posttoday
มาราธอนแรก

มาราธอนแรก

22 มกราคม 2560

ความคิดเรื่อง “มาราธอน” กลับมาวนเวียนในหัวผมอีกครั้ง​

โดย...ธนพล บางยี่ขัน

ความคิดเรื่อง “มาราธอน” กลับมาวนเวียนในหัวผมอีกครั้ง​

จากบทสนทนาสั้นๆ กับ ครูดิน-สถาวร จันทร์ผ่องศรี ที่จุดประกายทำให้ไฟในตัวที่เคยเกือบดับมอดไปแล้วให้กลับมาลุกโชนอีกครั้ง ถึงขั้นตัดสินใจเตรียมลงสนามจอมบึงมาราธอนซึ่งจะเป็นการลงวิ่งในระยะ 42.195 กิโลเมตร เป็นครั้งแรกในชีวิต ทั้งที่ก่อนหน้านี้มันเคยเป็นเรื่องไกลตัว

​ย้อนไปประมาณ 3 ปีก่อนหน้านี้​ สภาพร่างกายที่ขาดการเอาใจใส่มานานเริ่มฟ้องตัวเองผ่านตัวเลขชี้วัดต่างๆ ทั้งระดับไขมัน น้ำตาล ความดัน ฯลฯ พุ่งสูงเกินค่ามาตรฐานจนน่าตกใจ

สอดรับไปกับอาการเหนื่อยง่าย ขึ้นบันไดก็เหนื่อยหอบ วิ่งนิดหน่อยหัวใจก็เต้นรัวจนอกสั่น

เป้าหมายการวิ่งในช่วงแรกจึงไม่ใช่เรื่องเหรียญรางวัลหรือการตามล่าพิชิตชัยในสนามวิ่งต่างๆ แต่เป็นเรื่องการดูแลสุขภาพที่ต้องได้รับการฟื้นฟูอย่างจริงจังก่อนจะแย่จนเกินเยียวยา

การเริ่มต้นมันยากเสมอ​ ​กว่าจะวิ่งได้ระยะสักกิโลเมตรมันทั้งเหนื่อย ทั้งนาน แต่ก็ไม่มีทางเลือก​จนเมื่อ​วิ่งไปเรื่อยๆ ​ทุกอย่างก็เข้าที่เข้าทาง ปอด ตับ หัวใจ แขน ขา ดูจะเริ่มรู้จักหน้าที่ของตัวเองมากขึ้น ระยะทาง ระยะเวลาที่วิ่งแต่ละครั้ง​ค่อยๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จาก 1 เป็น 10 จาก 10 เป็น 21 กิโลเมตร

เป้าหมายเรื่อง “มาราธอน” จึงค่อยๆ ก่อตัว แต่สุดท้ายก็ไปไม่รอด วิ่งเท่าไหร่ก็ไปไม่ถึงเป้า​

มันเป็น “กำแพง” ที่มีอยู่จริง แค่ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่รู้สึกได้ ต่อให้ออกแรงขนาดไหน สองเท้าก็ไม่อาจพาตัวเองให้ก้าวต่อไปข้างหน้า​ ยิ่งฝืน ​ยิ่งเจ็บตัว ยิ่งพยายามเข้าใกล้ ยิ่งมีแต่ห่างไกล  

การซ้อมหนักด้วยหวังว่ามันจะเป็นเส้นทางที่จะพาก้าวข้ามกำแพงไปได้ ตรงกันข้ามที่สุดท้ายกลับทำให้ร่างกายบอบช้ำ ​ต้องเสียเวลานานไปพักฟื้น และกลับมาเริ่มต้นใหม่

​ความพยายามเอาชนะก็ทำให้ต้อง​กลับมาทบทวนตัวเอง ศึกษาหาข้อมูลรอบตัว ​นำมาปรับเปลี่ยน ทั้งวิธีการวิ่ง การวางเท้า จังหวะการก้าว การแกว่งแขน การหายใจ ตลอดจนการพัฒนาศักยภาพกล้ามเนื้อมัดเล็ก มัดใหญ่ รวมถึงเทคนิคที่ใครว่าดีทั้งหลาย ก็ทดลองทำหมด

แม้ภาพรวมการวิ่งจะดูดีขึ้น แต่มันก็ยังเหมือนมีข้อจำกัดที่ไม่อาจก้าวข้าม

มาราธอนเลยเป็นความฝันแบบลมๆ แล้งๆ หลังได้ชิมลางลงสนามระยะมินิมาราธอน และ ฮาล์ฟมาราธอนที่จอมบึงมาแล้วตามลำดับ การจะก้าวไปมาราธอนจะยากอะไร

