
สกัดบี/อีเบี้ยวหนี้ ก่อนลามเป็นวิกฤต
โดย...เสาวรส รณเกียรติ
โดย...เสาวรส รณเกียรติ
การผิดนัดชำระหนี้ตราสารหนี้ระยะสั้น หรือตั๋วบี/อี ที่แม้จะคิดเป็นเม็ดเงินเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับวงเงินการออกตั๋วบี/อีทั้งระบบ แต่ก็สั่นคลอนความน่าเชื่อถือทั้งต่อผู้ออกตั๋วที่ไม่มีปัญหาในการชำระหนี้ สถาบันการเงิน หรือบริษัทจัดการกองทุนรวม รวมไปถึงผู้ลงทุนทั้งรายใหญ่และรายย่อย และมีแนวโน้มจะขยายวงลามเป็นวิกฤตการเงินรอบใหม่ได้ หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับมือไม่ทันการณ์
ขณะนี้ถือได้ว่านโยบายผ่อนคลายทางการเงิน หรือการให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ 1.5% มานานของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เริ่มออกฤทธิ์ เพราะด้านหนึ่งอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำไม่ได้กระตุ้นให้ผู้ประกอบการขอสินเชื่อเพื่อขยายการลงทุนหรือลงทุนใหม่ แต่กลับสร้างปัญหาอีกด้านขึ้น คือ การแสวงหาผลตอบแทนที่สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก (Search for yield) โดยเฉพาะตราสารที่ไม่ได้จัดอันดับเครดิตจนอาจเกิดความเสี่ยงได้
ธิติ ตันติกุลานันท์ ผู้บริหารสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ยอดคงค้างบี/อี ณ สิ้นปี 2559 ที่ผ่านมาอยู่ที่ 2.6 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นมาก และสาเหตุที่เริ่มเห็นการผิดนัดชำระหนี้ในช่วงนี้ เพราะบี/อี 40-50% ของทั้งหมด หรือประมาณ 1-1.3 แสนล้านบาทนั้น จะครบกำหนดในช่วง ม.ค. และ ก.พ.นี้
แม้ว่าผลเสียหายจากการลงทุนในตราสารหนี้ยังมีน้อยมาก เริ่ม บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป บริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น และบริษัท เค.ซี. พร็อพเพอร์ตี้ ผิดนัดชำระหนี้รวม 300-400 ล้านบาท แต่พอปัญหาลามมาถึง บริษัท ริช เอเชีย ที่ไม่สามารถชำระหนี้บี/อี รวมประมาณ 2,000 ล้านบาท โดยมีเจ้าหนี้รายหนึ่งเป็นธนาคารในประเทศที่เรียกชำระหนี้ 805 ล้านบาทแล้ว แต่ยังไม่สามารถชำระหนี้ ผลคือความเชื่อมั่นในตราสารหนี้เริ่มสั่นคลอน เริ่มมีการไถ่ถอนก่อนกำหนด ทั้งที่ผู้ประกอบการที่ออกตั๋วไม่มีปัญหาฐานะทางการเงิน
ขณะที่ ผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย มองว่า การผิดนัดชำระหนี้ตั๋วบี/อี อาจเกิดขึ้นได้อีก ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับลูกค้าสินเชื่อของธนาคารที่มีลูกค้าธุรกิจขนาดกลางได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ และมีการผิดนัดชำระหนี้ธนาคาร ทำให้หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) สูงขึ้น
ด้านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ร่วมกับสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย ตรวจสอบข้อมูลตั๋วบี/อี พบว่า ตั๋วบี/อี ที่มีความเสี่ยงว่าอาจจะมีปัญหามีอยู่ราว 1 หมื่นล้านบาท
ปัญหา คือ วงเงินที่มีปัญหาจะจำกัดอยู่ที่เท่าไร อยู่ที่ 1 หมื่นล้านบาทหรือไม่ และหากผู้ถือตั๋วบี/อี ที่มีความเสี่ยง เป็นบริษัทจัดการกองทุนรวมที่มีการออกกองทุนเปิด ผู้ถือหน่วยสามารถขายหน่วยลงทุนเมื่อไหร่ก็ได้ หากเกิดปัญหาความไม่เชื่อมั่นขึ้นในจุดใดจุดหนึ่ง และมีการแห่ขายหน่วยลงทุนในกองทุนเปิด เหมือนปี 2540 ที่มีการแห่ถอนเงินฝากจากสถาบันการเงินและธนาคารพาณิชย์ จนกลายเป็นวิกฤตการเงินไป หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เตรียมการรับมือไว้อย่างไร
