posttoday
ภาพลักษณ์ประเทศไทย ผ่านดัชนี CPI (จบ)

ภาพลักษณ์ประเทศไทย ผ่านดัชนี CPI (จบ)

23 มกราคม 2560

โดย...ชัยณรงค์ อินทรมีทรัพย์ คณะกรรมการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (กพข.)

โดย...ชัยณรงค์ อินทรมีทรัพย์ คณะกรรมการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (กพข.)

ต่อจากฉบับที่แล้ว ดัชนี CPI ซึ่งในประเทศไทยกลายเป็นกระจกสะท้อนภาพการรับรู้นั้นบิดเบือนไป เนื่องจากบริบทของระบบราชการที่ต่างกัน ทำนองมองต่างมุมระหว่างนานาชาติกับข้าราชการไทย หรือสังคมไทยเอง แต่ด้วยกระแสโลกาภิวัตน์และการเปิดกว้างของการค้าขาย การลงทุน การสื่อสารคมนาคม  ฯลฯ  บังคับให้ประเทศที่กำลังพัฒนา หรือด้อยพัฒนามีความจำเป็นต้องได้รับการลงทุนจากต่างประเทศ เพื่อกระตุ้นการผลิตการจ้างงาน การเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม การลงทุนจากต่างประเทศ ทั้งในรูปแบบ FDI (Foreign Direct Investment) ที่รู้จักกันดี และ NEM (Non-Equity Models of International Production and Development) ซึ่งเน้นการลงทุนรูปแบบใหม่ๆ เช่น การจ้างผลิต การผลิตสินค้าเกษตรเพื่ออุตสาหกรรม การ Outsource ภารกิจต่างๆ การให้ Franchising และ Licensing เป็นต้น

ประเทศไทยเคยได้รับการลงทุนจากต่างประเทศทั้งสองลักษณะในสัดส่วนสูงกว่า 1% ของวงเงิน 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ  ทำให้ภาคเศรษฐกิจเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว  เช่น  GDP เกินกว่าปีละ 10% และต่อมาได้ค่อยๆ ลดลงจนปัจจุบันเหลือน้อยมาก เพราะนานาชาตินิยมใช้ดัชนี CPI เป็นเครื่องมือสำคัญในการตัดสินใจเลือกลงทุนในประเทศต่างๆ ทั้งในภูมิภาคนี้และภูมิภาคอื่น  ประเทศไทยซึ่งเคยได้รับอานิสงส์จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ  การมีงานทำ  เงินทุนที่ไหลเข้ามามากกว่าการไหลออก  ฯลฯ  จึงตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก จนเกิดปรากฏการณ์ของการติดกับดักประเทศรายได้ปานกลางมานาน และการว่างงานของผู้จบอุดมศึกษากำลังรุนแรงขึ้น เพราะเงินลงทุนจากต่างประเทศลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

แนวทางแก้ไขเพื่อให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยดีขึ้นในสายตาต่างชาติน่าจะแยกเป็น 3 ระยะ คือ

1) ระยะเร่งด่วน  ที่ควรทำทันทีและมีปัจจัยสนับสนุนพร้อม คือมาตรการเปิดโปงการทุจริตคอร์รัปชั่นด้วยกลไกสื่อสารมวลชน  ประเทศไทยมีสถาบันสื่อสารมวลชนที่พัฒนามานานและบุคลากรในด้านนี้มีขีดความสามารถระดับนานาชาติ  ถ้ากำหนดเป็นวาระแห่งชาติเพื่อให้ทำหน้าที่เปิดโปงประจานความผิด  วิเคราะห์เจาะลึกในลักษณะของมืออาชีพที่ยึดถือประโยชน์ของสังคมเป็นที่ตั้ง  การอาศัยเครือข่ายภาคประชาสังคม  เอกชนประชาชน  ฯลฯ  จะสามารถหยุดยั้งการกระทำต่างๆ ได้อย่างมีนัยสำคัญ เพราะได้ผลทันที  ในขณะที่การดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมต้องใช้เวลานานมากจนไม่มีความเกรงกลัว ทำนองกว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้เสียก่อน  หรือดำเนินการทำนองขี่ช้างจับตั๊กแตน เป็นต้น

นอกจากนี้ การเปิดโปงโดยสื่อสารมวลชนในหนังสือพิมพ์  โทรทัศน์  วิทยุ  ฯลฯ  ทำให้สาธารณชนมีความรู้สึกร่วมละนำไปสู่การชี้เบาะแสข้อมูล ซึ่งนำไปสู่ความร่วมมือที่มักจะปกปิด  แม้จะมีพระราชบัญญัติข่าวสารก็ตาม  การทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องที่มีหลักฐานประจักษ์พยานแตกต่างไปจากคดีความผิดอุกฉกรรจ์  เช่น  การฆ่าฟันหรือปล้นสดมภ์  นานาชาตินิยมใช้มาตรการทางแพ่งเพื่อลงโทษปรับแทนการดำเนินคดีอาญา  เพราะโอกาสที่ผู้กระทำความผิดและผู้เกี่ยวข้องจะสารภาพและยอมรับการกระทำ หรือมีส่วนร่วมทำได้ง่ายกว่าและรวดเร็ว  นำไปสู่การปรามผู้ที่คิดจะดำเนินการว่าราชการเอาจริง!!

2) ระยะปานกลาง  ที่ต้องเริ่มทำแต่ใช้เวลา 3-5 ปีกว่าจะเห็นผลคือการปรับเปลี่ยนระบบราชการให้มีบทบาทที่เหมาะสมในการกำกับดูแล  มีขนาดองค์กรที่กระชับมีประสิทธิภาพ  และมีระบบค่าตอบแทนข้าราชการที่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและการดำรงชีพในปัจจุบัน  รวมทั้งการทบทวนกฎหมายระเบียบปฏิบัติต่างๆ ของระบบราชการให้น้อยลง  เพื่อมุ่งเน้นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอย่างจริงๆ จังๆ  การปฏิรูประบบราชการจึงเป็นสิ่งแรกที่ควรดำเนินการก่อนที่จะเริ่มปฏิรูปภารกิจอื่นๆ  อาทิ  การศึกษา  สาธารณสุข  ความยุติธรรม  ฯลฯ  เพราะทุกๆ ภารกิจดำเนินการโดยระบบราชการทั้งสิ้น

3) ระยะยาว  ที่ต้องเริ่มดำเนินการทันทีแต่ต้องใช้ระยะเวลาอีกหลายปี คือการปรับเปลี่ยนทัศนคติและค่านิยมของข้าราชการ  เอกชน  และประชาชน  ฯลฯ  ให้ปฏิเสธการทุจริตคอร์รัปชั่นทุกๆ รูปแบบและถือเป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคนที่ต้องสอดส่องดูแลเอาใจใส่และลงมือปฏิบัติเมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้น  เช่น  สมาคมวิชาชีพที่ดูแลควบคุมกันเองโดยใช้จรรยาบรรณและมาตรฐานวิชาชีพ  เพราะสามารถลงโทษผู้กระทำผิดได้ทันทีโดยไม่ต้องอาศัยกระบวนการยุติธรรม  การส่งเสริมให้มีผู้แจ้งเบาะแสทั้งภายในหน่วยงานหรือสังคม  โดยอาศัยช่องทางของสื่อสารมวลชน เปิดโปงเพื่อป้องกันการพยายามจะทำการในลักษณะป้องปราม หรือตัดไฟตั้งแต่ต้นลม  นำระบบ MIS มาใช้ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อจัดระบบข้อมูลต่างๆ ให้เป็นระบบ สามารถเรียกใช้ได้ทันที อาทิ ข้อมูลบุคคล  ข้อมูลการประกอบธุรกิจ  ข้อมูลการรายงานเกี่ยวกับภาษี  ข้อมูลการถือครองทรัพย์สินทั้งสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์  ข้อมูลการประกอบธุรกิจข้ามชาติ ข้อมูลการเงินและธนาคาร ฯลฯ โดยไม่ละเมิดความลับส่วนบุคคล  นอกเสียจากจะมีเบาะแสเพียงพอที่จะนำไปสู่การเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ ในการป้องกันหรือลงโทษ  เป็นต้น

สรุปในยุคโลกาภิวัตน์ของศตวรรษที่ 21 นี้ ประเทศไทยโดยเฉพาะข้าราชการและระบบราชการจะต้องปฏิรูปให้สอดคล้องกับความคาดหมายของนานาชาติ  เพราะข้อมูลข่าวสารเชื่อมโยงอย่างทั่วถึงและรวดเร็ว  การเปิดเผยการใช้ดุลพินิจและความโปร่งใสในการปฏิบัติหน้าที่ตามอำนาจที่กฎหมายกำหนดจึงเป็นปัจจัยสำคัญ  และภาคเอกชน  ภาคประชาสังคม  คงต้องมุ่งเน้นการควบคุมกำกับดูแลกันเองโดยใช้ประมวลจริยธรรม  และการลงโทษทางสังคม  ฯลฯ  มากกว่าจะหวังพึ่งกระบวนการยุติธรรมปกติเท่านั้น

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน