา สาธารณสุข ความยุติธรรม ฯลฯ เพราะทุกๆ ภารกิจดำเนินการโดยระบบราชการทั้งสิ้น
3) ระยะยาว ที่ต้องเริ่มดำเนินการทันทีแต่ต้องใช้ระยะเวลาอีกหลายปี คือการปรับเปลี่ยนทัศนคติและค่านิยมของข้าราชการ เอกชน และประชาชน ฯลฯ ให้ปฏิเสธการทุจริตคอร์รัปชั่นทุกๆ รูปแบบและถือเป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคนที่ต้องสอดส่องดูแลเอาใจใส่และลงมือปฏิบัติเมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้น เช่น สมาคมวิชาชีพที่ดูแลควบคุมกันเองโดยใช้จรรยาบรรณและมาตรฐานวิชาชีพ เพราะสามารถลงโทษผู้กระทำผิดได้ทันทีโดยไม่ต้องอาศัยกระบวนการยุติธรรม การส่งเสริมให้มีผู้แจ้งเบาะแสทั้งภายในหน่วยงานหรือสังคม โดยอาศัยช่องทางของสื่อสารมวลชน เปิดโปงเพื่อป้องกันการพยายามจะทำการในลักษณะป้องปราม หรือตัดไฟตั้งแต่ต้นลม นำระบบ MIS มาใช้ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อจัดระบบข้อมูลต่างๆ ให้เป็นระบบ สามารถเรียกใช้ได้ทันที อาทิ ข้อมูลบุคคล ข้อมูลการประกอบธุรกิจ ข้อมูลการรายงานเกี่ยวกับภาษี ข้อมูลการถือครองทรัพย์สินทั้งสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ ข้อมูลการประกอบธุรกิจข้ามชาติ ข้อมูลการเงินและธนาคาร ฯลฯ โดยไม่ละเมิดความลับส่วนบุคคล นอกเสียจากจะมีเบาะแสเพียงพอที่จะนำไปสู่การเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ ในการป้องกันหรือลงโทษ เป็นต้น
สรุปในยุคโลกาภิวัตน์ของศตวรรษที่ 21 นี้ ประเทศไทยโดยเฉพาะข้าราชการและระบบราชการจะต้องปฏิรูปให้สอดคล้องกับความคาดหมายของนานาชาติ เพราะข้อมูลข่าวสารเชื่อมโยงอย่างทั่วถึงและรวดเร็ว การเปิดเผยการใช้ดุลพินิจและความโปร่งใสในการปฏิบัติหน้าที่ตามอำนาจที่กฎหมายกำหนดจึงเป็นปัจจัยสำคัญ และภาคเอกชน ภาคประชาสังคม คงต้องมุ่งเน้นการควบคุมกำกับดูแลกันเองโดยใช้ประมวลจริยธรรม และการลงโทษทางสังคม ฯลฯ มากกว่าจะหวังพึ่งกระบวนการยุติธรรมปกติเท่านั้น