จุดอ่อนของระบบการเงินอีกแห่ง คือ ระบบสหกรณ์ออมทรัพย์ของไทยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แม้ว่าในรายงานนโยบายการเงินของ กนง. จะเห็นสหกรณ์บางแห่งแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น แต่ก็ยังมองในแง่ดีว่าลงทุนในตราสารทุนยังมีสัดส่วนน้อยเพียง 1.5% ของสินทรัพย์ทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม ในรายงานประเมินเสถียรภาพระบบการเงินไทย ปี 2560 ของ ธปท. ได้ตั้งข้อสังเกตการปล่อยกู้ระหว่างกันของสหกรณ์ออมทรัพย์มีความเติบโตอย่างต่อเนื่อง จนทำให้สินทรัพย์ของสหกรณ์ออมทรัพย์ล่าสุดเดือน พ.ย. 2559 อยู่ที่ 2.5 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 8.1% โดยการให้กู้ยืมระหว่างกันของสหกรณ์เพิ่มขึ้น และเป็นการกู้ยืมแบบระยะสั้น ที่นำมาปล่อยกู้ระยะยาวให้กับสมาชิก แทนการกู้ระยะยาวจากธนาคารพาณิชย์
การบริหารการกู้เงินระยะสั้นที่ต้นทุนต่ำมาปล่อยกู้ระยะยาวนี้ ทำให้มีความเสี่ยงด้านสภาพคล่องได้ ในภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวดี ซึ่งหากสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งใดแห่งหนึ่งขาดสภาพคล่อง ไม่ชำระหนี้ เหมือนกรณีที่เกิดกับตั๋วบี/อี ในปัจจุบัน ความเชื่อมั่นในระบบสหกรณ์ที่ถูกกระทบจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นมาระลอกหนึ่งแล้ว ก็อาจจะลามไปสู่วิกฤตสภาพคล่องของระบบสหกรณ์ได้เช่นเดียวกัน
จะเห็นได้ว่า การกำกับดูแลเรื่องการออกตั๋วบี/อี การออกตราสารหนี้ต่างๆ รวมไปถึงสหกรณ์ออมทรัพย์ที่ถูกละเลยมานาน ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมากว่า 20 เดือน กำลังส่งผลกระทบด้านลบออกมา แม้ กนง.จะมีรายงานออกมาเตือนตลอดเวลาถึงความเสี่ยงจากพฤติกรรมการแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น แต่ก็ไม่ได้ให้น้ำหนักมากเท่าที่ควร เพราะจะมีข้อความกำกับไว้ตอนท้ายเสมอว่า “ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเชิงระบบโดยรวมยังจำกัด”
หากจำกันได้ เมื่อปี 2540 ก่อนเกิดวิกฤตการเงินก็ไม่มีใครคาดคิดว่าปัญหาจะบานปลายใหญ่โต ถึงกับที่ ธปท.ต้องใช้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศดูแลค่าเงินบาทจนหมดหน้าตัก ไม่มีใครคิดว่า กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินจะต้องใช้เงินถึง 7-8 แสนล้านบาท ในการดูแลผู้ฝากเงินในธนาคารและสถาบันการเงินที่ถูกปิด เพราะปัญหาได้ลุกลามไปเร็วมาก
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งไม่ใช่เฉพาะสำนักงาน ก.ล.ต.เท่านั้นที่จะต้องเข้ามาหาทางเตรียมการรับมือเพื่อไม่ให้ปัญหาเรื่องตั๋วบี/อี ลุกลามไปถึงผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจปกติ และบริษัทจัดการกองทุนรวมที่ดูแลผู้ลงทุนในหน่วยลงทุน แต่กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ ธปท. ต้องเข้ามาร่วมกันดูแลและหาทางป้องกันปัญหาอย่างใกล้ชิด
รวมทั้ง ธปท. โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน ควรพิจารณาว่าถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่จะต้องทบทวนการผ่อนคลายนโยบายการเงินที่ดำเนินมาเป็นเวลานาน เพื่อสกัดวิกฤตการเงินรอบใหม่ที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างคาดไม่ถึง







