
ศาสนสถานโบราณในงานไหม
ปราสาทหินเป็นศาสนสถานยุคโบราณตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12-18 ที่มีกระจายอยู่ทั่วไปในแถบอีสานใต้
โดย...วีระศักร จันทร์ส่งแสง เรื่อง/ภาพ เครือข่ายพุทธิกา http://www.budnet.org
ปราสาทหินเป็นศาสนสถานยุคโบราณตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12-18 ที่มีกระจายอยู่ทั่วไปในแถบอีสานใต้ เช่นเดียวกับภูมิปัญญาเรื่องผ้าไหมที่มีอยู่ในพื้นที่แถบนี้มานับพันปีเช่นกัน
ลายมัดหมี่บนผืนผ้าเกิดจากการมัดไหมตามตำแหน่งของลายแล้วย้อมสีก่อนทอเป็นผืนผ้า มักลอกเลียนมาจากลวดลายในธรรมชาติ หรือเส้นสีในวิถีชีวิต เครื่องไม้เครื่องมือ แมกไม้ ลายเส้น งานศิลป์ เรื่องราวในพระพุทธศาสนา สถาปัตยกรรม ฯลฯ ล้วนเคยถูกจำลองแบบมาเป็นลายผ้าไหมทั้งสิ้น
แต่ยังไม่เคยมีการนำลวดลายจำหลักบนปราสาทหินอันวิจิตรมาเป็นลายบนผืนผ้าไหมมาก่อนเลย จนเมื่อ รศ.สมบัติ ประจญศานต์ มองเห็นและครุ่นคิดกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง “ปราสาทขอมเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่อยู่ในพื้นที่ แต่ไม่เคยมีใครนำมาใส่ในลายผ้าไหมมัดหมี่ซึ่งเป็นภูมิปัญญานับพันปีของคนอีสานใต้เช่นกัน ผ้าทอพื้นบ้านยังไม่มีลายจำหลักบนปราสาทหิน ในปี 2556 ก็คิดว่าเราจะต้องตั้งต้นนำลวดลายส่วนประดับปราสาทขอม มาใช้ในงานผ้าไหมมัดหมี่ทอมือ”
รศ.สมบัติ ให้เหตุผลเป็นเบื้องแรกว่า ปราสาทหินเป็นศาสนสถานอันเกี่ยวข้องกับเรื่องศรัทธาความเชื่อ การนำมาหลอมรวมเข้ากับเรื่องผืนผ้าต้องไม่กระทบด้านจิตใจ และคนกล้าใช้งานจริงไม่ใช่แค่การประดับบูชา “ผมใช้ลายท่อนพวงมาลัย ก้านขด ก้านต่อดอก ซึ่งเป็นลายประดับที่แสดงอายุของศิลปะขอม แต่ไม่ใช่ลายรูปเทพ รูปบุคคลที่เกี่ยวข้องความเชื่อ ลายปราสาทก็ไม่ได้นำรูปด้านปราสาทแบบเหมือนจริงทั้งองค์มาทำเป็นลาย ทำอย่างนั้นคนจะไม่กล้าใช้สอย ยกขึ้นสูงอย่างเดียว เราต้องการผ้าที่ใช้งาน ใช้สอยได้โดยสะดวกใจ ลายผังปราสาทนี่ถ้าคนไม่รู้ภูมิหลังก็มองเป็นลายเส้นที่ผู้ใช้จินตนาการ สร้างความหมายขึ้นเองได้ แต่บางคนสนใจเรียนรู้ถึงแนวคิดที่มา พอเราอธิบายเขาก็ยังยอมรับได้ที่จะเอาไปใช้สอย เพราะไม่ใช่รูปเคารพบูชา เราเลือกส่วนที่เห็นแล้วว่าไม่ขัดต่อความเชื่อ ไม่กระทบต่อความรู้สึก”
ด้วยพื้นฐานการเรียนที่จบมาด้านสถาปัตย กรรม รศ.สมบัติ สนใจปราสาทโบราณเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อมาบรรจุเป็นอาจารย์ในคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มรภ.บุรีรัมย์ เมื่อปี 2541 ก็มักออกไปดูปราสาทหินต่างๆ อยู่เสมอ จนเมื่อปี 2558 เมื่อสำนักงานพัฒนาชุมชน บุรีรัมย์ เสนอว่า อยากให้มีการสร้างสรรค์ใหม่ๆ เกี่ยวกับลายผ้าไหมของบุรีรัมย์ หลังจากได้เห็นผลงานออกแบบผ้าไหมมัดหมี่ลายส่วนประดับปราสาทขอมของเขา “เราเห็นลายผ้าทอพื้นถิ่นในบุรีรัมย์ ซึ่งมี 4 ชาติพันธุ์ไทลาว ไทโคราช กูย เขมร แต่ละกลุ่มมีลายของตน แต่ถ้าจะบอกว่าลายใดลายหนึ่งเป็นเอกลักษณ์ของบุรีรัมย์ กลุ่มอื่นอาจไม่ยอมรับ ผมจึงว่าต้องสร้างอัตลักษณ์ใหม่ขึ้นมา”
