
ความขัดแย้งใน สตง.
....อรุณ จิรชวาลา
สัปดาห์ที่แล้วมีอยู่วันหนึ่งที่พอเปิดทีวีก็เห็นคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา กับรองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินท่านหนึ่ง นั่งคู่กันในลักษณะแถลงข่าว ผมถอนหายใจด้วยความโล่งอกว่า ปัญหาความขัดแย้งภายในสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) คงจบลงด้วยดีแล้ว จึงออกมาแถลงร่วมกัน
แต่ฟังได้ไม่กี่นาทีก็ทราบว่าเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ความขัดแย้งยังไม่ลดลง ความสัมพันธ์ระหว่างกันยังเหมือนเดิม คือ แทบจะไม่มองหน้ากัน ที่เห็นนั่งแถลงพร้อมกันเป็นเพราะฝ่ายหนึ่งเข้ามาร่วมโดยไม่ได้รับเชิญ อาศัยสิทธิที่ถูกพาดพิง จึงเข้ามาชี้แจงเท่านั้น
สำหรับผู้สื่อข่าวที่อยู่ในเหตุการณ์ เข้าใจว่าที่ไม่เสนอให้แยกเวที คงเป็นเพราะการเผชิญหน้ากันทำให้ข่าวมีสีสันมากขึ้น
ผมเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นใน สตง. และการตัดสินว่าฝ่ายใดผิด ฝ่ายใดถูก อาจขึ้นอยู่กับความรู้สึกส่วนตัวของแต่ละคนที่มีต่อคุณหญิงเป็นสำคัญ มีหลายคนที่นิยมชมชอบคุณหญิงมาตั้งแต่สมัย 56 ปีก่อน ที่ตัวคนเดียวยืนหยัดต่อสู้กับกลุ่มคนที่มีอำนาจมากกว่า และยังอยู่ยงคงกระพันมาจนถึงทุกวันนี้
ผมหวังว่าสิ่งที่ผมเขียนจะช่วยให้ท่านผู้อ่านเห็นภาพทั้งหมดชัดเจนขึ้น
ก่อนอื่นต้องบอกว่า เรื่องที่เกิดขึ้นมีประเด็นที่ทำให้คนส่วนใหญ่เกิดความสับสน 23 ประการ ดังนี้
ประการแรก กฎหมายมีหลายฉบับ คู่กรณีต่างอ้างข้อกฎหมายที่เป็นประโยชน์กับฝ่ายตน โดยฝ่ายรองผู้ว่าการ สตง. อ้าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. 2542 มาตรา 34 (2) ที่กำหนดให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินพ้นจากตำแหน่งเมื่ออายุครบ 65 ปีบริบูรณ์ ส่วนคุณหญิงอ้างประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ที่มอบหมายให้ทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีการสรรหาผู้ว่าการ สตง. คนใหม่มาทำหน้าที่แทน
เพิ่งสังเกตว่ากฎหมายทั้งสองฉบับในขณะที่ประกาศใช้ไม่ได้ขัดแย้งกัน ปัญหาอยู่ที่เวลาล่วงเลยมาอีกหลายปีโดยที่กระบวนการสรรหาไม่สามารถเดินหน้าได้ เพราะยังไม่มีกฎหมายลูก ทำให้คุณหญิงอายุครบ 65 ปี
ประการที่สอง ณ จุดที่เกิดปัญหาขัดแย้ง คุณหญิงไม่ได้อยู่ในฐานะผู้ว่าการ สตง. แต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังทำหน้าที่ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดินด้วย เนื่องจากคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ชุดเดิมพ้นวาระไปแล้ว และคุณหญิงได้รับมอบหมายจาก คปค. ให้ทำหน้าที่แทน จนกว่าจะมี คตง. ชุดใหม่
สำหรับประธานและกรรมการ คตง. กฎหมายกำหนดให้ต้องพ้นจากหน้าที่เมื่ออายุครบ 70 ปี ทำให้คุณหญิงยังมีเวลาอีกนาน
ประการที่สาม แม้จะมีการขอให้กฤษฎีกาช่วยตีความ แต่คำวินิจฉัยของกฤษฎีกาเป็นเพียงคำปรึกษาหรือความคิดเห็น ไม่ได้เป็นกฎระเบียบหรือกฎหมาย ตลอดจนไม่ผูกพันให้ สตง. ต้องปฏิบัติตาม
เมื่อเกิดความกระจ่างในประเด็นทั้งหมดข้างต้นแล้ว การตัดสินว่าใครผิดใครถูกก็น่าจะง่ายลง ดังนี้
หนึ่ง ฝ่ายรองผู้ว่าการ สตง. น่าจะเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าคำวินิจฉัยของกฤษฎีกามีผลบังคับตามกฎหมาย จึงพลาดไปในการทำหนังสือเวียนแจ้งหน่วยราชการต่างๆ
สอง ผมเองก็เชื่อตามคำวินิจฉัย คือ คุณหญิง น่าจะพ้นจากตำแหน่งผู้ว่าการ สตง. แล้ว แต่คุณหญิงก็ยังมีอำนาจอยู่ เป็นอำนาจที่มาจากการทำหน้าที่ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอำนาจในการแต่งตั้งรักษาการผู้ว่าการ สตง.
