
ทำไมสัดส่วนภาระผ่อนหนี้ต่อรายได้จึงสำคัญ
ผู้ที่มีรายได้เดือนละ 30,000 บาท มีภาระผ่อนหนี้ที่ 15,000 บาท แปลว่ามีสัดส่วนภาระผ่อนที่ 50%
โดย...วีระพล บดีรัฐ
ผู้ที่มีรายได้เดือนละ 30,000 บาท มีภาระผ่อนหนี้ที่ 15,000 บาท แปลว่ามีสัดส่วนภาระผ่อนที่ 50% ภาระผ่อนหนี้ที่มีจึงเป็นตัวพยากรณ์ความสามารถในการอยู่รอดของเราในแต่ละเดือน จากรายได้ที่จะได้รับ เพราะยิ่งภาระผ่อนหนี้มีมาก เงินที่จะเหลือใช้จ่ายก็ยิ่งเหลือน้อยดังนั้นสถาบันการเงินซึ่งมีบริการให้สินเชื่อแก่บุคคลจึงจำเป็นต้องวิเคราะห์บุคคลที่มาขอสินเชื่อทุกคนว่า ถ้าปล่อยเงินให้กู้ไปแล้วคนคนนั้นจะมีความสามารถอยู่รอดและจะนำเงินมาจ่ายคืนสถาบันการเงินได้สม่ำเสมอแค่ไหน
จากหลักการนี้ คำถามต่อมาคือ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าสัดส่วนแค่ไหนถึงจะเรียกว่า เป็นสัดส่วนที่เหมาะสม
นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนัก รวมทั้งจาก IMF ได้กำหนดให้ 40% คือตัวเลขนั้น ตัวเลขที่จะบอกว่า ถ้าภาระผ่อนของใครก็ตามอยู่ที่ระดับ 40% หรือมากกว่าก็ถือได้ว่า เป็นระดับที่เริ่มก่อให้เกิดปัญหาในครัวเรือนได้ พร้อมทั้งสถาบันการเงินจะเริ่มคิดหนัก หากบุคคลนั้นจะมาขอกู้เพิ่ม เพราะเมื่อมาขอกู้เงินก้อนไปเพิ่ม ภาระผ่อนต่อเดือนก็จะเพิ่มขึ้น และถึงแม้ผู้กู้จะพยายามบอกว่า ภาระผ่อนที่สูงขึ้นนั้น “ฉันจ่ายไหว” การพิสูจน์ในเรื่องนี้ก็ทำได้ยาก จึงมีความเป็นไปได้สูงว่า ผู้มีภาระผ่อนหนี้อยู่ที่ระดับ 40% หรือมากกว่า ก็จะไม่สามารถกู้เพิ่มได้ง่ายๆ
ภาระผ่อนหนี้มีอะไรบ้าง
ภาระผ่อนหนี้ คือ รายการจ่ายคืนหนี้ที่มีทั้งหมดของเราต่อเจ้าหนี้ทุกราย ดังนั้นการคำนวณสัดส่วนภาระผ่อนหนี้ เราจึงจำเป็นต้องรู้ว่าปัจจุบันเรามี “ภาระ” ที่จำเป็นต้องจ่ายเงินคืนไปยังเจ้าของเงิน อยู่ที่ไหน และเท่าไหร่บ้าง ไม่ว่าจะเป็น
l หนี้สถาบันการเงิน (ธนาคาร สถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร อาทิ บริษัทที่ปล่อยกู้เงินเพื่อผ่อนซื้อสินค้า บริษัทที่รับปล่อยกู้เงินจากการนำทรัพย์สินมาเป็นหลักประกัน)
l หนี้กับองค์กรอื่นที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (สหกรณ์ หน่วยงานหรือบริษัทที่มีสวัสดิการกู้ยืมเงินแก่พนักงาน)
