
มาราธอนแรก
ความคิดเรื่อง “มาราธอน” กลับมาวนเวียนในหัวผมอีกครั้ง
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
ความคิดเรื่อง “มาราธอน” กลับมาวนเวียนในหัวผมอีกครั้ง
จากบทสนทนาสั้นๆ กับ ครูดิน-สถาวร จันทร์ผ่องศรี ที่จุดประกายทำให้ไฟในตัวที่เคยเกือบดับมอดไปแล้วให้กลับมาลุกโชนอีกครั้ง ถึงขั้นตัดสินใจเตรียมลงสนามจอมบึงมาราธอนซึ่งจะเป็นการลงวิ่งในระยะ 42.195 กิโลเมตร เป็นครั้งแรกในชีวิต ทั้งที่ก่อนหน้านี้มันเคยเป็นเรื่องไกลตัว
ย้อนไปประมาณ 3 ปีก่อนหน้านี้ สภาพร่างกายที่ขาดการเอาใจใส่มานานเริ่มฟ้องตัวเองผ่านตัวเลขชี้วัดต่างๆ ทั้งระดับไขมัน น้ำตาล ความดัน ฯลฯ พุ่งสูงเกินค่ามาตรฐานจนน่าตกใจ
สอดรับไปกับอาการเหนื่อยง่าย ขึ้นบันไดก็เหนื่อยหอบ วิ่งนิดหน่อยหัวใจก็เต้นรัวจนอกสั่น
เป้าหมายการวิ่งในช่วงแรกจึงไม่ใช่เรื่องเหรียญรางวัลหรือการตามล่าพิชิตชัยในสนามวิ่งต่างๆ แต่เป็นเรื่องการดูแลสุขภาพที่ต้องได้รับการฟื้นฟูอย่างจริงจังก่อนจะแย่จนเกินเยียวยา
การเริ่มต้นมันยากเสมอ กว่าจะวิ่งได้ระยะสักกิโลเมตรมันทั้งเหนื่อย ทั้งนาน แต่ก็ไม่มีทางเลือกจนเมื่อวิ่งไปเรื่อยๆ ทุกอย่างก็เข้าที่เข้าทาง ปอด ตับ หัวใจ แขน ขา ดูจะเริ่มรู้จักหน้าที่ของตัวเองมากขึ้น ระยะทาง ระยะเวลาที่วิ่งแต่ละครั้งค่อยๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จาก 1 เป็น 10 จาก 10 เป็น 21 กิโลเมตร
เป้าหมายเรื่อง “มาราธอน” จึงค่อยๆ ก่อตัว แต่สุดท้ายก็ไปไม่รอด วิ่งเท่าไหร่ก็ไปไม่ถึงเป้า
มันเป็น “กำแพง” ที่มีอยู่จริง แค่ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่รู้สึกได้ ต่อให้ออกแรงขนาดไหน สองเท้าก็ไม่อาจพาตัวเองให้ก้าวต่อไปข้างหน้า ยิ่งฝืน ยิ่งเจ็บตัว ยิ่งพยายามเข้าใกล้ ยิ่งมีแต่ห่างไกล
การซ้อมหนักด้วยหวังว่ามันจะเป็นเส้นทางที่จะพาก้าวข้ามกำแพงไปได้ ตรงกันข้ามที่สุดท้ายกลับทำให้ร่างกายบอบช้ำ ต้องเสียเวลานานไปพักฟื้น และกลับมาเริ่มต้นใหม่
ความพยายามเอาชนะก็ทำให้ต้องกลับมาทบทวนตัวเอง ศึกษาหาข้อมูลรอบตัว นำมาปรับเปลี่ยน ทั้งวิธีการวิ่ง การวางเท้า จังหวะการก้าว การแกว่งแขน การหายใจ ตลอดจนการพัฒนาศักยภาพกล้ามเนื้อมัดเล็ก มัดใหญ่ รวมถึงเทคนิคที่ใครว่าดีทั้งหลาย ก็ทดลองทำหมด
แม้ภาพรวมการวิ่งจะดูดีขึ้น แต่มันก็ยังเหมือนมีข้อจำกัดที่ไม่อาจก้าวข้าม
มาราธอนเลยเป็นความฝันแบบลมๆ แล้งๆ หลังได้ชิมลางลงสนามระยะมินิมาราธอน และ ฮาล์ฟมาราธอนที่จอมบึงมาแล้วตามลำดับ การจะก้าวไปมาราธอนจะยากอะไร
แต่สุดท้ายก็รู้ว่ามันเพียงแค่เป้าหมายที่ห่างไกลความจริง ได้เจอแสงสว่างปลายอุโมงค์ เมื่อครูดินบอกว่าเตรียมเปิด “บ้านวัดใจ” รอบที่ 3 รับสมัครนักวิ่งทั่วไปไปเข้าคอร์สฝึกซ้อมเพื่อลงสนามมาราธอน