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ผมอยากให้นึกภาพบริษัทเอกชน เมื่อตำแหน่งซีอีโอว่างลง ผู้ที่จะมีอำนาจแต่งตั้งรักษาการก็คือ บอร์ด หรือคณะกรรมการบริษัท ไม่ใช่ให้ผู้บริหารที่เหลือกำหนดกันเอง
สาม ในการแต่งตั้งรักษาการ เชื่อว่าไม่มีข้อกฎหมายห้ามไม่ให้แต่งตั้งตนเอง รวมทั้งไม่มีข้อห้ามไม่ให้แต่งตั้งคนที่มีอายุเกิน 65 ปี เพราะฉะนั้นหากคุณหญิงจะเซ็นแต่งตั้งตนเองรักษาการก็อาจจะไม่ผิด ส่วนจะเสี่ยงหรือไม่เสี่ยง ควรหรือไม่ควร เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ในฐานะประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เมื่อแต่งตั้งรักษาการได้ ก็ถอดถอนหรือยกเลิกได้เช่นกัน ด้วยเหตุนี้คำสั่งยกเลิกการให้รองผู้ว่าการ สตง. ท่านหนึ่งรักษาการ ลงวันที่ 18 ส.ค. 2553 จึงน่าจะมีผลสมบูรณ์ แต่เพื่อไม่ให้เกิดสุญญากาศ ก็น่าจะแต่งตั้งรักษาการคนใหม่ไปพร้อมกัน
ก่อนจะจบ ผมมีข้อสรุปและข้อเสนอแนะสำหรับทั้งสองฝ่าย ดังนี้
สำหรับฝ่ายรองผู้ว่าการ สตง. ผมเชื่อว่าการเคลื่อนไหวในลักษณะนี้ทำให้ตกอยู่ในฐานะเสียเปรียบและเสี่ยงต่อการผิดระเบียบ หรือผิดวินัย เพราะผู้บริหารหรือพนักงานโดยทั่วไปไม่มีอำนาจของตนเอง อำนาจทั้งหมดที่มีน่าจะมาจากคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผ่านผู้ว่าการ สตง. อีกทีหนึ่ง
การออกมาดับเครื่องชนอาจมีคนเห็นใจหรือสะใจอยู่บ้าง แต่ก็น่าจะได้ไม่คุ้มเสีย เพราะอีกด้านหนึ่งก็อาจจะถูกมองว่าตกเป็นเครื่องมือของคนบางกลุ่มในการพยายามดิสเครดิตคุณหญิง
ในชีวิตการทำงาน เมื่อรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากองค์กร หรือจากผู้บังคับบัญชา เวทีสำหรับการร้องเรียนก็น่าจะเป็นศาลปกครอง หรือไม่ก็ศาลแรงงาน
สำหรับคุณหญิง แม้จะได้เปรียบในแง่กฎหมาย แต่ในแง่กระแสสังคมก็เป็นเรื่องได้ไม่คุ้มเสียเช่นกัน คุณหญิงได้เสียสละเพื่อประเทศชาติในตำแหน่งผู้ว่าการ สตง. มาหลายปีแล้ว หากจะมอบหมายให้ผู้อื่นรักษาการ ในขณะที่ยังคงอำนาจใน คตง. ไว้ ก็คงไม่มีใครกล่าวหาได้ว่าละทิ้งหน้าที่ และน่าจะเป็นการเริ่มต้นกระบวนการก้าวลงจากหลังเสือที่สง่างาม
ในการแต่งตั้งรักษาการ ถ้าไม่อยากได้ผู้บริหารที่อาวุโสสูงสุด ก็อ้างความเหมาะสมในการเลือกคนอื่นได้เสมอ
เฉพาะกลุ่มรองผู้ว่าการ สตง. ก็มีอยู่ตั้งหลายคน น่าจะหาคนที่ทำงานเข้าขากันได้ไม่ยาก







