
เรียนรู้วิธีบริหารจัดการภัยคุกคามต่อประเทศชาติ
....ภุมรัตน์ ทักษาดิพงษ์
สถาบันข่าวกรอง สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ได้จัดการอบรมหลักสูตร
“การบริหารจัดการความมั่นคงแห่งชาติ” สำหรับผู้บริหารภาครัฐและเอกชนในระดับสูง สำเร็จไปแล้ว 2 รุ่น รวม 90 คน ผู้เข้ารับการอบรมเป็นผู้บริหารภาครัฐและเอกชนที่เตรียมตัวที่จะขึ้นดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับรองอธิบดี อธิบดี และปลัดกระทรวง หรือเทียบเท่า และผู้บริหารระดับสูงของภาคเอกชนในโอกาสต่อไป หลักสูตรนี้ใช้เวลา 20 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 วัน คือ วันพฤหัสบดีและวันศุกร์เท่านั้น เพื่อให้ผู้รับการอบรมมีเวลาทำงานประจำวิทยากรที่ได้รับเชิญ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงแห่งชาติซึ่งมีประสบการณ์ เพื่อต้องการให้นักศึกษาเรียนรู้จากของจริงเป็นสำคัญ
นักศึกษาได้เรียนรู้ทั้ง
“ภัยคุกคามมิติเก่า” สมัยสงครามเย็น และ “ภัยคุกคามมิติใหม่” หลังสงครามเย็น ที่นอกจากภัยคุกคามด้านการทหารแล้ว ยังมีภัยคุกคามด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติทางธรรมชาติ ซึ่งปัจจุบันเห็นได้ชัดเจนขึ้น ภัยคุกคามด้านสุขภาพจากโรคระบาดร้ายแรงใหม่และที่อุบัติซ้ำ ภัยคุกคามจากการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งรวมเป็น “6 กลุ่มภัยคุกคาม” นอกจากนักศึกษาจะเรียนรู้ “ความมั่นคงแห่งรัฐ” แล้ว ยังได้เรียนรู้ถึง “ความมั่นคงแห่งมนุษย์” ซึ่งมีบทบาทและความสำคัญมากขึ้น รวมทั้งความมั่นคงด้านพลังงาน ด้านอาหาร ฯลฯ เป็นต้นนักศึกษาสามารถแยกแยะได้ว่า อะไรคือ
“ปรากฏการณ์ หรือกระแส” อะไรคือ “ปัญหา” อะไรคือ “สิ่งท้าทาย” และอะไรที่รุนแรงถึงระดับเป็น “ภัยคุกคาม” ที่หากไม่ป้องกันหรือแก้ไขก็อาจเป็นอันตรายต่อการดำรงอยู่ของชาติบ้านเมืองได้ นักศึกษาได้เข้าใจ “สภาพ” ของภัยคุกคามที่บางอย่างมองเห็นและรับมือได้ บางอย่างมองเห็นแต่รับมือไม่ได้ บางอย่างมองไม่เห็นแต่รับมือได้ บางอย่างทั้งมองไม่เห็นและรับมือไม่ได้ แต่ภัยคุกคามทุกอย่างย่อมมี “สัญญาณเตือน” ทั้งสิ้นผู้บริหารจัดการปัญหาความมั่นคงแห่งชาติต้องอยู่กับ
“ของจริง” ไม่ใช่อยู่กับสิ่งเพ้อฝัน หรือจินตนาการ เนื่องจากการแก้ไขปัญหาความมั่นคงเป็นการต่อสู้เชิง “ปฏิสัมพันธ์” ที่ตอบโต้กัน ไม่ใช่เป้านิ่ง แต่มีเจ็บมีตายจริง นักศึกษาต้องบอกให้ได้ว่า ข้างหน้าจะมีภัยอะไรเกิดขึ้น มีความรุนแรงหรือผลกระทบมากน้อยเพียงใด ความสัมพันธ์ระหว่าง “โอกาสที่จะเกิด” กับ “ความรุนแรง” หรือ“ผลกระทบ” เป็นอย่างไร และจัดน้ำหนักให้ได้ เพื่อผู้บริหารประเทศจะนำไปกำหนด “ลำดับความสำคัญเร่งด่วน” ในการจัดการปัญหาและจัดสรรทรัพยากรได้ถูกต้องนักศึกษาบริหารจัดการความมั่นคงของชาติถูกสอนให้