อาจารย์หนุ่มเล่าถึงจุดบันดาลใจที่ทำให้เกิดการบรรจบกันของสองภูมิปัญญาโบราณ “ผมออกแบบลายขึ้นใหม่ 10 ลาย จากการใช้ผังพื้นปราสาทพนมรุ้ง ตั้งชื่อว่า ลายผังพนม ให้รู้ว่ามาจากผังพื้นของปราสาทเขาพนมรุ้ง ยกให้เป็นลายมัดหมี่อัตลักษณ์ของ จ.บุรีรัมย์”
ลวดลายใหม่จากผังปราสาทหินเป็นที่ตื่นเต้นในหมู่ชาวบ้านที่ทอผ้าไหมว่าได้ลายใหม่มาทำ ขณะที่อาจารย์ผู้ออกแบบลายก็ยังมองเห็นแง่มุมที่จะพัฒนาต่อ
“ผมคิดว่าผังพนมยังสามารถต่อยอดเชิงสร้างสรรค์อะไรได้อีก หลังจากที่ออกแบบลายให้จังหวัดแล้ว จากต้นแบบลายไม่ซับซ้อนเหมาะแก่ผู้ผลิตที่ยังไม่ชำนาญในการมัดหมี่ ผมขอคิดโจทย์ให้ยากขึ้นจากลายผังพนม ทำให้ซับซ้อนและมีนัยทางศิลปะมากขึ้น โดยใช้เทคนิคแปรเปลี่ยนองค์ประกอบ และการเปลี่ยนค่าน้ำหนักของสี”
ในปีเดียวกันนั้นเขาได้รับทุนการสร้างสรรค์งานศิลป์จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ “เป็นทุนสำหรับนักออกแบบ ศิลปิน ที่จะสกัดความรู้ทางศิลปะที่ได้จากการสร้างสรรค์งานแล้วอธิบายออกมาเป็นงานวิชาการ ผมส่งโครงการเสนอไป ผู้ผ่านการคัดเลือก 30 กว่าคน มาประชุมทำความเข้าใจร่วมกัน ว่าทุนสร้างสรรค์งานศิลป์ ไม่ใช่แค่ผลิตงานศิลปะอย่างเดียว เนื้อหาหลักต้องการคำอธิบายทางวิชาการประกอบการสร้างงานศิลป์นั้นด้วย งานเดิมๆ ก่อนนั้นผมอาจไม่ได้แสดงรายละเอียดเนื้อหาเกี่ยวกับสิ่งที่ผมค้นพบในการทำงานมากนัก แต่ในโครงการนี้ผู้ทรงคุณวุฒิที่ปรึกษาโครงการ มีวิธีการทำให้เราเขียนรายละเอียดเหล่านั้นออกมาได้ ท่านมีประสบการณ์และมีวิธีการถอดความคิด ตั้งแต่กระบวนการออกแบบจนถึงกระบวนการประกอบสร้าง ให้สามารถเรียบเรียงออกมา ซึ่งผมพอใจมาก ทำให้ได้อธิบายองค์ความรู้มากกว่างานเดิมอื่นๆ ที่ผ่านมา”
กระบวนการแปรภาพโบราณสถานให้กลายเป็นลวดลายบนผืนผ้า รศ.สมบัติ อธิบายว่า “เริ่มจากการลดทอนลายให้ง่ายต่อการนำไปใช้ ผ่านวิธีการที่เรียกว่า Graphic Design ใช้ค่าน้ำหนักสี แล้วมาออกแบบลายเรขศิลป์ 2 มิติ และการจัดองค์ประกอบทางศิลปะ และกำหนดลายเพื่อมัดหมี่ตามโครงสร้างผ้าปูม เลือกใช้พื้นผ้าสีแดงจากครั่งเพื่อแสดงความเป็นเอเชีย”
นับถึงปัจจุบัน รศ.สมบัติ ออกแบบลายและจดลิขสิทธิ์ไว้แล้วมากกว่า 300 ลาย ซึ่งเขาบอกว่าเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับโลกทุกวันนี้ ด้วยเจตนาที่จะป้องกันไม่ให้งานออกแบบของเขาตกไปเป็นของต่างชาติ
เขากล่าวถึงเรื่องนี้อย่างถ่อมตนว่า นี่อาจไม่ใช่การค้นพบที่ยิ่งใหญ่หรือสลักสำคัญอะไรนัก ทั้งหมดมีอยู่ก่อนแล้ว นักออกแบบหลายคนเห็นปราสาท เห็นผ้าไหมมัดหมี่ แต่ทั้งสองสิ่งยังไม่ได้ถูกนำมารวมอยู่ด้วยกัน
“ผมเพียงแต่ทำหน้าที่รวมคุณค่าของทั้งสองสิ่งเข้าด้วยกัน ผ่านการเรียนรู้กับภูมิปัญญาท้องถิ่นเท่านั้นเอง”







