
ชาตินิยมดันศก.ช่วงสั้น ทรัมป์นำขบวนโลก
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
ในที่สุด โดนัลด์ ทรัมป์ ก็ได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ คนที่ 45 อย่างเป็นทางการไปแล้วหลังพิธีสาบานตน โดยในพิธีดังกล่าวเต็มไปด้วยถ้อยคำที่เน้นย้ำนโยบายที่แสดงถึงความเป็นชาตินิยมและประชานิยม พร้อมเอาใจชาวอเมริกันอย่างถึงที่สุด สร้างความกังวลต่อกระแสชาตินิยมที่มีทีท่าว่าจะปกคลุมไปทั่วโลก
แม้ความเป็นชาตินิยมจะนำมาซึ่งการขัดขากระแสโลกาภิวัตน์ และเป็นอุปสรรคต่อการค้าและการเคลื่อนย้ายแรงงาน อย่างไรก็ตามนโยบายประชานิยมของทรัมป์จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศได้ สังเกตได้จากองค์กรระดับนานาชาติอย่างกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ที่ออกมาคาดการณ์เศรษฐกิจสหรัฐ
ไอเอ็มเอฟคาดการณ์เศรษฐกิจสหรัฐในปีนี้จาก 1.8% เป็น 1.9% และเพิ่มของปีหน้าจาก 1.8% เป็น 2% ด้วยเหตุผลด้านการทุ่มงบประมาณการคลัง ทั้งการสร้างโครงสร้างพื้นฐานและการเสริมกองทัพ ซึ่งอาจมีมูลค่ามากถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 35 ล้านล้านบาท) ในอีก 10 ปีข้างหน้า
ส่วนด้านเวิลด์แบงก์ ระบุว่า นโยบายของทรัมป์ประกอบไปด้วยการลดภาษี เช่น ลดภาษีนิติบุคคลจากราว 35% ซึ่งเป็นอัตราที่สูงที่สุดประเทศหนึ่งในโลกเหลือเพียงราว 15-20% จะช่วยให้เศรษฐกิจสหรัฐให้ขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.3% ในปีนี้ และมากกว่า 0.8% ในปีหน้า
การลดภาษีจะเพิ่มเงินในมือให้กับชาวอเมริกัน ขณะที่การทุ่มงบลงทุนจะช่วยให้ภาคเอกชนมีเงินมากขึ้นและนำไปสู่การขยายรายได้ประชาชน ส่งผลให้การใช้จ่ายของผู้บริโภคมีแนวโน้มจะปรับตัวเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยตามข้อมูลของเวิลด์แบงก์ การบริโภคของสหรัฐคิดเป็น 68.1% ของขนาดเศรษฐกิจ ซึ่งมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับปี 1967 ที่การบริโภคคิดเป็น 58.9%
นอกจากจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาครวม ผู้บริโภคที่มีเงินในมือมากขึ้น ยังนับเป็นเศรษฐกิจภาคจริงที่หมายถึงประชาชนตัวจริงอันเป็นหัวใจของประชานิยม ไม่เฉพาะแต่ในระดับตลาดทุน
“ไม่ว่าจะผิดหรือถูก แต่พวกเขาคิดว่านโยบายในอดีตที่ผ่านมาเป็นความผิดพลาด ตอนนี้พวกเขากระตุ้นและต้องการใช้จ่ายมากขึ้น และพวกเขามีมุมมองบวกต่อการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในอนาคตอีก”
แลร์รี ฟิงก์ ประธานบริหาร (ซีอีโอ) ของแบล็กร็อก กล่าวถึงกลุ่มสนับสนุนชาตินิยมทั้งในการเลือกตั้งสหรัฐ และการประชามติออกจากสหภาพยุโรป (อียู) ของอังกฤษ ในที่ประชุมสภาเศรษฐกิจโลก
จากกระแสชาตินิยมทำให้ทั่วโลกเริ่มรับกระแสการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการคลังอีกครั้ง โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมา ไอเอ็มเอฟคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปีนี้และปีหน้าว่าจะขยายตัวได้ 3.4% และ 3.6% ตามลำดับ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ไอเอ็มเอฟประเมินว่าอยู่ที่ 3.1% ส่วนเวิลด์แบงก์ คาดการณ์เศรษฐกิจโลกปีนี้จะขยายตัวได้ 2.7% เพิ่มขึ้นจากจุดต่ำสุดนับตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจที่ 2.3% เมื่อปี 2016
สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่าบรรดาผู้มีอำนาจกำหนดนโยบายซึ่งเข้าร่วมที่ประชุมสภาเศรษฐกิจโลกซึ่งรวมถึง คริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟ เยอรมนี เป็นต้น ต่างเห็นด้วยในเรื่องนี้ คือประชานิยมไม่ใช่สิ่งเลวร้ายสำหรับโลกและยังเป็นปัจจัยกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม นโยบายเศรษฐกิจแบบประชานิยมยังคงเต็มไปด้วยความเสี่ยง โดยสำหรับในสหรัฐการใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเอาใจประชาของทรัมป์มาในช่วงที่หนี้สาธารณะสหรัฐอยู่ในระดับสูง และยังมาในช่วงที่เศรษฐกิจของสหรัฐกำลังสตาร์ทติดอีกด้วย
ระดับหนี้สาธารณะของสหรัฐอยู่ที่ราว 104% ของขนาดเศรษฐกิจ เมื่อปี 2015 ที่ผ่านมา หรืออยู่ที่ราว 14 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 490 ล้านล้านบาท) โดยจากการคาดการณ์ของสภาเพื่อการใช้งบประมาณรัฐอย่างมีความรับผิดชอบ องค์กรไม่แสวงผลกำไรของสหรัฐ ระดับหนี้สาธารณะในสมัยของทรัมป์จะเพิ่มขึ้นไปถึง 35.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1,232 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2026
โดยทั่วไปนักลงทุนจะใช้ระดับหนี้สาธารณะในการประเมินความสามารถชำระหนี้พันธบัตรรัฐบาล และส่งผลกระทบต่อราคาและผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลต่างๆ และในปัจจุบัน สหรัฐใช้วิธีการออกหนี้ใหม่เพื่อชดเชยหนี้เก่า เมื่อพันธบัตรต่างๆ หมดอายุ
นอกจากนี้ การกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐภายใต้ทรัมป์ยังมาพร้อมกับเศรษฐกิจสหรัฐที่แข็งแกร่งขึ้นอย่างมากจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 โดยการจ้างงานอยู่ในระดับการจ้างงานสมบูรณ์ ซึ่งอัตราการว่างงานอยู่ที่ราว 4.6-5% เมื่อปี 2016 ที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจที่อัตราการว่างงานพุ่งสูงถึงราว 10% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อในปี 2016 ที่ผ่านมาอยู่ที่ 2.1% ซึ่งเป็นอัตราที่สูงที่สุดตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2014
การใช้นโยบายการคลังของทรัมป์ แม้จะช่วยให้ประชาชนมีเงินในมือมากขึ้น แต่ก็นำไปสู่การอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นด้วยเช่นกัน และเป็นเหตุผลที่ตลาดต่างมองว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยจากระดับ 0.5-0.75% ในปัจจุบันเป็น 1.25-1.5% ในปีนี้ หรือหากมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งละ 0.25% เท่ากับจะมีการขึ้นดอกเบี้ย 3 ครั้ง
การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดจะทำให้สินทรัพย์ในสกุลเหรียญสหรัฐดึงดูดเม็ดเงินได้มากขึ้น ส่งผลต่อค่าเงินเหรียญสหรัฐให้แข็งค่าขึ้น ซึ่งนับเป็นเรื่องปวดหัวของทรัมป์ เนื่องจากต้องเสียเปรียบทางการค้าและยากต่อการลดการค้าขาดดุล โดยทรัมป์เป็นประธานาธิบดีคนแรกที่มีการส่งสัญญาณไม่พอใจในค่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่ามากจนเกินไป
ประเด็นเรื่องค่าเงินยังจะจุดชนวนให้ทรัมป์ใช้นโยบายปกป้องการค้าได้ง่าย ซึ่งเวิลด์แบงก์และลาการ์ด จากไอเอ็มเอฟเห็นตรงกันว่าจะกระทบต่อการค้าโลก และฉุดการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ควรจะได้รับแรงเสริมจากนโยบายทางการคลัง
ประชานิยมและชาตินิยมแม้จะดีกับเศรษฐกิจในประเทศ แต่คงไม่ดีกับเศรษฐกิจในระดับที่มีหลายชาติมัดรวมเป็นแพ็กเท่าไรนัก โดยเฉพาะกับอียูที่อาจถึงคราวต้องล่มสลาย หลังจากที่อังกฤษแยกตัวออกไปแล้ว และกระแสชาตินิยมเองยังทำให้เพิ่มแนวโน้มที่ชาติอื่นๆ จะเอาอย่างอังกฤษอีก โดยเนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และเยอรมนี จะมีการเลือกตั้งใหญ่ในปีนี้ ซึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนขั้วอำนาจไปยังชาตินิยม
ประชานิยมและชาตินิยมจึงมาพร้อมกับความเสี่ยงที่ผู้กำหนดนโยบายจำเป็นต้องรับมือ กระนั้นนโยบายชาตินิยมจะช่วยเอื้อต่อเศรษฐกิจภาคจริงได้ อย่างน้อยก็ในปัจจุบัน แม้จะมีความเสี่ยงมากมาย และหนึ่งในนั้นคือการค้าและการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรีที่เป็นปัจจัยสำคัญสำหรับเศรษฐกิจแบบพึ่งพาอาศัยกัน







