posttoday
สาบาน

สาบาน

19 มกราคม 2560

พรุ่งนี้แล้วที่ โดนัลด์ ทรัมป์จะสาบานตัวเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี คนที่ 45 ของสหรัฐ การก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งของทรัมป์ครั้งนี้ มีความสง่างามน้อยกว่าประธานาธิบดีในอดีต เพราะนอกจากเขาจะได้คะแนนเสียงเลือกตั้งรวมน้อยกว่าคู่ชิง คือ ฮิลลารี คลินตัน นับล้านคะแนนแล้ว ยังถูกกล่าวหาว่าได้รับความช่วยเหลือจากรัสเซียในการทำลายคลินตันทางการเมืองในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง

พรุ่งนี้แล้วที่ โดนัลด์ ทรัมป์จะสาบานตัวเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี คนที่ 45 ของสหรัฐ การก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งของทรัมป์ครั้งนี้ มีความสง่างามน้อยกว่าประธานาธิบดีในอดีต เพราะนอกจากเขาจะได้คะแนนเสียงเลือกตั้งรวมน้อยกว่าคู่ชิง คือ ฮิลลารี คลินตัน นับล้านคะแนนแล้ว ยังถูกกล่าวหาว่าได้รับความช่วยเหลือจากรัสเซียในการทำลายคลินตันทางการเมืองในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง

ภายในสหรัฐ คนที่เจ็บปวดจากชัยชนะของทรัมป์ไม่ได้มีเพียงคลินตันคนเดียว ซึ่งความฝันที่จะได้เป็นประธานาธิบดีหญิงคนแรกของประเทศต้องพังทลายลงเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 8 ปี แต่ประธานาธิบดีบารัก โอบามาเองก็น่าจะเจ็บปวดไม่แพ้กัน เพราะแทนที่จะมีคลินตันในทำเนียบขาวช่วยสานต่อนโยบายให้มรดกที่เขาคาดหวังจะเหลือให้คนอเมริกันกลับกำลังจะถูกทรัมป์รื้อและโละทิ้ง
ชื่อเสียงของเขากำลังเสี่ยงต่อการถูกทำลาย เพราะเมื่อย้ายออกจากทำเนียบขาวแล้ว ความสามารถในการปกป้องประวัติของตัวเองก็จะลดลง

มีความพยายามในหลายเรื่องที่จะหยุดยั้งทรัมป์ หรืออย่างน้อยก็ทำให้ความชอบธรรมในการดำรงตำแหน่งของเขามีน้อยลง เริ่มด้วยการขอให้มีการนับคะแนนใหม่ในบางรัฐที่ผลการเลือกตั้งออกมาสูสี ซึ่งไม่เป็นผล แต่ก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เพราะสมัยนี้การนับคะแนนทำด้วยคอมพิวเตอร์ หากโปรแกรมที่เขียนไว้ไม่ผิด ไม่ว่าจะนับกี่ครั้ง ผลก็น่าจะออกมาเท่าเดิม

ต่อมามีการตรวจสอบพบว่า รัสเซียได้เจาะระบบคอมพิวเตอร์ของรัฐบาลสหรัฐและเอาข้อมูลในเชิงลบเกี่ยวกับคลินตันไปแฉเพื่อช่วยให้ทรัมป์ชนะ ซึ่งหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้น่าจะมีมากพอ เพราะมีการประกาศขับเจ้าหน้าที่สถานทูตรัสเซียนับสิบคนออกนอกประเทศ รวมทั้งมีประกาศมาตรการแซงก์ชั่นรัสเซียเพิ่ม แต่เรื่องนี้ก็ไม่มีผลกระทบในทางกฎหมายต่อผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีแต่ประการใด

ล่าสุดมีการชุมนุมประท้วงทรัมป์ในเมืองต่างๆ ทั่วประเทศกว่า 60 เมือง แต่การเตรียมการเกี่ยวกับพิธีสาบานตนก็ไม่หยุดชะงัก นักการเมืองจากพรรคเดโมแครตช่วยเพิ่มแรงกดดันอีกนับสิบรายโดยการประกาศไม่ไปร่วมเป็นสักขีพยาน นอกจากนี้ ยังมีข่าวนักร้องนักแสดงหลายคนปฏิเสธไม่รับงานอีเวนต์นี้ ทั้งๆ ที่โดยปกติจะถือเป็นงานมีเกียรติ และเป็นโอกาสดีในการทำชื่อเสียงให้โด่งดังมากขึ้น