“มองรอบด้าน” และอยู่กับของจริงผู้บริหารต้องคิดอย่างมีหลักการ มีสติ ไม่ใช่ตอบโต้โดยปฏิกิริยา แต่ต้องคิดอย่างรอบคอบ มีการคำนวณ วางแผน ดำเนินการให้เป็นไปตามแผน ประเมินผลเป็นระยะ มีการใช้ทรัพยากรทั้งคน เงิน วัตถุ มาตรการอย่างเหมาะสม ถูกจังหวะ ถูกสถานที่ เมื่อเกิดภัยคุกคามขึ้น ผู้บริหารมีทางเลือกสองอย่าง คือ “สู้” หรือ “หนี” เท่านั้น เมื่อมีปัญหาก็ต้องแก้หรือบรรเทาปัญหา หากแก้ไม่ได้ก็ต้องอยู่กับมัน แต่ต้องควบคุมมันไม่ให้เป็นอันตรายต่อเรา ผู้บริหารต้องมี “ความยืดหยุ่น” ตลอดเวลา และมีทางเลือกไว้ด้วย เพราะอาจมีปัจจัยอื่นที่เราคาดไม่ถึง นักศึกษาถูกสอนให้รู้จักกำหนดทิศทาง จังหวะเวลา ความหนักเบาที่ถูกต้องในการบริหารจัดการปัญหา ซึ่งแต่ละสถานการณ์ไม่เหมือนกันนักศึกษาได้รับการสอนให้รู้จักสนามรบ สนามแข่ง คู่แข่ง กติกา
“รู้เขา รู้เรา รู้ทิศทางลม”นักศึกษาต้องรู้จัก “เครื่องมือ” ในการบริหารจัดการความมั่นคงแห่งชาติที่จะนำมาใช้ได้ ทั้งด้านการทหาร การทูต การเมือง เศรษฐกิจ การข่าวกรอง การบังคับใช้กฎหมาย ที่ต้องเลือกใช้ให้ถูกจังหวะเวลา สถานที่ จะใช้เดี่ยวหรือใช้ประกอบกัน ปัจจุบันโลกได้เข้าสู่ยุคที่ 3 หรือยุคสังคมข่าวสารแล้ว ข่าวสารกลายเป็นพลังอำนาจที่มีพลานุภาพมากที่สุดหากรู้จักใช้ให้เป็น นอกจากนั้นผู้บริหารต้องคำนวณ “ต้นทุน” ที่จะลงในสัดส่วนที่เหมาะสมกับ “ผล” ที่จะได้รับว่าคุ้มกันหรือไม่ไม่ใช่เผาบ้านทั้งหลังเพื่อไล่หนูตัวเดียวโลกใบนี้เท่าเดิม ทรัพยากรเท่าเดิม แต่คนมากขึ้นแย่งกันกินแย่งกันใช้มากขึ้น สถานการณ์ในโลกนี้เปลี่ยนเร็วและแรง เป็นการแข่งขันอย่างเอาเป็นเอาตาย ที่ไม่มีการจำกัดรุ่น จำกัดน้ำหนัก ไม่จำกัดเวลา สถานที่ ไม่มีกติกา ไม่มีคนคุมเกม สู้แบบสองต่อสอง หรือเป็นหมู่ก็ได้ถ้าไทยจำเป็นต้องเลือกข้าง เราต้องเลือกข้างให้ถูกเพื่อให้บ้านเมืองอยู่รอด
การบริหารจัดการภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติเป็น
“การบริหารอนาคต” ที่นักศึกษาต้องมองอนาคตให้ออกว่าจะเกิดอะไรขึ้น แยกแยะ ให้น้ำหนักของปัญหา โอกาสที่จะเกิดขึ้นกับผลกระทบได้ค่อนข้างชัดเจน เป็นรูปธรรม สัมผัสได้ โดยเน้นที่การป้องกัน ป้องปราม ไม่ให้ลุกลามจนเป็นภัยคุกคาม หากป้องกันไม่ได้จริงๆ ก็ต้องหาทางควบคุมภัยได้ไม่ให้เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของประเทศ ไม่ใช่ว่ารู้อยู่แล้วแต่ยังปล่อยให้ลุกลามรุนแรง ในที่สุดรัฐก็ต้อง “จ่าย” ในราคาที่แพงลิ่วด้วยชีวิตเลือดเนื้อของประชาชนผู้บริสุทธิ์ ของทหารตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย ด้วยชื่อเสียงของประเทศชาติที่เสียหายยับเยินที่ไม่อาจคิดเป็นตัวเงินได้ความมั่นคงของชาติเป็นสิ่งที่ไม่อาจประนีประนอมกันได้ แต่เราจะบริหารจัดการปัญหาโดยกำหนดทิศทางที่ถูกต้อง ใช้เครื่องมือที่ถูกต้อง ถูกจังหวะเวลา สถานที่ ในสัดส่วนที่เหมาะสมได้อย่างไร เพื่อควบคุมภัยคุกคามนั้นไม่ให้เป็นอันตรายต่อประเทศชาติ