l หนี้นอกระบบ (การกู้ยืมจากเพื่อน คนใกล้ชิด หรือคนอื่นที่ไม่ได้ทำธุรกิจเพื่อการปล่อยกู้เงินในรูปแบบบริษัทที่ถูกต้อง)
ซึ่งหนี้ที่มี ไม่ว่าจะมาจากเจ้าหนี้ประเภทใด การคิด “ภาระผ่อน” เพื่อที่แต่ละคนหรือแต่ละครอบครัวจะต้องนำมาใช้ในการบริหารจัดการเงินของตัวเองให้อยู่ในระดับที่จัดการได้ ไม่สร้างปัญหาในอนาคต จะต้องแยกหนี้ออกเป็น 2 ประเภท
1.หนี้แบบรู้ภาระผ่อน หนี้ที่มีการกำหนดภาระผ่อนคืนเป็นรายเดือนไว้ล่วงหน้าชัดเจน หรือหนี้ที่ผู้ให้กู้ยืมได้มีการระบุยอดหนี้ที่ยืมและอัตราการผ่อนชำระคืนรายเดือนไว้ เช่น หนี้บ้าน หนี้รถ หนี้เงินกู้ส่วนบุคคล หนี้ผ่อนซื้อสินค้า หนี้เงินกู้เพื่อการศึกษา หรือหนี้ที่มีสัญญาระบุตารางการชำระคืนไว้ล่วงหน้า
หนี้แบบรู้ภาระผ่อน คือ รายการที่ตรงไปตรงมาที่สุดในการหาสัดส่วนภาระผ่อนหนี้ต่อเดือน เพราะถ้าตารางผ่อนชำระระบุว่าเราต้องจ่ายเงินคืนเจ้าหนี้เดือนละเท่าไหร่ ก็เพียงแค่นำยอดผ่อนชำระต่อเดือนที่มีมารวมกัน ก็เพียงพอสำหรับการหายอดผ่อนชำระรวม
ถ้าเป็นหน่วยระยะเวลาที่เล็กกว่าเดือน เช่น ถ้าเป็นรายวัน ต้องคำนวณยอดรวมว่า ถ้าคิดเป็นต่อเดือนจะเป็นเงินเท่าไหร่ เช่น วันละ 100 บาท เดือนหนึ่งมีประมาณเฉลี่ย 30 วัน ก็คำนวณได้ว่าภาระผ่อนอยู่ที่เดือนละ 100x30 = 3,000 บาท/เดือน
ถ้าเป็นหน่วยระยะเวลาที่ใหญ่กว่าเดือน เช่น ถ้าเป็นรายปี ต้องคำนวณยอดเฉลี่ยหากต้องจ่ายต่อเดือนจะเป็นเท่าไหร่ เช่น ปีละ 1.2 หมื่นบาท ปีหนึ่งมี 12 เดือน ก็ให้หารเฉลี่ยเป็นภาระผ่อนเดือนละ 12,000÷12 = 1,000 บาท/เดือน
2.หนี้แบบไม่รู้ภาระผ่อน หนี้ที่ไม่ได้มีการกำหนดภาระผ่อนคืนรายเดือนไว้ล่วงหน้า หรือหนี้ที่ผู้ให้กู้ยืมไม่ได้กำหนดว่าผู้ยืมจะต้องชำระเงินคืนในแต่ละเดือนเป็นจำนวนที่แน่นอน เช่น หนี้บัตรเครดิต หนี้จากการกดเงินสดล่วงหน้า
หนี้แบบไม่รู้ภาระผ่อน เป็นหนี้ที่มักจะทำให้เราหลงคิดไปว่า เราไม่มีภาระ เพราะไม่มีการกำหนดว่าจะต้องคืนเท่าไหร่ อย่างไร และภายในเมื่อไหร่ การมีหนี้แบบไม่รู้ภาระผ่อน เราจึงต้องจัดการตัวเองให้ดีตั้งแต่วันเริ่มต้นก่อหนี้ประเภทนี้ ด้วยการกำหนดตารางจ่ายคืนหนี้ หรือตารางผ่อนชำระคืนหนี้ด้วยตัวเอง โดยต้องรวบรวม 3 เรื่องสำคัญ คือ ยอดหนี้ที่มี ระยะเวลาที่ต้องการจ่ายคืนหนี้ให้หมด (กำหนดเป็นจำนวนเดือน) และอัตราดอกเบี้ยรวมค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายต่อเดือน
เช่น มีหนี้บัตรเครดิตค้างจ่ายเกินกว่ากำหนดอยู่ที่ -30,000 บาท
ต้องการจ่ายคืนให้หมดภายใน 6 เดือน (อันนี้แต่ละคนกำหนดเอาเอง)
ดอกเบี้ยรวมค่าธรรมเนียมคิดที่ 20% ต่อปี (แต่ละบัตรอาจคิดแตกต่างกันไปแต่ไม่เกิน 20% ยกเว้นบัตรกดเงินสดที่คิดได้สูงสุดไม่เกิน 28%)
ภาระผ่อน คือ (ยอดผ่อนจากหนี้ที่ค้าง) + (ดอกเบี้ยต่อเดือน)
(หนี้ที่ค้าง ÷ ระยะเวลาผ่อน) + (หนี้ที่ค้าง x อัตราดอกเบี้ยรวมค่าธรรมเนียมต่อเดือน)
= (30,000÷ 6)+[30,000x(20%÷12)] = 5,000+500= 5,500 บาท
ภาระผ่อนรวม = ภาระผ่อนแบบรู้ + ภาระผ่อนแบบไม่รู้ล่วงหน้า
ต้องการลดภาระผ่อน
ดังนั้น ถ้าภาระผ่อนรวม คิดเป็นสัดส่วนจากรายได้ต่อเดือนแล้วใกล้เคียงกับ 40% หรือมากกว่า และเริ่มมีสัญญาณเตือนว่า เงินใช้ต่อเดือนไม่ค่อยพอ เริ่มจะหมุนเงินไม่ทันในการจ่ายคืนเจ้าหนี้ เริ่มค้างจ่าย เริ่มจ่ายได้ไม่เต็มจำนวน แปลว่า เราอยู่ในสภาวะเสี่ยง ที่หากเกิดเหตุฉุกเฉินแล้วอาจไปขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินแล้วไม่ผ่าน หรือต่อให้ผ่าน ก็อาจไม่สามารถจัดการเงินใช้จ่ายรายเดือนได้ดีพอจนประสบปัญหาหนี้ท่วมรายได้ และกลายเป็นหนี้เสีย ประวัติเสีย หรือร้ายแรงสุด คือ กลายเป็นถูกฟ้องร้องล้มละลายได้
ถ้ามีภาระผ่อนสูงและต้องการลด มีหลักการง่ายๆ 2 หลักการ คือ
1.ลดภาระผ่อนหนี้ต่อเดือนลง ด้วยการปิดหนี้ด้วยเงินออมที่มี หรือจากการขายทรัพย์สินบางรายการ พร้อมหยุดสร้างหนี้เพิ่ม ถ้ามีหนี้หลายรายการให้เลือกปิดหนี้ที่ภาระผ่อนต่อเดือนสูงกว่าก่อน เพื่อให้ภาระผ่อนลดลงมากที่สุดหลังปิดหนี้แล้ว
2.เพิ่มรายได้ให้มากขึ้น หรือลดรายจ่าย เพื่อให้มีเงินเหลือไปจ่ายคืนหนี้ที่มียอดค้างต่ำที่สุดก่อน เพื่อให้ภาระผ่อนของหนี้ก้อนนั้นหายไปเร็วที่สุด (แต่ถ้าต้องการประหยัดดอกเบี้ยให้นำเงินที่มีเหลือไปจัดการหนี้รายการที่มีดอกเบี้ยสูงที่สุดก่อน)