ระยะเวลา 212 วัน ไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่ใช่เรื่องยาก การฝึกซ้อมตามตารางของครูดิน พัฒนาศักยภาพความพร้อมด้านต่างๆ เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยวินัย ความอดทน และความต่อเนื่อง
ผมมีพี่กิ๊ก Supatra Tangchitpornchai เป็นโค้ชส่วนตัว คอยปลุกปั้นแนะนำเทคนิคการซ้อม การวิ่ง การวอร์ม การเตรียมตัว ไปจนถึงรักษาอาการบาดเจ็บ ตลอดจนการป้องกันไม่ให้บาดเจ็บ
การซ้อมดำเนินมาตามแผนที่ออกแบบมาเป็นอย่างดี นอกจากฝีเท้าที่พัฒนาขึ้นแล้ว สุขภาพที่แข็งแรงและร่างกายที่ผอมเพรียวจนใครๆ ก็ทัก ดูจะเป็นของแถมที่คุ้มค่า
ตัดภาพมาที่วันลงสนามจริง 15 ม.ค.ที่ผ่านมา บรรยากาศไม่ต่างจากปีที่ผ่านๆ มา แค่รอบนี้ความรู้สึกตื่นเต้นกับระยะวิ่งที่เพิ่มเป็นเท่าตัว
ที่สำคัญ ในตารางซ้อมที่ฝึกซ้อมมานั้น ระยะวิ่งที่ไกลสุดคือ 32 กิโลเมตรเท่านั้น ส่วนที่เหลืออีก 10 กว่ากิโลเมตร เป็นเรื่องที่จะต้องไปลุ้นกันในสนาม
ปัญหาอยู่ที่แค่ระยะทางแค่ 32 กิโลเมตรในช่วงซ้อมนั้น บางครั้งผมก็ทำได้สำเร็จ บางครั้งก็ล่มไปกลางคันเพราะอาการเจ็บและเหนื่อยล้าเกินกว่าจะไปต่อไหว งานนี้จึงเป็นการวัดใจล้วนๆ
แผนการวิ่งถูกเขียนไว้ที่แขน ซึ่งจะระบุว่า 10 กิโลเมตรแรก 10 กิโลเมตรที่สอง และ 10 กิโลเมตรที่สาม และ 12 กิโลเมตรสุดท้าย ควรจะใช้เวลาเท่าไหร่ ทุกอย่างเป็นการคำนวณเพื่อจะได้เกลี่ยแรงไว้จนถึงปลายทาง และทำได้ตามเป้าหมายที่ตั้งใจ
นักวิ่งข้างหน้าผมวิ่งด้วยความเร็วใกล้เคียงกัน เขาสวมเสื้อมีข้อความ don’t limit your challenges challenge your limits ที่ยิ่งอ่านยิ่งมีแรงฮึด
ทุกอย่างไหลลื่นเป็นไปตามแผนที่วางไว้ จนมาถึงระยะ 32 กิโลเมตร ซึ่งเป็นระยะซ้อมที่ไกลที่สุด
หลังจากนี้จะเป็นเรื่องของกำลังใจล้วนๆ เพราะกำลังกายที่ล้าจนได้ที่แล้วพร้อมจะถอดใจได้ทุกเมื่อ อยู่ที่ว่ากำลังใจจะลากให้สู้ต่อไปได้แค่ไหน
หนักที่สุดน่าจะเป็นช่วง 5 กิโลเมตรสุดท้าย ที่ไม่ใช่แค่พยายามคงความเร็วไม่ให้ตกลงไป แต่ถ้าจะทำให้ได้ตามเป้า ผมต้องขยับความเร็วขึ้นอีกเล็กน้อย รวมทั้งตอนแวะพักกินน้ำต้องใช้เวลาให้น้อยที่สุด สวนทางกับความรู้สึกเวลานั้นที่อยากจะแอบอู้มาเดินสักนาทีสองนาที แต่ก็ทำได้เพียงแค่คิด
ผมกัดฟันวิ่งต่อไปตามแผนจนเข้าเส้นชัย ด้วยเวลาใกล้เคียงกับที่ตั้งเป้าไว้
มันเป็นเช่นนี้เองกับความรู้สึกของมาราธอนแรก ดีใจ มันเป็นอารมณ์ที่ยากจะอธิบาย คงต้องมาสัมผัสด้วยตัวเองถึงจะรับรู้อารมณ์ตรงนี้
แต่ไม่รู้ทำไมในหัวผมยังคงคิดถึงข้อความเดิม don’t limit your challenges challenge your limits







