
มองปาล์มใหม่
ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ หรือปัญหา “โลกร้อน” นั้น สามารถเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ
โดย...ศุภกิจ นันทะวรการ มูลนิธินโยบายสุขภาวะ [email protected]
ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ หรือปัญหา “โลกร้อน” นั้น สามารถเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะภัยพิบัติจากน้ำท่วม พายุ และภัยแล้ง ที่มีมากขึ้นทั่วโลก
เราจึงเห็นความพยายามของหลายๆ ประเทศ ในการประชุมและจัดทำข้อตกลงระดับโลกที่จะแก้ไขปัญหา รวมทั้งการปรับตัวและรับมือกับผลกระทบต่างๆ
โดยท่านนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ประกาศในการประชุมรัฐภาคีฯ (COP21) เมื่อปลายปี 2558 ว่า ประเทศไทยจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ร้อยละ 20-25 ภายในปี 2573 มุ่งลดการใช้พลังงานจากฟอสซิล โดยใช้พลังงานทดแทนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ล่าสุดในการประชุมรัฐภาคีฯ (COP22) เมื่อเดือน พ.ย. 2559 พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้กล่าวถึงความสำคัญของการยกระดับการดำเนินงานและความพยายามให้มากขึ้นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะการดำเนินงานในช่วงก่อนปี 2563 อย่างเร่งด่วน รวมทั้งความมุ่งมั่นที่จะใช้พลังงานทดแทนให้มากขึ้น
แต่เมื่อเราหันกลับมามองการพัฒนาพลังงานทดแทนในประเทศ ความหวังและความมุ่งมั่น กลับไม่ชัดเจนและสดใสนัก เพราะถึงแม้ว่า ประเทศเราจะมีแหล่งพลังงานทดแทน รอให้นำมาใช้อยู่มากมาย ทั้งของเหลือจากการเกษตร น้ำเสีย ขยะ แสงแดด สายลม และสายน้ำ
แต่ปัญหาอุปสรรคต่างๆ โดยเฉพาะความไม่แน่นอนของนโยบายของรัฐ ก็ทำให้เกิดความล่าช้า หรือแม้กระทั่งทำให้การพัฒนาพลังงานทดแทนต้องหยุดชะงักไปเลยก็มี
อุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มเป็นตัวอย่างที่สำคัญในเรื่องนี้
ประเทศไทยมีโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มเป็นจำนวนมาก ซึ่งทุกๆ โรงจะมีน้ำเสียจากกระบวนการผลิต ที่อาจทำให้เกิดกลิ่นเหม็นและผลกระทบอื่นๆ กับชุมชนโดยรอบ
หลายโรงงานจึงลงทุนระบบก๊าซชีวภาพจากน้ำเสียของโรงงาน ซึ่งสร้างประโยชน์ได้หลากหลายด้าน ทั้งการใช้เป็นพลังงานผลิตไฟฟ้าหรือความร้อน การบำบัดน้ำเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ การใช้กากตะกอนเป็นปุ๋ยอินทรีย์ ช่วยลดต้นทุน สร้างรายได้ และลดโลกร้อนไปพร้อมๆ กัน
นอกจากก๊าซชีวภาพแล้วของเหลือจากปาล์ม ทั้งทะลายเปล่าและกะลาปาล์ม ยังใช้เป็นเชื้อเพลิงชีวมวล ผลิตไฟฟ้าได้จำนวนมาก นอกจากจะใช้เองภายในโรงงานแล้ว ยังสามารถขายไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเข้าระบบสายส่งและขี้เถ้ายังนำไปปรับปรุงดินได้อีกด้วย
โรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม จึงกลายเป็นโรงไฟฟ้าขนาดเล็กและโรงผลิตปุ๋ยอินทรีย์ได้ด้วย ช่วยลดปัญหาโลกร้อน และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้กับน้ำเสียและของเหลือจากปาล์ม
แต่ยังมีโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มอีกมาก ที่ไม่ได้ผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพหรือชีวมวล และอีกหลายโรงยังสามารถพัฒนาให้ผลิตไฟฟ้าได้เพิ่มมากขึ้นกว่าปัจจุบัน ดังนั้น อุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม จึงยังมีศักยภาพพัฒนาพลังงานทดแทนได้เพิ่มขึ้นอีกมาก
จากรายงานการศึกษาในปี 2559 ของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติฯ หรือ สผ. ร่วมกับ Global Green Growth Institute พบว่า การพัฒนาระบบก๊าซชีวภาพในอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม เพียงมาตรการเดียว มีศักยภาพลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างน้อย 3.9 แสนตันคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเท่ากับประมาณร้อยละ 3 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดจากภาคอุตสาหกรรมในปี 2554