ตั้งแต่วันที่ทรัมป์ได้รับการชูมือให้เป็นผู้ชนะการเลือกตั้งจนถึงวันสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง รัฐบาลโอบามาไม่ยอมทำตัวเป็นรัฐบาลเป็ดง่อย แต่กลับใช้เวลา 2 เดือนเศษที่เหลือเร่งทำเรื่องใหญ่ๆ หลายเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศ ดังนี้

หนึ่ง ตรวจสอบและเปิดโปงการที่รัสเซียเจาะระบบคอมพิวเตอร์ของสหรัฐ เพื่อลดความชอบธรรมของทรัมป์ในตำแหน่งประธานาธิบดีและเพื่อโหมกระแสต่อต้านทรัมป์ในประเทศ ซึ่งต้องบอกว่าประสบความสำเร็จด้วยดีในระดับหนึ่ง

โอบามาทราบดีว่า กระบวนการตรวจสอบหากไม่เริ่มในรัฐบาลนี้ แต่รอให้รัฐบาลทรัมป์เป็นผู้ดำเนินการ เรื่องก็จะเงียบ และเมื่อเริ่มแล้วแม้รัฐบาลใหม่อยากจะหยุด ก็อาจหยุดไม่อยู่

สอง ความสัมพันธ์กับอิสราเอล ทรัมป์ประกาศไว้ว่า จะพิจารณาย้ายสถานทูตสหรัฐไปอยู่ที่กรุงเยรูซาเล็ม ซึ่งมีความหมายว่ารัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของเขาจะยืนหยัดอยู่ข้างอิสราเอลอย่างเหนียวแน่น

ปรากฏว่า ก่อนที่ทรัมป์จะรับตำแหน่ง คณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติได้มีมติเรียกร้องให้อิสราเอลยุติการย้ายถิ่นฐานชาวยิวเข้าไปอยู่ในเขตยึดครอง ซึ่งเรื่องนี้ผ่านเป็นมติออกมาได้เพราะสหรัฐไม่เลือกใช้สิทธิวีโต้ แต่ใช้วิธีงดออกเสียงแทน ทำให้อิสราเอลโกรธมาก ถึงกับเรียกทูตสหรัฐไปพบเพื่อยื่นหนังสือประท้วง

ล่าสุด มีการประชุมสุดยอดผู้นำจาก 70 ประเทศในกรุงปารีส เพื่อหาข้อยุติเกี่ยวกับสันติภาพในตะวันออกกลาง ที่ประชุมได้ข้อสรุปว่า ในที่สุดควรมีรัฐอิสระ 2 รัฐ คือ อิสราเอลกับปาเลสไตน์

ผู้นำอิสราเอลปฏิเสธไม่รับคำเชิญไปร่วมประชุม โดยกล่าวหาว่ามีการจัดฉากเพื่อบีบบังคับให้อิสราเอลยอมรับเงื่อนไขที่ไม่ชอบธรรมเป็นเรื่องที่วางแผนกันมาในอดีตตั้งแต่สมัยที่ยังเชื่อกันว่าคลินตันจะชนะเลือกตั้ง ทุกฝ่ายควรรออนาคตที่สดใสกว่าที่ใกล้จะมาถึง ซึ่งทุกคนตีความว่าหมายถึงการเข้ารับตำแหน่งของทรัมป์

สาม เรื่อง กวนตานาโม ซึ่งเป็นพื้นที่บนเกาะคิวบาที่อยู่ในความยึดครองของสหรัฐ โอบามาเคยประกาศไว้ว่าจะปิดกวนตานาโม โดยกลุ่มผู้ที่ถูกคุมขังจากอัฟกานิสถานและตะวันออกกลาง หากพบความผิดก็จะให้ขึ้นศาลในสหรัฐ แต่หากไม่พบก็จะปล่อยตัว ซึ่งจนแล้วจนรอดโอบามาก็ปิดกวนตานาโมไม่สำเร็จ