แต่สุดท้ายก็รู้ว่ามันเพียงแค่เป้าหมายที่ห่างไกลความจริง ​ได้เจอแสงสว่างปลายอุโมงค์ ​เมื่อครูดินบอกว่าเตรียมเปิด “บ้านวัดใจ”​ รอบที่ 3 รับสมัครนักวิ่งทั่วไปไปเข้าคอร์สฝึกซ้อม​เพื่อลงสนามมาราธอน

ระยะเวลา 212 วัน ไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่ใช่เรื่องยาก ​การฝึกซ้อมตามตารางของครูดิน พัฒนาศักยภาพความพร้อมด้านต่างๆ เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยวินัย ความอดทน และความต่อเนื่อง

ผมมีพี่กิ๊ก Supatra Tangchitpornchai เป็นโค้ชส่วนตัว​ คอยปลุกปั้นแนะนำเทคนิคการซ้อม การวิ่ง การวอร์ม การเตรียมตัว ไปจนถึงรักษาอาการบาดเจ็บ ตลอดจนการป้องกันไม่ให้บาดเจ็บ 

การซ้อมดำเนินมาตามแผนที่ออกแบบมาเป็นอย่างดี นอกจากฝีเท้าที่พัฒนาขึ้นแล้ว สุขภาพที่แข็งแรงและร่างกายที่ผอมเพรียวจนใครๆ ก็ทัก ดูจะเป็นของแถมที่คุ้มค่า

ตัดภาพมาที่วันลงสนามจริง 15 ม.ค.ที่ผ่านมา บรรยากาศไม่ต่างจากปีที่ผ่านๆ มา แค่รอบนี้ความรู้สึกตื่นเต้นกับระยะวิ่งที่เพิ่มเป็นเท่าตัว

ที่สำคัญ ในตารางซ้อมที่ฝึกซ้อมมานั้น ระยะวิ่งที่ไกลสุดคือ 32 กิโลเมตรเท่านั้น ส่วนที่เหลืออีก 10 กว่ากิโลเมตร เป็นเรื่องที่จะต้องไปลุ้นกันในสนาม

ปัญหาอยู่ที่แค่ระยะทางแค่ 32 กิโลเมตรในช่วงซ้อมนั้น บางครั้งผมก็ทำได้สำเร็จ บางครั้งก็ล่มไปกลางคันเพราะอาการเจ็บและเหนื่อยล้าเกินกว่าจะไปต่อไหว งานนี้จึงเป็นการวัดใจล้วนๆ 

​แผนการวิ่งถูกเขียนไว้ที่แขน​ ​ซึ่งจะระบุว่า 10 กิโลเมตรแรก 10 กิโลเมตรที่สอง และ 10 กิโลเมตรที่สาม และ 12 กิโลเมตรสุดท้าย ควรจะใช้เวลาเท่าไหร่ ทุกอย่างเป็นการคำนวณเพื่อจะได้เกลี่ยแรงไว้จนถึงปลายทาง และทำได้ตามเป้าหมายที่ตั้งใจ

นักวิ่งข้างหน้าผมวิ่งด้วยความเร็วใกล้เคียงกัน เขาสวมเสื้อมีข้อความ don’t limit your challenges challenge your limits ที่ยิ่งอ่านยิ่งมีแรงฮึด

ทุกอย่างไหลลื่นเป็นไปตามแผนที่วางไว้ จนมาถึงระยะ 32 กิโลเมตร ซึ่งเป็นระยะซ้อมที่ไกลที่สุด ​

หลังจากนี้จะเป็นเรื่องของกำลังใจล้วนๆ เพราะกำลังกายที่ล้าจนได้ที่แล้ว​พร้อมจะถอดใจได้ทุกเมื่อ ​อยู่ที่ว่ากำลังใจจะลากให้สู้ต่อไปได้แค่ไหน

หนักที่สุดน่าจะเป็น​ช่วง 5 กิโลเมตรสุดท้าย ที่ไม่ใช่แค่​พยายามคงความเร็วไม่ให้ตกลงไป แต่ถ้าจะทำให้ได้ตามเป้า ผมต้องขยับความเร็วขึ้นอีกเล็กน้อย รวมทั้งตอนแวะพักกินน้ำต้องใช้เวลาให้น้อยที่สุด สวนทางกับความรู้สึกเวลานั้นที่อยากจะแอบอู้มาเดินสักนาทีสองนาที ​​แต่ก็ทำได้เพียงแค่คิด

ผมกัดฟันวิ่งต่อไปตามแผนจนเข้าเส้นชัย ด้วยเวลาใกล้เคียงกับที่ตั้งเป้าไว้

มันเป็นเช่นนี้เองกับความรู้สึกของมาราธอนแรก ดีใจ มันเป็นอารมณ์ที่ยากจะอธิบาย คงต้องมาสัมผัสด้วยตัวเองถึงจะรับรู้​อารมณ์ตรงนี้

แต่ไม่รู้ทำไมในหัวผมยัง​คงคิดถึงข้อความเดิม​ don’t limit your challenges challenge your limits

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท