
ฟิทช์เล็งขยับเครดิต มองเศรษฐกิจไทยฟื้น
ภาวะเศรษฐกิจไทยที่ปรับตัวดีขึ้น ทำให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกอย่าง ฟิทช์ เรทติ้งส์ ออกมาส่งสัญญาณการปรับอันดับเครดิตของประเทศไทย
ภาวะเศรษฐกิจไทยที่ปรับตัวดีขึ้น ทำให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกอย่าง ฟิทช์ เรทติ้งส์ ออกมาส่งสัญญาณการปรับอันดับเครดิตของประเทศไทย
นายแอนดรูว์ คูฮูน ผู้จัดการด้านการจัดอันดับความเชื่อถือประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ กล่าวว่า หากเศรษฐกิจเติบโตได้ต่อเนื่อง ฟิทช์ฯ อาจทบทวนมุมมองต่อประเทศไทยให้ดีขึ้น คือ ปรับให้อยู่ระดับ “เสถียรภาพ” จากเดิมที่ปรับลดเครดิตไปอยู่ในเกณฑ์ติดลบ หรือ A/Negative ตั้งแต่เมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งเกิดเหตุการณ์ชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง
ส่วนอันดับความน่าเชื่อถือของสกุลเงินต่างประเทศอยู่ที่ BBB/Stable
“หากการเมืองคลี่คลายได้จะดึงความเชื่อมั่นกลับมาได้อย่างมาก เพราะการเมืองเป็นความเสี่ยงหลักของไทย หากยืดเยื้อตึงเครียด จะฉุดความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและภาคประชาชนให้แย่ลงไปอีก” นายแอนดรูว์ ระบุ
โดยฟิทช์ฯ มองว่าปัญหาการเมืองที่รุนแรงจะทำให้ภาคธุรกิจต้องทำแผนวางงบประมาณเผื่อเหตุการณ์ไม่แน่นอนที่อาจจะเกิดขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนสูงขึ้น และวางแผนการจัดการได้ยากขึ้นด้วย
ฟิทช์ฯ ยังจับตาระดับหนี้สาธารณะของไทยจากการใช้งบประมาณขาดดุลกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยคาดการณ์เศรษฐกิจปี 2553 จะเติบโตที่ 7% ส่วนปี 2554 คาดไว้ที่ 4-5%
ด้านนายวินเซนต์ มิลตัน กรรมการผู้จัดการ ฟิทช์ฯ ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ธนาคารพาณิชย์มีฐานะแข็งแกร่ง เงินสำรองต่อหนี้เสียสูงขึ้น ขณะที่หนี้เสียซึ่งเกิดจากการปล่อยสินเชื่อใหม่ลดน้อยลง และคาดว่าจะลดต่อเนื่องถึงปี 2554 ตามเศรษฐกิจที่ดีขึ้น และการปรับโครงสร้างหนี้
นายเบร็ท เฮ็มสลี่ย์ กรรมการผู้จัดการ สถาบันการเงิน และหัวหน้าภาคการธนาคารประจำเอเชียแปซิฟิก บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งกล่าวว่า แม้การแข่งขันสูง แต่ระบบธนาคารต้องรักษาวินัยไม่ปล่อยสินเชื่อในอัตราเร่งเกินไป เพราะจะย้อนกลับมาสร้างผลกระทบ จนเกิดหนี้เสียเพิ่มขึ้น
"ทางการไม่ควรแทรกแซงส่วนต่างดอกเบี้ย แต่ควรปล่อยให้แข่งขันกัน โดยวางโครงสร้างที่ดี อย่าให้แบงก์ฮั้วกัน การแทรกแซงจะทำให้แบงก์สุขภาพไม่ดี ไม่มีทุนรองรับหนี้เสียที่จะเกิดขึ้น " นายเบร็ท กล่าว
นายพรายพล คุ้มทรัพย์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรจะมีมาตรการดูแลเงินทุนไหลเข้าออกมา หลังจากที่ได้เข้าแทรกแซงเงินบาทที่แข็งค่าอย่างหนัก สะท้อนจากเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น แต่การแทรกแซงก็ทำให้ ธปท.มีภาระหนี้สินเพิ่มขึ้น เพราะต้องออกพันธบัตรไปดูดเงินบาทที่ปล่อยออกไปกลับมาไม่ให้เงินเฟ้อสูง และการดูแลในลักษณะนี้พอทำไปได้ช่วงหนึ่งต้องมาทบทวน ไม่เช่นนั้นหนี้สิน ธปท.ก็จะเพิ่ม
อีกแนวทางคือ ผลักดันเงินทุนให้ออกไปลงทุนในต่างประเทศมากๆ
“ที่ผ่านมาก็มีการทำ แต่เงินที่ออกไปยังน้อยกว่าเงินที่เข้ามา เพราะคนไทยยังกลัวความเสี่ยง รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดการลงทุนซื้อเครื่องจักรอุปกรณ์ให้มากขึ้น โดยอาจจะมีมาตรการดึงดูดให้นำเข้า” นายพรายพล ระบุ