หรือข้อมูลจากคณะกรรมการศึกษาการดำเนินการโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งขึ้น ก็พบว่า อุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มใน จ.กระบี่ มีการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพและชีวมวลแล้ว 42 เมกะวัตต์ และมีศักยภาพพัฒนาได้ถึง 313 เมกะวัตต์ ในขณะที่ จ.กระบี่ มีการใช้ไฟฟ้าสูงสุด 145 เมกะวัตต์ ในปี 2558
อุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มเพียงสาขาเดียว ก็มีศักยภาพทำให้กระบี่เป็นจังหวัดที่ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้ 100% แล้ว
การนำน้ำเสียและเศษปาล์มมาผลิตไฟฟ้าดังกล่าว จะสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างน้อย 5,000 ล้านบาท/ปี ก่อให้เกิดการจ้างงานเป็นจำนวนมาก และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 9 แสนตันคาร์บอนไดออกไซด์ เมื่อเทียบกับการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน ซึ่งเท่ากับลดลงได้ประมาณ 1 ใน 3 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของ จ.กระบี่ในแต่ละปี
ที่สำคัญคือ เรามีโอกาสที่จะสร้างระบบเพื่อกระจายมูลค่าเพิ่มหลายพันล้านบาทต่อปีเหล่านี้ไปสู่เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มนับแสนนับล้านรายได้ ถ้าหากรัฐบาลและสังคมตั้งใจจะทำให้เกิดขึ้นจริง
อุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม จึงช่วยแสดงให้เห็นว่า การแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ไม่ใช่เรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว แต่สามารถสร้างโอกาส สร้างงาน และสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจได้อีกด้วย
ทางผู้ประกอบการโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มหลายโรงใน จ.กระบี่ พร้อมที่จะลงทุนผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพและชีวมวล แต่ประสบปัญหาเพราะการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หยุดรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนทั้งก๊าซชีวภาพและชีวมวลมาตั้งแต่ปี 2558
โดยให้เหตุผลเกี่ยวกับการเปลี่ยนมาตรการนโยบายใหม่ของกระทรวงพลังงาน และข้อจำกัดของระบบสายส่งไฟฟ้า ซึ่งดูแลรับผิดชอบและวางแผนโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเอง
บางโรงงานได้ลงทุนระบบก๊าซชีวภาพไปแล้ว แต่ไม่สามารถขายไฟฟ้าเข้าระบบได้ ในขณะที่ไฟฟ้าสำหรับโรงงานของตนเองก็เพียงพออยู่แล้ว จึงต้องเผาพลังงานทดแทนเหล่านี้ทิ้งไป ส่วนผู้ประกอบการรายอื่นๆ ก็ต้องหยุดการลงทุนไว้ก่อน
ผู้ประกอบการ 18 รายใน จ.กระบี่ จึงรวมตัวกันทำหนังสือถึงรัฐบาลว่า มีความพร้อมจะผลิตไฟฟ้าจากน้ำเสียและของเหลือจากปาล์มรวม 96 เมกะวัตต์ โดยขอให้ภาครัฐเปิดรับซื้อไฟฟ้าและจัดการระบบสายส่งไฟฟ้า ให้สามารถรองรับพลังงานทดแทนได้เพิ่มขึ้น แต่ยังคงไม่มีความก้าวหน้าในปัจจุบัน
เราจะเห็นได้ว่า อุปสรรคสำคัญสำหรับการแก้ปัญหาโลกร้อน ในกรณีอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม จึงไม่ได้อยู่ที่การขาดเทคโนโลยี หรือเทคโนโลยีมีต้นทุนสูง ไม่คุ้มค่าการลงทุน หรือผู้ประกอบการขาดความพร้อม แต่เป็นปัญหานโยบายพลังงาน และการตัดสินใจของรัฐบาล
ข้อสุดท้ายของแถลงการณ์มาร์ราเกซฯ จากการประชุมรัฐภาคีฯ (COP22) ครั้งล่าสุด จึงระบุถึงการเรียกร้องให้มีความมุ่งมั่นทางการเมืองที่สูงที่สุดเพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ
ทั้งนี้ ประเทศอื่นๆ คงไม่สามารถผลักดันให้รัฐบาลไทย มีความมุ่งมั่นทางการเมืองที่สูงที่สุดได้ เท่ากับการผลักดันโดยประชาชนในประเทศของเราเอง