ทรัมป์ประกาศไว้ชัดเจนว่าจะไม่ปิดกวนตานาโม และจะไม่ปล่อยนักโทษเหล่านี้ให้เป็นอิสระ เพราะจะเป็นการเสริมกำลังให้กับกลุ่มก่อการร้าย ในทางตรงข้ามเขาอาจส่งผู้ต้องสงสัยไปคุมขังเพิ่มขึ้น

ในช่วงเดือนเศษที่ผ่านมา รัฐบาลโอบามาได้ปล่อยนักโทษจำนวนหนึ่งให้เป็นอิสระ โดยไม่ยอมฟังเสียงคัดค้านของทรัมป์

นอกจากเรื่องข้างต้น ยังมีเรื่องที่เกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศอีกหลายเรื่องที่ทรัมป์เห็นต่างจากโอบามาอย่างสิ้นเชิง ที่สำคัญมีดังนี้

เรื่องแรก การสกัดการแผ่อิทธิพลของจีน ทรัมป์มองว่านโยบายของโอบามาผิดพลาด และไม่ทันการณ์ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือเรื่องทีพีพี นอกจากจะต้องเสียเวลาอีกหลายปีกว่าจะมีผลในทางปฏิบัติ สหรัฐยังต้องยอมเสียประโยชน์ให้กับประเทศคู่สัญญาด้วย วิธีที่ดีกว่าคือการประกาศให้จีนเป็นประเทศที่จงใจบิดเบือนค่าเงิน แล้วตั้งกำแพงภาษีสินค้าจีน

เรื่องต่อมาคือ เรื่องเม็กซิโก ที่ผ่านมาสหรัฐมีปัญหาที่แก้ไม่ตก ทั้งเรื่องผู้อพยพผิดกฎหมาย และเรื่องบริษัทสหรัฐย้ายฐานการผลิตไปอยู่ที่นั่น ทรัมป์จึงประกาศจะสร้างรั้วตลอดแนวชายแดน และจะตั้งกำแพงภาษีสินค้าจากเม็กซิโก

เรื่องนี้แม้ในทางการเมืองทรัมป์จะถูกต่อต้าน แต่ในเชิงเศรษฐกิจและในเชิงธุรกิจ เสียงสนับสนุนดูจะมีมากกว่า ไม่นานมานี้ ฟอร์ดก็ประกาศจะสร้างโรงงานในสหรัฐแทนการย้ายฐานไปเม็กซิโก

อีกเรื่องคือ ซีเรีย รัฐบาลโอบามาขาดความชัดเจน จนดูเหมือนมีวาระซ่อนเร้น กล่าวคือไม่เอาทั้งรัฐบาลซีเรียและกลุ่มต่อต้านหลัก คือ ไอซิส ในขณะที่รัสเซียชัดเจนกว่า คือช่วยรัฐบาลซีเรียปราบไอซิส ทำให้บทบาทของรัสเซียเด่นกว่าของสหรัฐ ซึ่งประเด็นนี้ทรัมป์มีแนวโน้มจะคล้อยตามรัสเซีย

เรื่องสุดท้าย หากจะมีที่อื่นที่ทรัมป์สนใจก็คือ ยุโรป ทรัมป์เพิ่งวิจารณ์แบบไม่เกรงใจอีกครั้งว่า นาโต้เป็นเรื่องตลก ยูโรโซนจะไปไม่รอด และการอ้าแขนรับผู้อพยพจากตะวันออกกลางเป็นความผิดพลาด

แม้แต่ประเทศอย่างฟิลิปปินส์ ซึ่งผู้นำคนใหม่เคยด่าโอบามา และแสดงความชื่นชมทรัมป์ ก็ยังไม่อยู่ในสายตา

ส่วนไทยไม่ต้องพูดถึง หากจะให้เขาสนใจเราบ้าง มีทางเดียวคือบริหารเศรษฐกิจให้กลับมาเจริญเติบโตอีกครั้งหนึ่ง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท