
นโยบายเศรษฐกิจ ‘ทรัมป์’ กระทบไทยช่วงสั้น
พาณิชย์สั่งศึกษาผลกระทบรายอุตสาหกรรม หลัง “โดนัลด์ ทรัมป์” ขึ้นรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ
พาณิชย์สั่งศึกษาผลกระทบรายอุตสาหกรรม หลัง “โดนัลด์ ทรัมป์” ขึ้นรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ
สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ กล่าวว่า คงต้องติดตามก่อนว่าหลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐ ขึ้นรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการแล้วจะมีประกาศนโยบายเศรษฐกิจออกมาชัดเจนอย่างไร โดยเฉพาะนโยบายด้านการค้าระหว่างประเทศ แต่ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ประเมินผลกระทบเป็นรายอุตสาหกรรม เพื่อจะนำมากำหนดยุทธศาสตร์การเจรจาทวิภาคีกับสหรัฐ เพื่อเตรียมพร้อมการรับมือการค้าโลกที่มีแนวโน้มจะเปลี่ยนแปลงไป แต่ขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินว่าการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะหารือประเด็นดังกล่าวสัปดาห์หน้า
ทั้งนี้ มองว่าแนวโน้มการยกเลิกความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (ทีพีพี) จะส่งผลดีต่อไทย ซึ่งจะไม่เสียเปรียบอีกหลายประเทศที่เข้าเป็นสมาชิกทีพีพีแล้ว อย่างไรก็ตาม ยังจะต้องศึกษาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของการค้าโลกในภูมิภาคอื่นๆ ด้วย เช่น กรณีเบร็กซิต โดยยังต้องรอความชัดเจนจากนโยบายที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างเป็นรูปธรรมด้วย
ทางด้านศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี หรือ TMB Analytics ระบุว่า หากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ใช้นโยบายกีดกันการค้าทันทีหลังถูกแต่งตั้ง ผลกระทบต่อไทยในระยะสั้นจะยังคงมีไม่มาก โดยจะส่งผลเสียต่อสินค้าเคมีภัณฑ์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และสิ่งทอ แต่จะส่งผลดีต่อสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักร และอุปกรณ์การแพทย์ รวมแล้วคิดเป็นความเสียหายสุทธิ 1.6 หมื่นล้านบาท หรือราว 0.2% ของการส่งออกทั้งหมดของไทยในปีนี้
การกล่าวสุนทรพจน์ในวันรับตำแหน่งจะช่วยสร้างความชัดเจนในนโยบาย โดยเฉพาะในด้านการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งทรัมป์มองว่านโยบายการค้าเสรีของสหรัฐที่มีมาตั้งแต่สมัยประธานาธิบดีรุสเวลต์ เปิดช่องให้คู่ค้าแทรกแซงค่าเงินเพื่อประโยชน์ทางการค้าและสร้างสภาวะการค้าขาดดุลกับสหรัฐ เฉลี่ย 5 ปีที่ผ่านมาเป็นมูลค่ามหาศาลกว่า 8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ โดยขาดดุลกับจีนเป็นอันดับหนึ่ง ถึง 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือราวร้อยละ 40 ของการขาดดุลทั้งหมด (ส่วนกับไทยขาดดุลเป็นอันดับ 12 เพียง 1.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 2% เท่านั้น) ทรัมป์จึงมองว่าการกีดกันทางการค้ากับจีนจึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องเร่งดำเนินการ
อย่างไรก็ตาม หลังได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ กฎหมายของสหรัฐมอบอำนาจที่ค่อนข้างจำกัดให้ประธานาธิบดีสามารถใช้ได้ทันทีโดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส โดยหากยึดตามกฎหมายการค้า (Trade Act of 1974, Section 122) ประธานาธิบดีสามารถตั้งกำแพงภาษีนำเข้ากับประเทศที่มีการขาดดุลในปริมาณมาก สูงสุดที่ร้อยละ 15 และ/หรือกำหนดโควตา เป็นเวลาสูงสุด 150 วันเท่านั้น ไม่ใช่ที่ 45% ตามที่ได้กล่าวไว้ตอนหาเสียง ดังนั้นผลกระทบที่แท้จริงหากทรัมป์ตัดสินใจใช้มาตรการดังกล่าวทันที จึงอาจไม่มากนักเหมือนที่หลายฝ่ายกังวล
ผลกระทบต่อการส่งออกไทยจะเป็นในทางอ้อม จากการที่สหรัฐจะตั้งกำแพงภาษีกับจีน ซึ่งจะกระทบสินค้าที่อยู่ในห่วงโซ่การอุปทานที่ไทยส่งไปจีน และจีนส่งต่อไปสหรัฐ โดยสินค้าดังกล่าวเป็นประเภทวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลาง ได้แก่ เคมีภัณฑ์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และสิ่งทอ เป็นหลัก คาดการณ์มูลค่าส่งออกลดลง 0.6% หรือประมาณ 4.9 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวมีผลดีเช่นกัน กล่าวคือ การที่สินค้าของจีนถูกกีดกัน สินค้าไทยในประเภทเดียวกันหรือใกล้เคียงย่อมมีโอกาสมาทดแทนสินค้าจีนนั้นๆ ได้ ซึ่งหลักๆ เป็นประเภท เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักร และอุปกรณ์การแพทย์ คาดการณ์มูลค่าส่งออกจะเพิ่มขึ้น 0.4% หรือประมาณ 3.3 หมื่นล้านบาท ดังนั้น หากชั่งน้ำหนักผลกระทบทั้งสองด้านแล้ว พบว่าส่งออกไทยจะเสียหายเล็กน้อยที่ 0.2% ทำให้มูลค่าส่งออกในปีนี้ลดลงจากที่คาดการณ์ไว้ว่าจะขยายตัวได้ 1.5% เหลือ 1.3%







